เงากระซิบในสตูดิโอศิลปะ
แสงไฟนีออนสีฟ้าของเมืองกระทบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ สะท้อนเงาบางเบาของหญิงสาวที่เดินเร็วสวนกลุ่มรถยนต์ในยามพลบค่ำ พิม สะพายกระเป๋าผ้าใบเปื้อนสี เดินขึ้นบันไดหินเย็นเฉียบของคฤหาสน์เก่าแปลงเป็นสตูดิโอศิลปะ ใบหน้าเธอมอมแมมแต่สายตาแน่วแน่ เธอหยุดสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนผลักประตูไม้หนัก ๆ เข้าไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลิ่นสีอะคริลิคผสมกลิ่นเก่าอับของไม้ เครื่องมือศิลป์กระจัดกระจายตลอดห้องโถง โบ แว่นตากรอบกลม กำลังขีดเขียนร่างแบบบนผืนผ้าใบ ยิ้มเยาะกับสิ่งที่เห็นขณะเพื่อนใหม่ กาย ชายหนุ่มเนิร์ดผมหยักศก กำลังถกเถียงกับแยม สาวผิวเข้มสายตาดุดัน เรื่ององค์ประกอบภาพ
“พิม มาช้าอีกแล้ว” แยมเปรยเสียงต่ำ แขนกอดอก
“รถติด ขอโทษจริง ๆ” พิมเสียบกระเป๋าไว้ที่ขาตั้งรูป นิ่งนิดหนึ่งเมื่อนึกถึงสายตากดดันของหัวหน้าชั้นเรียนที่อยู่ตรงผนังหลัง
“วันนี้เราวาดหมู่เหมือน ช่วยกันยกโต๊ะ” โบบอก ทุกคนขยับ ร่างระหงหนุ่มชื่อแทนเข้ามาสมทบ พิมหลบตาแทนอย่างไม่แน่ใจ
เสียงกระจกสั่นเบาตอนลมกรรโชก แยมแหงนดูนาฬิกาสีซีดบนผนัง “เย็นนี้ใครอยู่เป็นคนสุดท้าย อย่าลืมปิดไฟนะ”
เมื่อทุกอย่างเข้าที่ แทนหมุนเก้าอี้ วาดรอยยิ้มกวนส่งให้พิม นัยตามีบางอย่างคล้ายเย้ยหรือรำคาญ เงาขาวที่มุมห้องเคลื่อนเบา ๆ พิมเสียวสันหลังวาบ รีบหันไปทางหน้าต่างแต่ไม่เห็นอะไร
เสียงกระซิบแผ่วเบาปะปนมากับสายลม ใครสักคนขีดสีผิดจังหวะ “เมื่อกี้… ได้ยินมั้ย” กายถามเสียงเบา โบกับแยมมองหน้ากัน กายส่ายหัวพลางกัดริมฝีปาก
พิมหยิบดินสอขึ้นมา คว้ามือสั่นเล็กน้อย อดสังเกตเงาดำตัวเองที่บนผนังไม่ได้ เธอส่ายหน้าไล่ความคิด ก้มหน้าจดจ่อ
คืนนั้น เงายาวของเพื่อนบ้านชายข้างตึกเดินผ่านช่องหน้าต่าง พิมถูกทิ้งอยู่คนสุดท้ายในสตูดิโอกับแทน เขามองออกนอกหน้าต่าง ระบายสีหยาบ ๆ ลงในตาเด็กหญิงในภาพส่งประกายเหมือนมีชีวิต
“พิม… ทำไมทุกคนหลัง ๆ นี้เหมือนกลัวอะไรบางอย่าง?”
พิมหยุด ระบายลมหายใจ “นายเองก็กลัวนี่… กลัวล้มเหลว กลัวคนอื่นเก่งกว่า ไม่งั้นนายจะวาดแบบนี้หรอ?”
