ระหว่างแสงจันทร์ใต้คฤหาสน์ริมทะเล
เสียงคลื่นกระทบผนังปูนเก่าของคฤหาสน์แทบเสียหาย ฝุ่นทรายพัดกลิ่นเกลือทะเลชวนให้อึดอัด อาภาเดินนำกลุ่มเพื่อนเข้าไปในคฤหาสน์ริมทะเลหลังเก่า เธอมองรูปร่างของอุษา เพื่อนสนิทที่เดินอย่างระวังกลางโถงอันเงียบงัน มุมปากของธีร์กระตุกยิ้มขณะที่ก้าวตามช้า ๆ ส่วนโจ้ยังคงจับแขนเอื้อยแน่น ไม่กล้าปล่อยมือ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เล่นอะไรไปเองป่ะเนี่ย ดูดิ บ้านหลังนี้โคตรหลอนเลย.” โจ้พึมพำขณะที่มือยังจิกหลังมือเอื้อย เอื้อยยักไหล่ ยิ้มกลบเกลื่อนความกลัวในตา “ก็แค่คฤหาสน์เก่า อย่าเพิ่งกลัวสิ เดี๋ยวได้ถ่ายรูปสวย ๆ ไว้อวดเพื่อนแล้ว”
ธีร์ก้มหัวหลบผมที่ตกลงหน้าผาก เหลียวไปเห็นภาพวาดเก่า ๆ บนกำแพง สายตาจ้องนานราวถูกสะกด อาภาเดินใกล้เข้าหา หยุดกึกเมื่อเห็นภาพใบหน้าของหญิงสาวไร้ชื่อ “ใครวาดรูปนี้เหรอ ทำไมมันเศร้าจัง”
เสียงประตูไม้เก่าเอ็ดอึงเมื่ออาจารย์กุลลากกระเป๋าเข้ามา ทุกคนหันไปหา “โอเค ทุกคนอย่าเพิ่งเดินเพ่นพ่าน คืนนี้เข้าห้องพักกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยสำรวจ อย่าทำของแตกนะ คฤหาสน์นี้สำคัญกับครอบครัวเจ้าของมาก”
โจ้เบ้หน้าประสานตากับธีร์ เอื้อยลอบถอนหายใจ โล่งใจที่ไม่มีใครทันเห็นมือสั่นของเธอเอง
ในห้องพักรวม แสงไฟเหลืองสลัวลูบไล้เตียงเหล็ก ห้องเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะผสมความประหม่า เอื้อยนั่งขอบเตียงเปิดกระดาษวาดรูป อุษาเดินมานั่งข้าง ๆ “ขวัญอ่อนหรือแค่ตีสนิทโจ้กันแน่”
เอื้อยเงยหน้าส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ “โจ้อยากอยู่ใกล้คนน่ารักจะตายล่ะ” ท่ามกลางเสียงหยอกล้อ อาภาดูเงียบผิดปกติ เธอมองทะลุกระจกบานเก่าที่สะท้อนแสงจันทร์เข้าตา
“คืนนั้น…เราวาดรูปกลางดึกไหม” อาภาเปรยเบา ๆ ทุกคนหยุดนิ่ง โจ้หันมองหน้าธีร์ เห็นธีร์ทำหน้าแข็ง สุดท้ายเอื้อยพยักหน้า “เอาดิ นี่แหละประสบการณ์ที่ไม่ลืมแน่ ๆ”
เที่ยงคืน เงาจันทร์ขยับบนพื้นไม้ กึก… เสียงอะไรครูดไปมาตามทางเดิน อาภานอนตัวแข็ง หันไปเห็นอุษาขดตัวบนเตียงข้าง ๆ แต่เตียงโจ้กลับว่างเปล่า
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังใกล้มาเรื่อย ๆ เอื้อยรีบคว้าไฟฉาย ศีรษะใจเต้นแรง เธอเปิดประตูทีละนิด เสียงลมหายใจแรงจากด้านนอก ทุกคนลุกเดินต้วมเตี้ยมตาม อาภา มือเย็นเจี๊ยบ จับแขนอุษาแน่น
โจ้หายไปจากเตียง เหลือไว้แค่เสื้อแขนยาวที่พาดไว้และรองเท้าหน้าห้อง ลมเย็นวูบเข้าห้อง สองสาวเดินก้มหน้าเงียบ ๆ ธีร์เบิกตากว้าง เอื้อยพึมพำ “เดี๋ยวคงแกล้งเรามั้ง”
