ฤดูฝนของเรา
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่าง ทำให้ชั้นสี่ของอาคารเก่าในย่านเจริญกรุงแลดูเงียบเหงายิ่งกว่าปกติ ชนิกานต์ หนุ่มสาววัย 27 ปี ผมสั้นใส่แว่น เดินยกแก้วกาแฟเข้ามาในออฟฟิศอย่างเร่งรีบ รอยเปื้อนน้ำบนกระเป๋าสะพายบอกว่าฝนวันนี้ไม่ได้ปรานีใคร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังไงก็มาสายอยู่ดี” เธอบ่นเบาๆ พลางมองกลุ่มเพื่อนร่วมงานในห้องโถงเล็กๆ ทุกคนก้มหน้าก้มตาอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเงยหน้ามามอง ยกเว้นใครบางคนที่โต๊ะริมหน้าต่าง
ภัควัฒน์ ชายหนุ่มหุ่นสูง ร่างผอม ผมยาวระต้นคอ สวมเชิ้ตสีซีด เขายกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะเหลือบตาไปสบกับชนิกานต์เพียงครู่หนึ่ง แล้วเบนกลับมาที่จอคอม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อรุณสวัสดิ์ค่ะทุกคน!” เสียงของมินตรา หัวหน้าทีมครีเอทีฟ ดังขึ้นทลายความเงียบ บรรยากาศค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ชนิกานต์เดินไปนั่งโต๊ะตัวเล็กของตัวเอง ถอดหายใจพลางเสียบหูฟัง เตรียมลุยงานก่อนบรีฟจะแจกจ่าย
“ชนิกานต์ บรีฟใหม่ เดี๋ยวพี่ฝากภัควัฒน์เป็นคนประกบ ทำงานคู่กันนะ” มินตราเดินเข้ามาพร้อมกล่องเอกสาร ชนิกานต์ชะงักสายตาทันที “หนูขอ—”
“พี่แบ่งทีมแล้ว จำเป็นต้องลองอะไรใหม่ๆ เนอะ” หญิงสาวทำหน้าจริงจังไม่มีที่ท่าว่าจะเปลี่ยนใจ
ภัควัฒน์ลุกจากโต๊ะ หยิบแฟ้มงานเดินตรงเข้ามาหาชนิกานต์ มองแบบไร้รอยยิ้ม “นั่งตรงนี้เลยก็ได้ พี่ไม่ค่อยได้ใช้โต๊ะ”
เธออึดอัดเล็กน้อย แต่ต้องย้ายของไปนั่งแทน ห่างกันไม่ถึงเมตร เสียงฝนยังคงตกหนัก
“เราจะเริ่มยังไงดีคะ?” ชนิกานต์เปิดเอกสารแต่ก็เอาแต่ก้มหน้า ไม่อยากสบตา ภัควัฒน์เหม่อสายตาออกหน้าต่างด้วยท่าทีเฉยชาเหมือนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
“มองโจทย์ภาพรวมออกไหม?”
“ก็พอได้ค่ะ… คือ ฉันคิดว่าจะเจาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงวัยเรียน ลองเทสต์เป็นซีรี่ส์ออนไลน์น่าจะเวิร์คนะคะ”
ภัควัฒน์พยักหน้าสั้นๆ “ลองไปวาง story board ดู ไอเดียพวกนี้ พี่ไม่ค่อยเก่งทำงานกับคนใหม่ๆ น่ะ”
ชนิกานต์สบตานิ่งครู่หนึ่ง “แล้วพี่ปกติชอบทำงานกับใครคะ?” เธอถามแบบเสียงกึ่งประชดเล็กน้อย
“กับตัวเอง” เขาตอบแผ่วเบา แล้วกลับไปดูหน้าจออีกครั้ง
ซีนตกค้างนั้นทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เต็มไปด้วยความฝืนใจ ชนิกานต์เขียน story board ในสมุด หันไปหยิบข้อมูลแต่เกือบเงอะงะทำแก้วน้ำล้ม โชคดีที่ภัควัฒน์คว้าขวดน้ำทันก่อนโซนนั้นจะเปียก
