เพียงเงาจันทร์ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน
เสียงนาฬิกาดังแว่วจากริมหน้าต่างออฟฟิศขนาดกะทัดรัดกลางใจเมือง นุ่นนั่งหลังตรงอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ คิ้วขมวดเล็กน้อยเวลาสลับสายตาระหว่างตัวเลขในเอกสารกับโลกความจริงข้างนอก เธอสวมแว่นตากรอบหนา สีหน้าบอกถึงความกังวลปนความตั้งใจยิ่งยวด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าเดินมาใกล้ “เช้านี้อากาศดีเนอะ คุณนุ่น” ภาคย์พูดขึ้นเบาๆ ขณะถือถ้วยกาแฟใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า
นุ่นเงยหน้า สะดุ้งน้อยๆ ก่อนยิ้มจางๆ “สวัสดีค่ะพี่ภาคย์” เธอพูดติดห้วนเบาๆ ทั้งที่น้ำเสียงในใจลังเลจะเอ่ยอะไรต่อดี
“แวะเอาขนมปังมาให้ พอดีซื้อมาสองชิ้น” เขาวางกล่องกระดาษลงข้างคีย์บอร์ด ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงโต๊ะฝั่งตรงข้าม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มพลันจ้องเขม็งไปที่หน้าต่าง
“หนูไม่หิวค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ภาคย์หัวเราะ “กินเก็บแรงไว้บ้าง เดี๋ยวเลขหลุด”
บรรยากาศในออฟฟิศยังนิ่ง นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดจางๆ กับกลิ่นกาแฟและขนมปังอุ่นๆ ที่ลอยฟุ้ง ดวงตาของภาคย์จับจ้องไปยังนุ่นราวกำลังสำรวจ แต่ไม่พูดอะไรเพิ่ม นุ่นยกมือปาดผมข้างหูแบบเคยชิน เธอแอบสำรวจเขาผ่านเงาสะท้อนจอคอม ดวงใจเต้นไม่เป็นส่ำ
เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปจนเกือบเที่ยง นุ่นพยายามจดจ่อกับงานแต่ภาพขนมปังยังคงหลอกหลอนอยู่ในหัว จนในที่สุดเธอก็หยิบขนมปังมากัดเงียบๆ เพียงครึ่งชิ้น พลางมองคนตรงข้ามที่กำลังหมกมุ่นกับบัญชีของแผนกการตลาดเท่าๆ กับตัวเอง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ภาคย์หยิบมารับ “สวัสดีครับ ผมอยู่ที่ออฟฟิศแล้ว เดี๋ยวลงไปเจอครับ” น้ำเสียงหนักแน่นแต่ก็แฝงความอ่อนล้าไว้ลึกๆ นุ่นแอบรู้สึกบางอย่างในแววตาเขา เธอลุกไปเติมน้ำเปล่า หัวใจยังคงเต็มไปด้วยคำถาม
หลังเลิกงาน บรรยากาศหน้าออฟฟิศเงียบสงบ นุ่นยืนถือกระเป๋าใบเก่าเดินออกมาช้าๆ ภาคย์ขับรถมาจอดหน้าประตูออฟฟิศ เปิดกระจกลง
“ส่งหนูไปสถานีรถไฟฟ้าไหม?” เขายิ้ม แววตาจริงใจ
นุ่นลังเลเล็กน้อย “ไม่เป็นไรค่ะ หนูเดินไหว”
“แน่ใจนะ? วันนี้แดดร้อน” เขายังรบเร้า
“แน่ใจค่ะ” เธอยิ้ม อึดอัดเล็กน้อย แต่ไม่เคยพูดตรงๆ ว่าเธอกลัวจะสนิทกับเขาเกินไป
เวลาผ่านไปในออฟฟิศ ทั้งคู่ทำงานด้วยกันมากขึ้น งานบางอย่างทำให้ต้องอยู่ดึก นุ่นสังเกตว่าภาคย์ระมัดระวังตัวเองเสมอ เขาไม่เคยพูดจาล่วงเกิน หรือเข้าใกล้จนเธอรู้สึกไม่ปลอดภัย มีแต่คำพูดติดตลกแฝงความห่วงใยให้บรรยากาศคลายเครียด
แต่ก็มีบางคืนที่ทุกคนกลับบ้านกันหมด เหลือเพียงสองคนในห้องกับกระจกบานใหญ่สะท้อนไฟนีออนจ้า เงียบจนนุ่นได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม ภาคย์นั่งแก้งานอีกฝั่ง ขณะเธอจมอยู่กับสมุดบัญชี
“เคยคิดอยากเปลี่ยนงานมั้ย?” ภาคย์พูดขึ้น ขณะกวาดสายตามองจอ
นุ่นเงยหน้า เธอไม่ทันตั้งตัวกับคำถามแบบนี้ “ไม่เคยจริงๆ ค่ะ หนูกลัว”
“กลัว?”