ห้องใต้บันได เงาดำเคลื่อนวูบ อาภาขยับผ่านก่อนจะชะงักทันที ลิ้นชักเก่า ๆ โผล่มากว่าครึ่ง โจ้ไม่มีวี่แวว ทุกคนก้าวเข้าไป แสงไฟฉายสะท้อนรูปถ่ายขาวดำในกรอบไม้ ทั้งหมดจ้องนิ่ง ไม่มีใครพูดอะไร
ธีร์ถอนหายใจฮึด กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “คืนนี้นอนห้องเดียวกันไหม เอื้อย จะได้ไม่เหงา” เอื้อยเม้มปาก อุษาพยักหน้าเบา ๆ
เช้าตรู่ ความกดดันจับใจ แขนเสื้ออาภาเปื้อนฝุ่น เธอเดินตามเสียงซุบซิบในห้องอาหาร อาจารย์กุลสีหน้าตึงเครียด “ใครเห็นโจ้บ้าง” ไม่มีเสียงตอบ เอื้อยหลบตา กระแสตึงเครียดแผ่ซ่าน
ธีร์เดินเหยียบบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยด รอยเท้าสีดำจางพาไปถึงระเบียงริมทะเล เงาจันทร์ถูกแทนที่ด้วยแสงแดดจ้า ภาพชายหาดว่างเปล่า ทะเลถึงจะสงบแต่บรรยากาศไม่ปลอดภัย
ระหว่างทางกลับ อาภาหยุดดูหน้าต่างกระจกขุ่น เห็นภาพสะท้อนของผู้หญิงท่าทางเศร้า แวบเดียวก็หายวับไป เธอยืนนิ่งใจเต้นแรง ธีร์เดินมาชนหลัง “เป็นไร เหม่ออะไร”
“เมื่อกี้…เราว่าเราเห็นคนในกระจก” อาภากลืนน้ำลาย ธีร์หัวเราะกลบเกลื่อน “บ้านนี้คนเขาว่าหลอนใคร ๆ ก็คิดไปเองน่า”
ตอนบ่ายวันเดียวกัน กลุ่มนั่งล้อมวงในห้องนั่งเล่น เอื้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราต้องหาตัวโจ้ให้ได้ จะมานั่งรอกันเฉย ๆ แบบนี้ไม่ไหว” อุษาเม้มปากแน่น “แต่จะเริ่มจากตรงไหนดี”
ธีร์เหลือบตามองหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดอยู่ ดูเหมือนใครเพิ่งออกไป เอื้อยลุกไปตรวจดู ขณะที่กำลังดึงผ้าม่าน พบกุญแจเก่าคล้องไว้กับราวหน้าต่าง
“คงจะเป็นโจ้แน่ ๆ ที่แกล้งเรา หยิบกุญแจนี่ไปซ่อน” เอื้อยเสียงเข้ม อาภามือไม้เย็น มือขวาคลำหาโทรศัพท์ หยุดนิ่งเมื่อพบข้อความแปลกจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก บนหน้าจอเขียนว่า “เห็นเงาคืนนี้หรือยัง”
อุษานิ่งลึก “หรือมันมีใครอยู่ห้องนี้จริง ๆ” เอื้อยจ้องตาอุษา ก่อนเปรยเบา ๆ “ลองดูดาดฟ้าไหม ตั้งแต่เข้ามายังไม่มีใครขึ้นไปสำรวจเลย”
เสียงฝีเท้ากระทบขั้นบันไดไม้เก่าดังสม่ำเสมอ ดาดฟ้าร้างท่ามกลางสายลม หลังคาครึ้มและก้อนเมฆกำลังลอยต่ำ โจ้ยังไม่อยู่ที่นั่น แต่พวกเขาพบรอยขีดเขียนแปลก ๆ บนผนัง ท่ามกลางลมทะเลเย็นเฉียบ
เอื้อยเอื้อมมือสัมผัสรอยขีด “นี่ไม่ใช่ลายมือใครในกลุ่มเราแน่ ๆ” ธีร์หยิบมือถือขึ้นถ่ายรูป เก็บเงียบในใจ อาภาพลันหันขวับตามเสียงโครมจากข้างล่าง
ทุกคนวิ่งลงมาเจอกระจกแตกกระจาย อาจารย์กุลสีหน้าซีด ยืนหน้าเสียที่ขอบเตียง ธีร์เดินเข้าใกล้ถามเสียงต่ำ “มีใครเห็นโจ้บ้างหรือยังครับ” อาจารย์กุลดูสับสน กลิ่นอายกลัวกระจายกรุ่นในห้อง