“ขอบคุณค่ะ…”
“ระวังหน่อย” เขาเอ่ยเสียงอ่อนๆ แต่ท่าทีแข็งกระด้าง ชนิกานต์ถอนหายใจในใจ เธอนึกว่าการทำงานกับเขาจะซับซ้อนกว่านี้เสียอีก
สองอาทิตย์แรกของการเป็นคู่หูเฉพาะกิจผ่านไปท่ามกลางเสียงฝนที่ไม่เคยหยุดตก ทั้งสองอยู่ด้วยกันในมุมเล็กๆ ของออฟฟิศ แต่บทสนทนาของพวกเขายังติดขัด มีแต่เรื่องงานจริงๆ
“คืนนี้พี่ว่างไหม ต้องไปเก็บภาพ Reference ที่สะพานพุทธ”
“พอได้ค่ะ กลับดึกนิดหนึ่งไม่เป็นไร”
“ถ้าไม่อยากไป ไม่เป็นไร พี่ทำเองก็ได้…”
“ไปร่วมกันค่ะ จะได้เร็ว” เธอตัดบทเหมือนไม่อยากให้เขาถามซ้ำ แต่ในใจกลับรู้สึกอุ่นเล็กๆ กับความเอาใจใส่ที่เขาไม่แสดงออกโต่งๆ
ท้องฟ้าค่ำนั้นขมุกขมัว ฝนโปรยปรายเบาๆ ทั้งสองขับมอเตอร์ไซค์ไปด้วยกันโดยไม่มีบทสนทนาเลยในสิบห้านาทีแรก
“พี่…ชอบฤดูฝนเหรอ?” ชนิกานต์เริ่มชวนคุยเมื่อเจอเงียบเกินไป
“ก็ไม่มีใครชอบหรอก เปียก เศร้า หนาว…” เขาตอบอ้อมๆ ก่อนจะหันมามองเธอ “แต่บางทีมันก็ล้างอะไรออกไปได้เหมือนกัน”
แสงไฟสะพานพุทธตกกระทบละอองฝน เงาบรรยากาศอึมครึมปะปนกับเสียงรถและความเงียบระหว่างคนสองคน สายตาของชนิกานต์มองวิว เม้มปากแน่นคล้ายจะถามอะไรสักอย่างแต่ไม่กล้า
“แล้วชนิกานต์ล่ะ? ชอบหรือเปล่า?”
เธอเงียบไปนาน “ฝนทำให้นึกถึงบ้าน… ความเหงาเก่าๆ”
ภัควัฒน์พยักหน้า แล้วทั้งคู่ยืนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น พอฝนเริ่มซา ถึงได้เดินเก็บภาพกันต่อ
ระหว่างสร้างโปรเจกต์ใหม่ ทั้งสองเริ่มแลกเปลี่ยนไอเดียทีละนิด มีบ้างที่เถียงกันเรื่องมุมกล้อง หรือวิธีจับอารมณ์ในภาพโฆษณา ชนิกานต์หันไปขัดคอภัควัฒน์เรื่องแรงบันดาลใจเดิมๆ ที่เขาชอบใช้
“ทำไมพี่ไม่ลองอะไรใหม่ๆ สักทีล่ะ โลกมันก็เปลี่ยนไปนะ”
“พี่…แค่ไม่อยากเสี่ยง” เขาลังเล เหลือบตามองเธอเหมือนมีอะไรคาใจ “บางอย่างควรทำให้แน่ใจจริงๆ ก่อน”
“อืม… บางทีอดีตพี่อาจเคยพลาดใช่ไหมคะ?”
เขานิ่ง ยิ้มจางๆ “ก็ใช่…”
คืนวันหนึ่ง ฝนตกหนัก ชนิกานต์รอรถเมล์อยู่หน้าบริษัท ไฟดับในออฟฟิศ ทุกคนกลับกันหมดแล้ว นอกจากเขาที่นั่งเทียนทำ story board ต่องาน
เธอเดินกลับขึ้นไปในตึกเพื่อยืมร่ม เห็นภัควัฒน์นั่งซึมอยู่ลำพัง ท่าทางจมอยู่กับอดีต เหมือนไม่สังเกตเห็นเธอเดินเข้ามา
“พี่…โอเคนะ?” เสียงถามเบาๆ แต่เขาสะดุ้ง
“อ่า… พอดีงานมันไม่เสร็จ”
ชนิกานต์นั่งลงข้างๆ ห่างกันแค่แสงเทียน “บางทีมันก็ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ทั้งหมด… โลกก็ยังหมุนต่อได้”
“โลกของพี่มันไม่เหมือนคนอื่นน่ะ”
