เกาะบทสุดท้าย
กระทบเสียงโลหะกับขวดน้ำนิดหน่อยในความมืด เรือเล็กโยกไปมา ใต้ท้องฟ้าสีเข้มจนเกือบดำ เด่นเพียงดวงจันทร์ที่ลอยต่ำ ลูกคลื่นปะทะหัวเรือเหมือนเสียงกลองเบาๆ ทุกคนบนเรือแคบไม่ได้พูดจา ไฟจากแฟลชมือถือทำหน้าทุกคนพร่ามัว สภาร้อนอึดอัด เหงื่อซึมข้างขมับและฝ่ามือ คำสั่งสั้นๆจากกัปตัน “จับไว้ให้แน่น” เล็ดรอดผ่านเสียงลม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สายฟ้าแลบวาบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ฟ้าร้องกึกก้อง ทันใดนั้นคลื่นลูกรุนแรงถาโถมเข้าหาเรือเหมือนกำปั้นขนาดยักษ์ ทั้งหมดสะดุ้งโหยง มือน้อยคนจับเชือกได้แน่นพอ เรี่ยวแรงสั่นไหว เรือพลิกครืนเคว้งคว้าง เสียงร้องโวยวายในความแตกตื่นผสานเสียงน้ำซัดจนทุกอย่างดับวูบ
แสงเช้าค่อยๆกรองลงมาเข้าตา ปลายเท้าโดนน้ำเย็น เหนี่ยวเอวกางเกงทรายฟุ้ง เปียกมะล่อกมะแล่ก หญิงสาวคนหนึ่ง—ชลาหญิงเปรี้ยวประหลาดใจที่ตนรอด เธอไอเบาๆ หันซ้ายขวา พบชายหนุ่มนอนคว่ำ พอขยับถึงจะเห็นเป็นภีม มาดสุขุม ใส่แว่นตาหนา เหมือนคนคิดมากแต่ไม่พูดมาก ในมือบีบถุงเป้ยังแน่น
ผ่านไม่กี่อึดใจ ทุกคนทยอยฟื้น ต่างคนต่างกระเสือกกระสนลุกขึ้น สำรวจบาดแผล ลมหายใจเหนื่อยหอบ มองรอบตัว—ชายหาดกว้าง ต้นปาล์มสูงเบียดเสียด ป่าแน่นทึบ กลิ่นเค็มของทะเลฟุ้ง ไม่เห็นเรือ ไม่เห็นโทรศัพท์ ทุกคนหน้าเสีย
เสียงของแป้ง—หญิงสาวอ่อนโยนแต่แววตาแข็งกร้าว เดินมาซบบ่าชลา กระซิบเสียงเบา “น้ำหมดแล้ว” ภีมเปิดเป้ยื่นขวดเหลือครึ่ง แต่ไม่พอยิ้ม “เดี๋ยวหาแหล่งน้ำก่อน” ชลาพยักหน้าอย่างวางใจ ฝ่ายเติ้ล—ชายทะเล้นสำเนียงใต้ เริ่มพูดจาหยอกล้อให้บรรยากาศคลี่คลาย “ถ้าเจอวอดก้าเก็บไว้ก่อนละกัน” คลื่นเสียงหัวเราะเบาบางเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด
ทุกคนเดินเข้าสู่เงาป่า หัวใจแต่ละคนแตกต่างกันไป ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือความจริงหรือคำสาป พุงเหวง สองมือเปื้อนดิน เสียงนกแปลกๆที่ไม่มีใครคุ้น ทุกอย่างใหม่หมด
เสียงกรอบแกรบ ใบไม้ร่วง ฝีเท้าแต่ละคนช้าบ้างเร็วบ้าง พงศ์—ชายหนุ่มร่างใหญ่ดูใจเย็นแต่นัยน์ตาหวาดระแวง เดินนำหน้า จู่ๆหยุดกะทันหัน “มีทางน้ำ” เขาชี้ไปยังแอ่งน้ำจืดตื้น ทุกคนกรูกันไปหวังจะดับกระหาย