คืนนั้นฝนไม่ตก แต่เมฆเคลื่อนบดบังจันทร์ อาภารู้สึกอึดอัดหายใจลำบาก เมื่อเดินเข้าไปในห้องใต้ดินที่ไม่ได้ใช้ เสียงกุกกักจากข้างในเรียกทุกคนให้เงี่ยหู อุษากลั้นใจดึงไฟฉายส่อง กองกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ กับภาพหญิงสาวหน้าตาเศร้า
ธีร์โน้มตัวหยิบสมุดภาพ ปรากฏชื่อ “มาลี คดีรักต้องห้าม” เขาอ่านออกเสียงเบา ๆ เอื้อยชะงักกลางทางเดิน “คิดว่าโจ้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้”
อาจารย์กุลเข้ามาพอดี ถอนหายใจนาทีหนึ่ง “มาลี…เป็นบรรพบุรุษเจ้าของคฤหาสน์ เธอเคย…หายไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนหนึ่งที่คล้ายกันนี้”
เสียงคลื่นยังดังต่ออารมณ์บีบคั้น อาภาเอ่ยถามเสียงแผ่ว “แล้วสุดท้ายเกิดอะไรขึ้นคะ” อาจารย์กุลนิ่ง เสียงสั่น “ไม่มีใครพบเธออีกเลย ไม่แม้แต่ร่าง…
ทุกคนเงียบ มองหน้ากัน ความกลัวเริ่มตั้งหลักในใจ เอื้อยมองเพื่อน ๆ ทีละคน ปากเม้มจนเลือดแทบซึม
กลางดึก ขณะที่อาภาเฝ้าดูแสงจันทร์ลอดบานหน้าต่าง เงามืดเดินผ่านไปนอกห้อง เอื้อยสะดุ้ง หัวใจแทบหยุดเต้น ลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนเดินตามเสียงฝีเท้าออกจากห้อง
ระเบียงทางเดินยาว ฟ้ามืดสนิท เอื้อยเจอโจ้ยืนหันหลังจ้องออกไปทางทะเล ศีรษะตก ไม่ขยับแม้เสียงเรียก “โจ้! นี่นายหายไปไหนมา”
โจ้พูดเสียงแหบเบา “เทอ…ได้ยินเสียงร้องไห้ไหม” เอื้อยลังเลมองเพื่อน “เสียงไหน นายพูดเรื่องบ้าอะไร”
โจ้หันหน้ากลับมา สีหน้าซีดขาว ดวงตาคล้ำ เงาสะท้อนในตาเป็นชายทะเลเดือนหงาย “เธอยังคงอยู่ที่นี่ ไปไหนไม่ได้ ใครก็ไปไม่ได้…”
โจ้ทรุดนั่ง ร้องออกมาเหมือนเด็ก ภาพทุกอย่างคล้ายจะบิดเบี้ยว อาภาและธีร์วิ่งมาเห็นพอดี
ธีร์เดินช้า ๆ เข้าหาโจ้ เสียงอุษาแผ่วอยู่เบื้องหลัง “โจ้ นายรู้รึเปล่าว่าอะไรเกิดขึ้นกันแน่”
โจ้ส่ายหน้า “ผมไม่รู้ แต่ผมเห็นเงาผู้หญิงทุกคืน เหมือนเธออยู่ตรงนั้น…ร้องไห้…รอใครสักคน”
อาภาคุกเข่าข้างโจ้ ตาแดงกล่ำ ยื่นมือแตะไหล่เพื่อนเบา ๆ “เราต้องออกไปที่ชายหาด ไปดูกันคืนนี้ ถ้าเธอยัง…อยู่”
ค่ำวันต่อมา กลุ่มรวมตัวหน้าชายหาด ท่ามกลางเสียงคลื่น เด็กหญิงเดินมาใกล้ เอื้อมมือจับมือโจ้ เธอยิ้มเศร้า ๆ แล้วพูดเบา ๆ “ช่วยฉันที…”
หลังบรรยากาศตึงเครียด กลุ่มเพื่อนตัดสินใจขุดทรายใต้ต้นสนโบราณ เจอกล่องไม้เก่า ภายในมีจดหมาย มาลีเขียนไว้ถึงคนรัก หัวใจทุกคนเต้นระรัว เมื่อความลับในคฤหาสน์ถูกรื้อฟื้น
ระหว่างที่ทุกคนกำลังสับสน เงาผู้หญิงผมยาวปรากฏขึ้นในเงาจันทร์ เธอหลั่งน้ำตา มองทุกคนก่อนจะหายลับท่ามกลางทะเลสาบตะวันขึ้น
เอื้อยกุมมือเพื่อน ๆ ร่าเริงขึ้นในความเศร้า ธีร์ขยับเข้าไปกอดโจ้และอาภา มิตรภาพใหม่เกิดขึ้นจากรอยร้าวเก่า ทุกคนยืนมองทะเลที่ความลับได้รับการปลดปล่อย เหลือแต่แสงจันทร์อบอุ่นใจและเงาความหลังที่ยังคงอยู่ในความทรงจำ