“กลัวว่า…จะล้มเหลวอีก” เธอก้มหน้า
ภาคย์นิ่ง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมก็เคยล้มเหลวนะ มีใครบ้างที่ไม่เคย”
บรรยากาศในห้องเหมือนเวลาหยุดเดิน ต่างฝ่ายต่างนิ่งกับความรู้สึกในอดีตตัวเอง
“ถามจริง คุณชอบงานนี้เหรอ?” เขาเปลี่ยนเรื่อง เสียงนุ่มนวล
นุ่นหัวเราะเบาๆ “หนูคงพูดได้แค่…มันไม่ถึงกับแย่”
“ผมก็เหมือนกัน” ภาคย์ยิ้มขื่น อารมณ์ทั้งห้องคล้ายอุ่นขึ้นเล็กน้อยก่อนความเงียบจะกลับมาคุมทุกอย่างดังเดิม
วันหนึ่ง ขณะนุ่นเดินไปห้องประชุม เธอได้ยินเสียงสองหัวหน้าใหญ่คุยกันอย่างเคร่งเครียดเรื่องโปรเจคใหม่และความผิดพลาดของอดีตการเงินในบริษัท นุ่นอดคิดไม่ได้ว่าภาคย์ที่ถูกโยกตำแหน่งมาจากแผนกอื่น อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดถึง
คืนนั้นเธอฝันร้าย ภาพอดีต—วันที่เธอตัดสินใจส่งบัญชีผิดจนบริษัทเก่าเกือบโดนฟ้อง—แว่วซ้ำในหัว เธอตื่นขึ้นพร้อมเหงื่อชุ่มมือ กลัวว่าทุกอย่างจะซ้ำรอยอีก
วันรุ่งขึ้น ใบหน้าเธอซีดเซียว ขอบตาคล้ำ ภาคย์สังเกตเห็น เขาไม่ได้ถามทันที เพียงแต่รินน้ำอุ่นให้แล้ววางไว้ข้างโต๊ะ
“เมื่อวานนอนดึกเหรอ?”
นุ่นก้มหน้านิ่ง สั่นศีรษะ
“ถ้าอยากเล่าอะไร ผมฟังได้นะ” น้ำเสียงเขาแผ่ว
นุ่นกัดริมฝีปาก เธออยากพูด อยากระบายแต่กลัวว่าจะโดนตัดสินเหมือนที่เคยเจอ จึงสูดลมหายใจลึก ๆ
“ขอบคุณค่ะ…” เธอตอบเบาๆ
“ผมรู้สึกว่าคุณไม่ค่อยไว้ใจใครเลยนะ”
นุ่นเงียบยาว ไม่ตอบ เขินอายแต่ก็รู้ว่าคำพูดนั้นจริง
ในวันประชุมใหญ่ของบริษัท นุ่นกับภาคย์ต้องพรีเซ้นต์ผลประกอบการร่วมกัน เธอกังวลจนเหงื่อซึมมือ ภาคย์คอยอยู่ข้างๆ ส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ
“เดี๋ยวถ้าตะกุกตะกัก ผมจะรับช่วงให้เอง” เขากระซิบข้างหูเธอเบาๆ
เวลาขึ้นเวที นุ่นเริ่มต้นตะกุกตะกักตามคาด เป็นจังหวะเดียวกับที่ภาคย์ช่วยเหลืออย่างนุ่มนวลจนการประชุมผ่านไปได้แบบไม่ผิดพลาดมากนัก
หลังประชุม นุ่นรู้สึกโล่งใจ น้ำตาคลอ เธอแอบขอบคุณเขาเป็นพันครั้งในใจ แต่ก็แค่ยิ้มแทนคำพูด
ช่วงเย็น ภาคย์เดินมานั่งข้างๆ “ผมเห็นนะ ว่าคุณพยายามแค่ไหน”
นุ่นหลบตา “บางทีมันก็เหมือน…ทุกคนเกลียดความผิดพลาด”
ภาคย์ถอนหายใจ “แต่ผมไม่ใช่ทุกคนนะ”
บรรยากาศช่วงนั้นระหว่างสองคนเริ่มคลายความแปลกแยก ต่างฝ่ายต่างเริ่มเล่าเรื่องอดีตของตัวเอง ทั้งความผิดพลาดและความฝันกันอย่างเปิดใจมากขึ้น
นุ่นพบว่าภาคย์เคยถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินทั้งที่เขาเป็นเพียงแพะรับบาปในอดีต เธอรู้สึกสะท้อนใจและเข้าใจเขามากขึ้น