แทนนิ่ง สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย “แล้วเธอล่ะ… กลัวอะไรที่สุด”
เงียบ… พิมสายตาเลือนลอย ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “กลัวความว่างเปล่า”
แทนดูเหมือนจะถามต่อ แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นทั้งที่ไม่มีใครควรอยู่ในตึกเวลานี้ พิมขยับเข้าใกล้แทนอย่างหวาดระแวง “ใครมา”
แทนหยิบไม้พรายน้ำ ก้าวไปเปิดประตู กล่องจดหมายเปล่าเปื้อนสีวางกั้นอยู่หน้าประตู ไม่มีใครข้างนอก
ทั้งคู่สับสน ตัดสินใจรีบกลับบ้าน เงาของใครคนหนึ่งวิ่งผ่านเงียบ ๆ ในความมืดของโถงบันได
รุ่งเช้า สตูดิโอยังคงเปิด ไร้วี่แววโบ กายถามทุกคนอย่างร้อนรน “เมื่อคืนใครคุยกับโบบ้าง”
แยมส่ายหัว พิมเองขมวดคิ้ว “เมื่อคืนฉันกับแทนกลับด้วยกัน โบก็น่าจะกลับก่อนแล้ว”
เราตามหาทั่วสตูดิโอแม้แต่ในห้องเก็บของ โบหายไปจริง ๆ โทรศัพท์วางทิ้งข้างผืนผ้าใบ ยังอุ่น
คลื่นความรู้สึกหนักอึ้งปกคลุมบรรยากาศทันที กายเริ่มถามกลับซ้ำ “บ้านโบ? พ่อ? โรงพยาบาล?” ทุกคนปฏิเสธพร้อมกัน
แยมมองตาพิมอย่างจับผิด “เมื่อคืนเธอไม่ได้อยู่ถึงดึกใช่มั้ย?”
“ฉันกลับพร้อมแทน” พิมตอบโดยไม่สบตา ใจรัวแรงจากแรงกดดัน เงาของเธอทาบอยู่ใต้ฝ่าเท้า เธอสังเกตว่ามันดูยาวผิดปกติ
ค่ำวันใหม่ กลุ่มนักเรียนรวมตัวที่ห้องสตูดิโออีกครั้ง แต่บรรยากาศอึมครึมต่างจากทุกที กลิ่นดินสอผสมน้ำยาทำความสะอาดฉุนจมูก แยมเดินวนดูงานศิลปะของโบที่ค้างไว้ รูปหญิงสาวในเงาดำที่ขอบกรอบรูปเหมือนขยับตาไปมา
“รูปนี้… ทำไมมันน่ากลัวขึ้นทุกที” กายกระซิบ
แทนไล่สอบถามทุกคน ใครเป็นคนสุดท้ายเมื่อคืน ใครพบเห็นอะไรผิดปกติ พิมเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง เธอเก็บเงียบ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย
แยมโมโห “อย่าโทษกันเองตอนนี้ เราต้องหาทางหาโบ!”
ตกดึก พิมฝันเห็นเงาดำยาวแทรกเข้าในภาพเขียนของโบ ตื่นขึ้นมาในห้องพัก เหงื่อแตกซิก ใจเต้นแรง เธอตัดสินใจลุกไปสตูดิโอคนเดียวทั้งที่หวาดกลัว
เสียงรองเท้าแตะพื้นไม้เก่ากึกกัก สะท้อนตลอดทาง เธอเปิดไฟห้องศิลปะพบว่าภาพของโบถูกขีดเขียนอะไรซ้ำทับด้วยสีดำรูปเงาคนกำลังก้มหน้า หัวใจเธอแทบหยุดเต้น
เธอหยิบไฟฉายส่องสำรวจ รอบห้องเหมือนมีใครซ่อนตัว เธอกระซิบขอโทษในเงา ภาพวาดบนผนังประชิดค่อย ๆ เลื่อนแว่วในแสง
ข้างหลังเสียงกระซิบดังขึ้นชัดเจน “รู้มั้ยว่าความลับของแต่ละคนคืออะไร…”
พิมหันขวับ หัวใจจะวาย เห็นเงาของตัวเองทาบผนัง แต่มันขยับเองไม่ได้ตามร่างเธอ เธอวิ่งหนีชนโต๊ะกระดาษล้มระเนระนาด มือสั่นทำโทรศัพท์ร่วง
แทน เจอกายกับแยมตื่นตกใจจากเสียงดัง รีบวิ่งตามเข้ามา พิมร้องไห้อยู่บนพื้นมือไม้สั่นกลัว