เงียบกันอีกครั้ง เธอนึกถึงบทสนทนานับครั้งไม่ถ้วนที่ไม่มีวันสานต่อ ตอนนี้ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรอีก
หลังเหตุการณ์นั้น สองสามวันถัดมา ชนิกานต์เริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไป เธอเปิดใจฟังความเห็นภัควัฒน์ในที่ประชุมมากขึ้น ภัควัฒน์ก็เริ่มล้อเล่นกับเธอบ้าง เวลางานเครียดๆ ก็จะแกล้งชี้ผิด slide หรือเตี๊ยมมุกตลกแห้งๆ ให้เพื่อนขำ
แต่ทันทีที่โปรเจกต์ใกล้ deadline ทั้งสองต้องเจอแรงกดดันระลอกใหม่ ลุงเดช ผู้บริหารสายเลือดเก่า เรียกทั้งคู่เข้ามาคุยด้วยสีหน้าจริงจัง
“ถ้าผลงานนี้ไม่ดีพอ บริษัทตัดงบจริงๆ”
ความเงียบปกคลุมระหว่างสามคน วันต่อมาทั้งบริษัทเต็มไปด้วยความกลัวว่าจะถูกปลด ชนิกานต์แทบไม่ได้พัก ภัควัฒน์อมทุกข์หนักกว่าทุกคน เขาเลี่ยงการสนทนาทางอารมณ์กับเธออีกครั้ง
ในช่วงหัวค่ำวันหนึ่ง ขณะชนิกานต์จ้องคอมพิวเตอร์ เห็นไฟ Messenger เด้ง เธอคลิกเข้าไป
“อยากกินของหวานเปล่า” — ภัควัฒน์ส่งมาแค่นั้น เธอแปลกใจ แต่ก็พิมพ์ตอบกลับอย่างสั้นๆ “ก็ได้”
ทั้งสองไปซื้อขนมถ้วยที่ร้านเจ้าประจำใต้ตึก กินกันใต้ชายคาตลาดปลีกแถวโกดังเก่า ฝนพรำลงมาตลอดจนต้องเบียดตัวเข้าชิดกันเป็นพิเศษ
“นี่เป็นครั้งแรกที่พี่ชวนคนมากินขนมช่วงฝนตกมั้ง…” เขาเผยยิ้มน้อยๆ ตาแดงก่ำเหมือนกลั้นอะไรบางอย่าง
ชนิกานต์หัวเราะ “ไม่เห็นต้องเกร็งเลยค่ะ ฝนมันทำให้โรแมนติกได้เหมือนกัน”
เขาหันหน้าหนี แต่ก็ไม่ปฏิเสธอะไร
ความสัมพันธ์เหมือนใกล้จะเริ่มต้น แต่จู่ๆ ราวกับฟ้าผ่ากลางวัน ต่อมาไม่กี่วัน อดีตของภัควัฒน์ที่เก็บงำไว้ก็ถูกเปิดเผย เมื่อเพื่อนร่วมงานเม้าท์กันเรื่องเขาเคยเป็นหัวหน้าทีมครีเอทีฟบริษัทดังแต่โดนฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นความผิดของเขา
ข่าวลือนั้นทำให้หลายคนเริ่มมองเขาแปลกไป แม้แต่ชนิกานต์เอง ระหว่างประชุมวันหนึ่ง เธออดถามออกมาตรงๆ ไม่ได้
“พี่… เรื่องข่าวลือในบริษัทจริงหรือเปล่า?”
เขาชะงัก สีหน้าว่างเปล่า “พี่ไม่ได้อยากพูดถึงมัน… แต่มันก็ไม่แฟร์สำหรับพี่เลย”
“ถ้าพี่ไม่ไว้ใจหนู หนูก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
เขานิ่ง โกรธแต่ต้องข่มไว้ ก่อนเดินออกไปจากห้องประชุม ทิ้งเรื่องคาราคาซังให้ชนิกานต์ใจวูบไหว เธอกลัวว่าจะสูญเสียความสัมพันธ์นี้ไป
ช่วงเวลานั้นทั้งสองไม่ได้พูดจากันเลยหลายวัน งานยังคงต้องเดินหน้า แต่บรรยากาศฝืนใจ เอาแต่สื่อสารกันแบบข้อความสั้นในคอม เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น
ในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ชนิกานต์กำลังเคลียร์ชิ้นงาน เธอเห็นภัควัฒน์นั่งกัดเล็บ สีหน้าเคร่งเครียด เธอเดินไปนั่งข้างๆ หมุนเก้าอี้หันไปหาเขาตรงๆ