แต่เมื่อทั้งสองกำลังใกล้ชิด ความลับในบริษัทก็เริ่มปะทุถึงขีดสุด ช่วงที่ถูกตรวจสอบบัญชี นุ่นได้รับรู้ว่าการเงินของแผนกภาคย์มีตัวเลขขาดหาย ผู้บริหารบางคนโยนข้อหาไปที่เขา ทุกคนหันหลังให้
นุ่นลังเล เธออยากช่วย แต่กลัวจะพาตัวเองและเขาพังซ้ำรอยเดิม
ในคืนที่เธอนั่งอยู่ขอบเตียง น้ำตาไหล นุ่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแต่ไม่กล้ากดโทรหาเขา เธอตัดสินใจค้นเอกสารเก่าและพบว่าสิ่งที่ขาดหายเป็นความลับเก่าของบริษัทไม่ใช่ความผิดของภาคย์
เช้าอีกวัน นุ่นเดินเข้าไปหาภาคย์ในออฟฟิศ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานที่เมินเฉย
“ถ้าฉันไม่ช่วยตอนนี้ ฉันคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง” เธอโพล่งขึ้น
“นุ่น…” ภาคย์นิ่งงัน
“เราจะสู้ไปด้วยกันไหม?”
เขายิ้มทั้งน้ำตา
ทั้งสองคนรวบรวมหลักฐานจนความจริงปรากฏ ความผิดพลาดของบริษัทถูกเปิดโปง และชื่อเสียงของภาคย์ก็คืนกลับมา แม้ว่าช่วงหนึ่งภาคย์จะเลือกหนีออกไปเพื่อไม่ทำให้นุ่นลำบาก แต่นุ่นกลับวิ่งตามเขาไปที่ท่ารถกลับบ้านเกิดของเขา
“ถ้าพี่ไม่อยู่ หนูจะกล้าเดินไปข้างหน้าเหรอ?” เสียงเธอสั่น
ภาคย์ยิ้มเศร้า “แต่พี่ไม่อยากให้เราต้องเจ็บเพราะพี่อีก…”
“ตั้งแต่เราได้รู้จักกัน หนูกล้าสู้กับโลกมากขึ้น หนูไม่อยากเสียโอกาสนี้” เธอจับมือเขาไว้ น้ำตาอาบแก้ม
เขายืนนิ่งนาน ไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงลมหายใจและเสียงหัวใจ ในที่สุดเขาก็พยักหน้า เงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนเป็นส้มอ่อน
วันคืนผ่านไป ทั้งคู่ต่างเติบโตจากรอยแผลเดิมๆ ความกลัวถูกคลี่คลายด้วยความเชื่อใจและความกล้าหาญจะให้โอกาสใจตัวเอง ภาคย์ไม่ใช่ผู้ชายสมบูรณ์แบบ และนุ่นก็ยังมีอาการกลัวผิดพลาด แต่ความรักของทั้งสองคนไม่ได้หวือหวา หากแต่มั่นคง เติบโตกลางความไม่สมบูรณ์นั้น
ค่ำวันหนึ่ง ภาคย์นั่งข้างนุ่นริมเรือใต้แสงจันทร์ เขายื่นขนมปังชิ้นหนึ่งให้ เธอหัวเราะเบาๆ กลั้นน้ำตาไม่อยู่
“ถ้าคืนนี้ต้องเริ่มใหม่อีกสักครั้ง พี่จะยังเลือกหนูไหม?” นุ่นถามเสียงสั่น
“ต่อให้ต้องผิดซ้ำ พี่ก็ยังอยากเริ่มใหม่กับหนู” ภาคย์ตอบช้าๆ ก่อนจะเอื้อมมือกุมมือเธอไว้แน่น ท้องฟ้าเหนือศีรษะเต็มไปด้วยดวงดาวและแสงจันทร์ที่อ่อนโยน เหมือนกับหัวใจของทั้งสองที่ในที่สุดก็กล้าเปิดออกให้ความรักเติบโตอย่างแท้จริง