จูน—หญิงสาวทอมผมสั้น หน้าตาขึงขัง เจาะหูตั้งแต่เด็ก เห็นสีขุ่นของน้ำ เธอกลั้นเสียง “น้ำอาจมีเชื้อโรค ใครคิดจะกินมั้ย” ภีมหยิบน้ำขึ้นดม นิ้วยกให้ทุกคนตัดสินใจ ในความเงียบนั้นมีสายตา ลังเล ไม่ไว้วางใจ ท้ายสุดเป็นเติ้ลเอ่ย “จะตายเพราะหิวน้ำ หรือจะเสี่ยง” แป้งกัดปาก เสียงกรอกขวดเอื้อมถึงใจกัน
พระอาทิตย์เลื่อนลง ทุกคนสร้างเพิงใบไม้ ติดไฟจากไม้ขีดอันเดียวในเป้ของจูน ค่ำคืนแรกมาถึง ฝูงเสียงจักจั่น เขม็งเกาะใบไม้ ร่างแต่ละคนม้วนชิดกัน แสงไฟเต้นไหวบนหน้า ใครบางคนเริ่มปล่อยใจให้คิดถึงบ้าน แต่ละคนติดอยู่นานเกินไปกับอดีตตัวเองโดยไม่กล้าเอ่ย
ชลานั่งชิดแป้ง เอ่ยเสียงแผ่ว “แกคิดว่าเราจะรอดมั้ย” แป้งช้อนตาขึ้นมอง “ต้องรอดสิ เพราะฉันยังไม่ได้ขอโทษเรื่องนั้นกับเธอ” ชลาขมวดคิ้ว ไม่ตอบ เสียงไฟดังเปาะแปะ ความเงียบแขวนกลางอากาศ ภีมนั่งฟังอยู่ข้างๆ เหลียวมองฟ้าดำลึกเข้าไปเหมือนหาทางออก
เติ้ลลุกขึ้นเดินมากระซิบกับพงศ์ “เห็นเงาตะคุ่มตรงโน้นป่ะ เหมือนมีใครแอบดู” พงศ์หรี่ตา เหงื่อซึม “อาจเป็นสัตว์ก็ได้ ไม่ต้องเสียงดัง เดี๋ยวตกใจยิ่งกว่าเดิม” แววตาภีมจับจ้องแววกลัวในสายตาพงศ์ ก่อนจะปรับเสียงให้มั่นใจ “พวกเราต้องอยู่ด้วยกัน ห้ามแยก กลางคืนมันอันตราย”
เช้าวันใหม่ ความเหนื่อยทรุดตัวกำลังใจ ทุกคนผลัดเวรกันดูไฟ ไม่มีใครนอนหลับสนิท เติ้ลหยิบกิ่งไม้มาวาดบนทราย แผนที่อย่างง่าย ชลามองตามแล้วเสนอ “เราลองเดินสำรวจรอบเกาะ เผื่อมีอะไรพอหาเป็นเครื่องมือกลับบ้านได้” จูนผงกหัวเห็นดี พงศ์กับเติ้ลไปสำรวจด้านหนึ่ง ภีม, ชลา, แป้งเดินอีกด้านหนึ่ง หนังสติ๊กหนึ่งอันในมือภีมติดไว้ป้องกันตนเอง
ระหว่างเดิน ป่าทึบจนทุกก้าวรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง ชลาหยุดกะทันหันชี้ผ่านใบบางพบซากเรือร้างบนโขดหิน มะพร้าวร่วงกราวรอบตัว ภีมเดินเข้าไปใกล้ พบป้ายชื่อเรืออ่านไม่ออก สิ่งของเหลือแต่เศษปะทะสนิม
แป้งหยิบถุงเล็กๆ ข้างเรือ ในมือมีฟิล์มเก่าๆม้วนหนึ่ง “ของใครวะ” ภีมหยิบขึ้นพิจารณา “น่าจะเป็นของคนก่อนหน้าเรา” ชลานั่งยองๆจับถุง “ทำไมถึงทิ้งไว้ ไม่กลับออกไป…” คำถามแขวนกลางอากาศ
ด้านพงศ์กับเติ้ลเดินลึกเข้าไปกว่าเดิม เห็นร่องรอยคนนอน บางอย่างขูดลำต้นไม้เหมือนรหัส เติ้ลกระซิบเสียงเครือ “พงศ์ เคยทำอะไรผิดไว้ป่ะ ถ้าเราไม่รอดออกไป…” พงศ์นิ่ง หายใจเข้าเสียงดัง “ฉันเคยทำอะไรไว้เยอะ แต่ไม่เกี่ยวกับที่นี่” เติ้ลไม่ซักต่อ เสียงนกหัวเราะเหน็บหู
