ปีกสีเทาแห่งสตูดิโอศิลปะ
แสงแดดตกกระทบบานหน้าต่างบานสูงของสตูดิโอศิลปะ ควันสีขาวจากดินสอฝุ่นลอยแผ่วในอากาศ เสียงรองเท้าของเด็กนักเรียนบางคนกระทบพื้นไม้สลับเสียงหัวเราะห่าง ๆ ห้องถูกแต่งแต้มด้วยผลงานของใครต่อใคร โลกของเฟิน ส่วนตัวเสมอ เธอหยิบแปรงระบายสีอย่างลังเล เท้าสัมผัสพื้นไม้เย็น ใจเต้นไม่เป็นระเบียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังไม่เคยเห็นเธอใช่ไหม” เสียงดื้อ ๆ เบื้องหลัง เฟินสะดุ้ง หันไปเห็นเด็กผู้ชายผอมสูงผมฟูในชุดนักเรียนยิ้มขณะเช็ดมือเปื้อนสีลงกระโปรง “เราชื่ออวินนะ เธอ…ชื่ออะไร”
เฟินนิ่งอึ้งสักพัก “เฟิน” เธอตอบเบา ๆ ไม่สบตา อวินหัวเราะเบา ๆ “งานเธอน่าสนใจดีนะ เห็นภาพนี้แล้ว เหมือนกำลังฝันอยู่เลย”
ครูต่าย อาจารย์สาวหน้ายิ้มขี้เกรงใจ เดินเข้ามา “เฟินช่วยยืดผ้ากรอบให้หน่อยได้ไหม” เฟินพยักหน้าก้มหน้า ไหล่หดชิดหูกับคำขอสั้น ๆ ทั้งที่อยากถามแต่กลัวผิด เพื่อนใหม่แนะให้ “ถ้าช่วยกันเสร็จเร็วขึ้นนะ”
คนในสตูดิโอทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ รวินาเด็กหญิงเสียงดังผู้โดดเด่นกับผมสั้นสีสด ใบหน้าเธอส่องประกายเมื่อยิ้ม แต่สายตาสะกิดแข็งทื่อเมื่อเธอเหลือบมาที่เฟิน
“เธอเพิ่งเข้ามาใหม่ใช่ไหม ดูเงียบดี” รวินาเอ่ยพลางเดินเฉียดใกล้ “ระวังด้วยนะ คนเงียบมักมีอะไรซ่อนอยู่” เฟินทำหน้าไม่เข้าใจ ได้แต่ยืนมองภาพผืนผ้าที่แขวนเรียงราย
เสียงนาฬิกากรีดร้องบอกเลิกเรียน ทุกคนต่างเก็บข้าวของ อวินเดินตามเฟินออกมาถึงทางเดิน “เธอวาดสวยจริง ๆ นะ ทำไมไม่ลองทาสีสว่างกว่านี้บ้าง”
เฟินนิ่ง “ฉัน…ฉันยังไม่แน่ใจว่าชอบอะไร”
“ไม่ต้องรู้ทุกอย่างหรอก” อวินหัวเราะเบา “มันโผล่มาเอง…ถ้าเธออยากให้เราสอนเทคนิคอะไรบอกได้เลยนะ”
แจง เด็กหญิงอีกคนในสตูดิโอ เสียบหูฟังหัวเราะอยู่ตรงมุม ตาคมสอดส่องบรรยากาศเหมือนเฝ้ามองอะไรบางอย่าง
ค่ำนั้น เฟินกลับถึงบ้านเช่าเล็ก ๆ กับแม่ อาหารค่ำบนโต๊ะเต็มไปด้วยความเงียบ “ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างลูก” เสียงแม่ตัดบรรยากาศ เฟินหลบตา “เฉย ๆ ค่ะ”
คืนนั้นเอง เฟินลุกมาเปิดผ้าใบผืนเล็ก เธอแต่งแต้มเป็นปีกนกสีเทาที่ดูอ่อนล้า สะท้อนบาดแผลเงียบ ๆ ในใจ
เช้าวันใหม่ เฟินกลับเข้าสตูดิโอ สีหน้าเพื่อน ๆ เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นที่นั่งของรวินาว่างเปล่า ครูต่ายเดินหน้าเคร่งเครียด “มีใครเห็นรวินาบ้างไหม เธอไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืน”