“เธอเห็นอะไร?” แยมถามเสียงสั่น พิมใบ้รับประทานกลัวจะพูดความจริง
“เมื่อกี้…เงาในห้อง มันเคลื่อนไหวเอง”
สามคนช่วยกันเจาะจงจุดเกิดเหตุ ทุกเสี้ยววินาทีเหมือนมีอะไรรอซุ่มอยู่ เจาะถึงกล่องจดหมายเปื้อนสีนั้นก็พบจดหมายลึกลับที่เขียนว่า “ทุกคนมีบางอย่างที่ไม่อยากให้ใครรู้ เงาจะอยู่กับผู้โกหก”
แทนเริ่มตั้งข้อสังเกต “โบ…อาจรู้อะไรบางอย่าง หรือไม่ก็…” ถึงจุดนี้ทุกคนเริ่มไม่ไว้ใจกันเองแล้ว
แต่คืนถัดมาไม่มีใครกล้าอยู่สตูดิโอนานนัก กายเปิดข้อความในมือถือ พบไฟล์เสียงแปลกๆ คล้ายเสียงกระซิบอยู่ด้านหลังเสียงลมหายใจของโบ เขาคิดอยู่นานว่าจะบอกใครดี
แยมพยายามลากเพื่อนออกไปตามหาโอบนถนนสายเปลี่ยว พิมลังเลแต่ฝืนเดินไปด้วย ทุกคนต่างซ่อนความหวาดระแวง กายลอบฟังเสียงบันทึกจนเจอคำว่า “ชั้นใต้ถุนที่ไม่มีใครกล้าลงไป”
ขบวนขาเดินลุยเข้าในมุมมืดของตึก เดินเรียงกันอย่างระแวดระวัง สติกำลังจะหลุดหลังประตูแคบ ๆ ใต้บันได
เงาบนผนังจับตัวคลาน ตกลงสู่เท้าขณะพวกเขาแหย่เข้าไป เสียงหัวเราะเย็นเยือกแว่วมาจากช่องอากาศ ขณะไฟฉายกายตกพื้น
ในห้องมืดสนิทนั้น พบผืนผ้าใบเก่าใบหนึ่ง ถูกมัดไว้กับเก้าอี้ เด็กชายหัวกลมในภาพกำลังร้องไห้ ตาข้างหนึ่งเลือนลางดังกับกระพริบให้ แยมพูดเสียงฝืด “ใครเอามาไว้ตรงนี้?”
พิมตกใจจนน้ำตาไหล เธอสารภาพเสียงแตกว่าครั้งหนึ่งเคยกลั้นแกล้งโบตอนม.ต้น “วันนั้นฉันเป็นคนล็อคประตูให้โบติดอยู่ในห้องเป็นชั่วโมงๆ” เพื่อนเงียบ
แทนเองรับว่าเคยขโมยไอเดียงานศิลปะจากโบมาตั้งแต่ปีที่แล้ว กายน้ำเสียงแผ่วรับว่าลอบดูงานโบในแลปท็อป เพื่อพยายามชนะประกวด
เสียงกระซิบกระหึ่มก้อง “ใครโกหกต้องอยู่กับเงา” ประตูปิดผึง เงาในภาพแผ่ปกคลุมไปทั่วห้อง กระเสือกกระสนดิ้นรนจะเปิดประตูแต่ไร้ผล
กายร้องขอโทษ น้ำตาคลอเบ้า แยมตะโกนขออโหสิกรรมให้กับสิ่งที่ทำ พิมร้องขออย่าให้โบเป็นอะไร
จู่ ๆ เสียงฝีเท้าโบเดินขึ้นบันได เสียงขูดขีดภาพดังขึ้นใต้เท้า เงาทุกเงาค่อย ๆ ถดถอยไปอยู่ในรูปชายหญิงสองคนยืนกอดกันในกรอบรูปเมื่อทุกคนยอมรับความผิดของตัวเองต่อหน้ากันและกัน
โบเดินออกมาสีหน้าเศร้า “ตอนฉันติดอยู่ในห้องใต้ถุน โลกมันเงียบมาก ฉันเห็นแต่เงาของพวกเธอ”
ความเงียบแทรกกลางกลุ่ม ก่อนพิมเดินเข้าไปขอโทษทั้งน้ำตา แยมและกายเข้ากอดเพื่อนแน่น ตัวแทนเองเงียบแววตาสะท้อนความรู้สึกผิดเต็มเปี่ยม
เมื่อออกจากห้องนั้น แสงอาทิตย์สาดผ่านหน้าต่างเก่า พิมยิ้มละไมครั้งแรก เงาบนพื้นค่อย ๆ สั้นลงเหมือนถูกอภัย แต่ละคนกล้าสบตากันมากขึ้น เหมือนเกี่ยวพันกันด้วยสายใยบางใหม่
ก่อนเดินจากไป พิมหันมองภาพบนผนัง เห็นเงาของตัวเองกำลังเดินเคียงข้างเพื่อนราวกับได้รับการปลดปล่อย
เสียงกระซิบสุดท้ายแว่วลาง ๆ “ตราบใดที่ไม่มีใครซ่อนสิ่งใดในเงา เงาก็จะเป็นเพียงเงา…”