ค่ำคืนที่สอง ทุกคนรวมกลุ่มรอบไฟคุยแบบกดดัน ภีมเปิดฟิล์มเก่าด้วยมือสั่น “อยากรู้ความจริงไหมว่าคนก่อนหน้าเราไปไหนหมด” ชลามองหน้าเขา สีหน้าว่างเปล่า “หรือว่าพวกเขา…?” แป้งอดกลั้นถ้อยคำสุดท้ายกันเอง “ไม่มีใครรู้ เรารู้แต่เรื่องเรา” สายลมวูบ หมากรุกไม้กิ่งที่เติ้ลขีดกลายเป็นของจริงบนพื้นทราย
เดินผ่านป่าในวันที่สาม เจอแอ่งน้ำอีกครั้ง ครั้งนี้เห็นรอยเท้าสดใหม่ จูนก้มลงสำรวจ “มีคนอยู่นี่จริงๆ” ทุกคนตาเบิกกว้าง เติ้ลเสียงเบาหวิว “หรือเราจะไม่ได้อยู่คนเดียว” พงศ์เสนอ “พวกเราต้องหาทางเจอคนที่เหลือ เผื่อขอความช่วยเหลือ” ภีมห้าม “อย่าไว้ใจใครโดยไม่รู้จัก” ความไม่เชื่อใจเริ่มขยายในกลุ่มเอง
ตกกลางคืน ไฟดับวูบ จูนหายไปจากกลุ่ม ทุกคนออกค้นหาจนเจอจูนหมดสติริมลำธาร มีรอยเลือดจางตรงฝ่ามือ จูนฟื้นมาเสียงขาดเป็นห้วง “มี…ใคร…จับมือฉัน” แป้งเข้ากอดแน่น ดวงตาแดง “ฝันไปหรือ” จูนส่ายหน้า ชลาปราดเข้ามาดู มือแตะรอยเลือด “ไม่ใช่ฝัน…ที่นี่มีอะไร”
เติ้ลเรียกประชุมลับ ทุกคนมานั่งเป็นวงในเพิงใบไม้ ภีมเสนอ “เราต้องตั้งเวรยาม ถ้ามีคนอื่นอยู่บนเกาะเราคงไม่ปลอดภัย” พงศ์ถาม “หรือว่าใครในพวกเรามีความลับอะไรหรือเปล่า” บรรยากาศเปลี่ยนไป ทุกคนต่างถอนหายใจ นิ่งงัน
ระหว่างเวรยามดึก ภีมนั่งกับชลาติดกัน หัวใจทั้งสองเต้นแรง ชลาถามขึ้นเบา ๆ “ถ้าเรากลับบ้านได้ นายจะเปลี่ยนอะไรในชีวิต” ภีมคิดนาน “ฉันอยากยอมรับความผิดพลาดตัวเองมากกว่านี้ อยากกล้าเผชิญกับสิ่งที่กลัวมาตลอด” ชลายิ้มเจื่อน แววตาแกว่งไกว
รุ่งเช้า ทุกคนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ต่างคนต่างสงสัยว่าอาจมีบางคนในกลุ่มปิดบังอะไรไว้ ไม่พูด แต่รอยตาจับความเคลือบแคลงกัน แป้งที่เก็บของบางอย่างจากริมโขดหินเงียบไปนาน ในตอนบ่ายเติ้ลแอบสะกิดถาม “แป้ง ทำไมแกดูเหมือนจะร้องไห้” แป้งเม้มปากไม่ตอบ เติ้ลก็ไม่เซ้าซี้ต่อ ทั้งคู่เดินหลีกหายไป
จู่ๆระหว่างสำรวจรอบชายฝั่ง ภีมเห็นแสงวาบจากผิวน้ำ มีเงาวูบหายไปในซอกหิน ทุกคนหยุดนิ่ง เติ้ลร้องหยอก “สงสัยปลาซัฟไฟร์” เสียงหัวเราะห้วนๆแทรกด้วยความกลัว ชลามองสีหน้าทุกคน “อาจจะมีคนซ่อนอยู่จริง?”