อวินสบตากับเฟินด้วยสีหน้าสับสน “เมื่อวานเธอเหมือนมีอะไรจะพูดกับเรา…แต่กลับเดินหนี” แจงวางหูฟัง ถามเสียงเบา “นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม หรือเธอแค่แอบไปไหนสักที่อีก”
ทุกคนจ้องหน้ากันในห้อง รู้สึกถึงแรงกดดันที่รวินาทิ้งไว้ก่อนอหายตัวไป
เฟินอดคิดถึงสายตาคำเตือนของรวินาก่อนจะหายตัวไป ไม่ได้ เธอพยายามนึกย้อนหาร่องรอย เธอเห็นเพียงเงาเลือนรางในความทรงจำ ผู้คนเริ่มซุบซิบถึงสาเหตุที่รวินาหายไป
ระหว่างวาดรูป อวินเอ่ยเสียงเบา “เธอสังเกตอะไรตอนสุดท้ายไหม” เฟินส่ายหน้า “แต่…ฉันวาดรูปแล้วเห็นเหมือนมีใครอยู่ในกระจก”
แจงเงียบไปนาน “วันก่อนรวินามาขอยืมสเก็ตช์บุ๊คของฉัน เธอบอกว่าถ้าเปิดหน้าสุดท้ายจะรู้อะไรบางอย่าง” เฟินกับอวินสบตากันด้วยความสงสัย
เฟินเดินไปห้องเก็บอุปกรณ์ เห็นสเก็ตช์บุ๊คของแจงวางคว่ำบนชั้น เธอเปิดอย่างระแวง หลบสายตาคนรอบข้าง ในนั้นมีภาพปีกสีเทากระพืออยู่ในห้องเปล่า บนข้างภาพมีตัวอักษรจาง ๆ “ที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่วาดภาพ มันคือที่หลบซ่อน”
“เธอคิดว่าอะไรคือที่หลบซ่อน” อวินถามกระซิบข้างหู แจงยืนนิ่งก่อนพูดเสียงเบาหวิว “รวินา…เธอพูดถึงรูปภาพปีกสีเทาบ่อยมาก เธอเคยบอกว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ให้ดูภาพนี้แล้วจะเข้าใจ”
เสียงโทรศัพท์ครูต่ายดังขึ้นขัดจังหวะ เธอรับสาย หน้าซีดเผือด “แม่ของรวินาแจ้งตำรวจแล้ว ใครเห็นอะไรแปลก ๆ รีบบอกด้วย อาจจะเกี่ยวกับสตูดิโอนี้”
อวินเริ่มมีท่าทีวิตกจริต “หรือว่า…ใครบางคนในนี้ปกปิดอะไรไว้”
คืนนั้น เฟินนอนไม่หลับ เธอมองภาพปีกสีเทาที่ตนเองวาด ทบทวนบทสนทนากับรวินายามก่อน “ฉันกลัวเหมือนกัน เวลาไม่มีใครเข้าใจ” ถ้อยคำเฝ้าย้ำวนในความคิด
วันรุ่งขึ้น ครูต่ายประกาศงดกิจกรรมกลุ่ม ให้เด็กแต่ละคนวาดผลงานของตัวเอง เฟินเลือกวาดภาพซ้ำ ๆ ปีกนกสีเทา ใบหน้าเด็กหญิงไร้รอยยิ้ม หลายคนแอบจ้องดู เฟินรู้สึกเหมือนถูกเฝ้ามองจากทุกทิศ
อวินเดินมานั่งข้าง ๆ “เมื่อคืนฉันฝันว่ารวินามาโบกมือ แล้วพูดว่า ‘อย่าไว้ใจทุกคน’” เฟินนิ่ง เธอรู้ว่าอวินกลัวไม่ต่างกัน
แจงเลิกฟังเพลง มานั่งข้างเฟิน “เรารู้ว่าตัวเองเคยพูดอะไรไม่ดีใส่รวินา…คงเป็นความผิดเรา”
บรรยากาศทุกคนแปรเปลี่ยน สีหน้าหม่นหมองอึมครึม สตูดิโอกลายเป็นสถานที่ของความสงสัยและความเจ็บปวดที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา
เฟินรับรู้เงารอบตัวที่หนักอึ้ง ทุกคนในสตูดิโอมีอะไรปกปิดไว้เบื้องหลังรอยยิ้มและผลงานของแต่ละคน
คาบเย็นวันหนึ่ง ขณะเฟินล้างพู่กัน เธอสังเกตเห็นคราบสีน้ำเงินเข้มบนพื้นไม้ข้างตู้เก็บอุปกรณ์ หลังตู้มีเศษผ้าขาดๆ และรูปวาดที่ฉีกครึ่ง ด้านหนึ่งของรูปคือใบหน้ายิ้มของรวินา อีกด้านเป็นปีกสีเทา
เฟินเก็บเศษภาพนั้นไว้ในกระเป๋า อวินเห็นเข้าจึงกระซิบ “คำใบ้สุดท้ายอาจอยู่ตรงนี้…ถ้าเราตามรอยปีกนี้ไป เราอาจค้นพบหลายอย่าง”
เฟินลังเล แล้วตัดสินใจชวนแจงกับอวินทำกิจกรรมเย็นต่อ หวังจะสังเกตสีหน้าท่าทางของทุกคน เห็นครูต่ายแอบโทรศัพท์ลับ ๆ กับใครสักคน
แจงลังเล “เธอว่างานศิลปะเกี่ยวอะไรกับการหายตัวไปไหม”
อวินตอบแทน “ภาพของรวินามักแฝงข้อความเสมอ หรือเธอกำลังบอกอะไรเราแบบอ้อม ๆ”
แจงหยิบภาพปีกสีเทาอีกภาพที่ติดอยู่ในแฟ้ม “หน้าคล้าย ๆ เหมือนใครซ่อนตัวใต้ปีก”
เฟินเพ่งมองจนแน่ใจ ว่าใต้ปีกในภาพเห็นเงาแว้บ ๆ ของรองเท้านักเรียนคู่คุ้นตา แต่ไม่ใช่ของรวินา กลับเป็นของเด็กคนหนึ่งในสตูดิโอ เฟินเริ่มสงสัยคนใกล้ตัวมากขึ้น
คืนนั้น เฟินได้รับข้อความในแอปนักเรียน “อย่าหาเธออีก” ไม่มีชื่อผู้ส่ง เธอตัวสั่น น้ำเสียงในหัวถาม “หรือมีใคร…ไม่อยากให้เราเจอรวินา?”
วันถัดมาในห้องเรียน ศิลป์ พี่นักเรียนปีสามตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่ม เดินเข้ามาถามเสียงเข้ม “เธอน่ะแอบซุบซิบเรื่องอะไรรึเปล่า”
เฟินตะกุกตะกัก “เปล่า…ฉันแค่—”
“อย่าเผือกสิ รู้ทุกเรื่องมันไม่ได้ดีเสมอไป” ศิลป์มองพร้อมขู่จนเฟินเดินถอยหลัง อวินกับแจงรีบเข้ามาช่วย “อย่าทำแบบนั้นสิ พวกเราก็อยากรู้ความจริงเหมือนกัน”
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที ครูต่ายเห็นเหตุการณ์เดินมาเตือน “ในนี้…ไม่มีใครเป็นศัตรูกันนะ จำไว้”
ช่วงค่ำขณะเก็บอุปกรณ์ เฟินเห็นครูต่ายช่วยเปิดรูปผืนใหญ่ที่ปกติคลุมไว้ตลอด เธอเห็นภาพขาวดำแต่มีรอยเปื้อนน้ำตารอบ ๆ ครูต่ายนั่งเงียบ มือสั่นเล็กน้อย
“เวลาเราทำผิดพลาด มันลบไม่หมดจริงไหม” เฟินลองถาม ครูต่ายนิ่งนานก่อนตอบ “เราเคยตั้งใจจะดูแลทุกคน…แต่เราก็อาจเผลอทำร้ายใครโดยไม่รู้ตัว”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ครูต่ายรีบลุกออกไปทันที ภาพถูกคลุมปิดเหมือนเดิม
ค่ำวันนั้นเฟินคิดถึงคำพูดครูต่าย เธอยิ่งสับสน อยากรู้ความลับไปพร้อมเผชิญหน้าความผิดพลาดในอดีตตัวเอง…