“พี่… ถ้ามันหนักมาก หนูอยากฟังนะ”
เขานิ่งเงียบ น้ำตาคลอเบ้า “ทุกคนมองพี่ผิด พี่ไม่อยากให้ใครมาเสียใจเพราะพี่อีก…”
“พี่ต้องผ่านมันไปด้วยตัวเอง หรืออยากลองให้ใครสักคนอยู่ข้างๆ”
เขาหลับตา สูดลมหายใจยาว “ก็…กลัวจะทำให้ใครผิดหวังอีก”
ความเงียบกินเวลาอยู่นาน สายฝนภายนอกไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สองชีวิตตกค้างกลางฤดูฝนที่ไม่จางหายง่ายๆ
คืนวันสุดท้ายก่อนเสนองาน ทีมประชุมเลิกดึก ชนิกานต์ออกมานั่งหน้าร้านขนมถ้วยเดิม เหม่อมองถนนเปียกๆ รอภัควัฒน์ เขาเดินออกมาช้าๆ นั่งลงข้างเธออย่างสงบ
“ขอโทษนะ ชนิกานต์… สำหรับทุกอย่างที่ทำให้ลำบากใจ”
เธอยิ้มเปียกฝน “อยากให้เรายังเป็นทีมเดียวกันได้อยู่ไหมคะ”
เขาเงียบอยู่ครู่ ยิ้มบางๆ “ไม่รู้จะไปอยู่ทีมไหนแล้วมั้ง”
ทั้งสองนั่งมองสายฝนต่อ เงียบๆ อย่างเข้าใจถึงความเปราะบางของคนตรงหน้า และอนาคตที่ยังคลุมเครือ
วันเสนอผลงานมาถึง ลุงเดช ขึงขัง วิจารณ์โปรเจกต์ด้วยสีหน้าจริงจัง แต่สุดท้ายแววตาก็อ่อนลง “พวกเธอสองคนช่วยขับเคลื่อนบริษัทผ่านวิกฤติโดยไม่รู้ตัวเลยนะ”
หลังจากนั้นออฟฟิศค่อยๆ คืนสู่ความปกติ อากาศเปลี่ยนจากฝนเป็นแดดอ่อน ภัควัฒน์กับชนิกานต์มีรอยยิ้มมากขึ้น ตอนพักเที่ยง ทั้งสองเดินด้วยกันที่ขอบแม่น้ำ ริมฟุตปาธริมคลองที่สายลมพัดเย็นจับใจ
แต่วันหนึ่งโอกาสใหม่ก็มาถึง ใบสมัครงานบริษัทใหญ่ในฝันของชนิกานต์ได้รับการตอบรับ เธอต้องตัดสินใจว่าจะทิ้งช่วงเวลานี้ไว้หรือเลือกโตไปกับทีมเดิม
ค่ำวันหนึ่งที่ฝนหยุดตก เธอกับภัควัฒน์นั่งอยู่ในห้องประชุมร้าง
“หนู… จะไปจริงๆ เหรอ?”
“ถ้าโอกาสนี้หนูไม่คว้า หนูก็คงเสียใจ…แต่ทิ้งที่นี่ไปมันก็… ใจหาย”
“ก็ลองดู… พี่ไม่อยากกั้นฝันใครอีกแล้ว”
ชนิกานต์น้ำตาซึมเล็กๆ “แล้วพี่ล่ะ?”
เขาหลบตา “พี่ก็แค่หวังว่าจะมีใครเข้าใจพี่ได้… สักวัน”
เธอลุกยืน เดินไปที่ประตู ก่อนจะหันกลับมายิ้ม “ขอบคุณสำหรับฤดูฝนนี้นะคะ”
วันอำลาในออฟฟิศ บุคลากรเข้ามากอด ส่งข้อความอวยพร เสียงฝนเม็ดสุดท้ายของฤดูแว่วมาไกลๆ ภัควัฒน์มายืนอยู่ริมหน้าต่าง กำแก้วกาแฟแน่น
“ชนิกานต์…” เขาเปล่งเบาๆ “เดี๋ยว…ถ้าเจอฝนที่ไหน ก็อย่าลืมคิดถึงพี่บ้างนะ”
เธอยิ้ม น้ำตาคลอ “ถ้ามีฤดูฝนถัดไป… อยากแบ่งกาแฟกับพี่อีก”
แววตาสองคนเต็มไปด้วยความเสียดายและเข้าใจ ทั้งสองต่างรู้ว่าความสัมพันธ์นี้ถูกเก็บไว้ในขวดฝนของวันวาน — ไม่ต้องเป็นคู่รักทันที ไม่ต้องจบแบบสมบูรณ์ แต่ต่างฝ่ายต่างเติบโตและเรียนรู้จะมอบรักในรูปแบบของตัวเองต่อไป