ตกกลางคืน มีเสียงกรีดร้องจากปลายชายหาด ทุกคนวิ่งไปพบว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตบนเกาะนี้ ทันทีที่เจอกัน เกิดความตึงเครียด ชายในกลุ่มนั้นชื่อจัตุรัส เขาแนะนำว่าพวกเขาติดเกาะมานาน มีคนสาบสูญหลายคน ทุกคนต่างหวาดกลัวและยึดสิ่งของของตัวเองแน่น
จัตุรัสเตือน “บนเกาะนี้ ถ้าไม่ยอมรับอดีต ถึงฝนจะตกก็ไม่มีสายรุ้ง” ภีมเครียดแววตาวูบไหว “หมายความว่าไง” จัตุรัสไม่ตอบ เพียงทิ้งเชือกม้วนแล้วเดินจากไป
วันต่อมาความขัดแย้งทั้งสองกลุ่มปะทุ ชลาพยายามไกล่เกลี่ย แป้งเสียงแข็ง “พวกเราเชื่อใจไม่ได้แม้แต่กันเอง ยังจะไปร่วมมือคนอื่นอีกเหรอ” ภีมหันมาจ้องแววแข็ง “เรามีทางเดียวคือต้องหาทางออกจากเกาะนี้”
เหตุการณ์เริ่มวิกฤต เมื่อจูนถูกหินทับขาระหว่างปีนหน้าผา ทุกคนต้องช่วยเหลือ ผลัดกันตัดไม้ ต่อเปล แววตาความหวาดกลัวเปลี่ยนเป็นน้ำใจ ชลาสารภาพต่อทุกคน “ที่จริงฉันหนีบางสิ่งมา เหมือนที่ทุกคนมีอดีตของตัวเอง” เธอตัวสั่น มือกำแน่น “ฉันเคยทำคนรักเสียใจ ฉันไม่เคยขอโทษจนวันนี้” แป้งโอบ ไหล่น้ำตาริน ภีมแลบลิ้นเลียปาก ยิ้มเศร้า “ฉันโดนกดดันมาตลอดเรื่องครอบครัว เลยหลอกตัวเองทุกวัน ก็เพิ่งรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์” เวลาผ่านไปช้า ความเชื่อใจค่อยๆกลับคืนมาพร้อมกับคำสารภาพทีละคน
เมื่อรวมทีมได้แล้ว ทุกคนรวมพลังค้นหาเรือที่เหลือพังแต่ซ่อมได้ เติ้ลสละมีดพกของตัวเองเพื่อเป็นอุปกรณ์ จูนถึงกับร้องไห้ “แกไม่หวงของรักบ้างเหรอ” เติ้ลยิ้ม “ชีวิตสำคัญกว่า” พงศ์เป็นคนซ่อมเรืออย่างขะมักเขม้น ภีมช่วยปะผุ ตากแดดจนปากแตก ทุกคนผนึกกำลังจนเรือดูเหมือนใช้การได้
จัตุรัสจากอีกกลุ่มเข้ามาช่วยโดยไม่พูดอะไร แต่แจ้งเตือนอีกครั้ง “ถ้ายังโกหกตัวเอง เรือก็ไม่ไปไกลหรอก” ชลามองตาภีม เหมือนได้แรงใจ “ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว ยังไงก็พอ”
เรือถูกลากลงน้ำ ฝนเริ่มตั้งเค้า พอเรือออกตัว กลุ่มของชลากอดกันเป็นวง ละสายตาจากอดีต ต่างพึมพำขอโทษเงียบๆกับสิ่งที่จากมา
ขณะที่เรือห่างออกจากชายฝั่ง สายหมอกคลี่ตัวเปิดทิวทัศน์เกาะเบื้องหลัง ทุกคนเงียบ ชลาคว้ามือแป้งมากุม ภีมเหลียวมองคลื่นเม็ดหยดน้ำตาเบาๆ “ขอบใจนะที่อยู่ด้วยกัน” เสียงหัวเราะกับร้องไห้ปะปนกัน จนทิวเกาะจางหายในสายตา ทุกคนรู้ว่าชีวิตหลังจากนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิม
เมื่อเรือพ้นเกาะ กลุ่มเมฆก้อนใหญ่ทอแสงบนเส้นขอบฟ้า แสงทองเรื่อเรือง สะท้อนน้ำ ทุกคนสบตากัน—ไม่มีคำพูด มีเพียงแววตามั่นใจและปลดปล่อย ทุกคนกลับจากเกาะในสภาพที่เปลี่ยนไป มีอดีตเป็นบทเรียน มีปัจจุบันเป็นโอกาสใหม่