คืนสุดท้ายแห่งสตูดิโอศิลปะ
เสียงเท้ากระทบพื้นปูนของสตูดิโอศิลปะก้องไปตามโถงทางเดินที่เงียบสงบ อิงฟ้า หญิงสาวตัวสูง ผมสั้น ก้าวกล้าเดินข้ามถังสีที่ตั้งเรียงสายตานิ่งจับจ้องไปยังงานชิ้นล่าสุดที่ตั้งตระหง่านอยู่ปลายแถว — รูปสีน้ำมันของเด็กสาวที่มองออกนอกหน้าต่าง รูขอบตาของหญิงในภาพนั้นคล้ายมีน้ำตาเกาะติดเหมือนบางอย่างที่ปิดบังไว้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิงฟ้าหยุดมองภาพนั้น เสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ในกลุ่มเบาลงทันที เธอเหลียวหลังไปเห็น ต้าร์ หนุ่มร่างตันที่พูดเสียงดังมักจะฮาอยู่เสมอ จ้องโทรศัพท์มือถือนิ่ง นากา หญิงสาวสวมเสื้อสีน้ำเงินซีดเงียบเชียบ เคลื่อนตาไปตามคันไม้ที่เพิ่งปาดสีลงกรอบแคนวาสขาว ก่อนเสียงสายลมจากหน้าต่างบานใหญ่จะพัดม่านปลิวสบัด เรนนี่ คนสุดท้ายในกลุ่มไม่ได้มาเรียนอีกแล้ว และนี่คือวันที่สอง
“จะมีใครบอกได้ไหมว่าเรนนี่หายไปไหน” เสียงของครูพงศ์ดังข้ามห้อง อิงฟ้ามองแววตาเขาตรงๆ รับรู้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ใต้ถ้อยคำสั้น ๆ สนามสายตาระหว่างเพื่อนแต่ละคนสลับไปมา ทันใด นากาเอ่ยขึ้น “เมื่อคืนเรนนี่ทักแชทมาหาเรา แปลกมาก เธอบอกว่าได้ยินเสียงคนเดินย่ำในตึกนี้ทั้งที่ไม่มีใคร” คำพูดนั้นสร้างความเงียบเย็นยะเยือกทั่วห้อง
ต้าร์วางโทรศัพท์ลงกระแทกโต๊ะ “เธอมักกลัวเงามืดยามค่ำคืน หรือกลัวอะไรกันแน่”
อิงฟ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ลมหายใจหนักขึ้น เธอยังจำได้ว่าเรนนี่เป็นเหมือนเงาของตัวเธอเอง บอบบาง เงียบ แต่ดวงตาคมวาบเหมือนจะกลืนกินใครทุกครั้งที่จ้องลึก
หลังเลิกเรียน อิงฟ้ายังเลือกปักหลักอยู่ในสตูดิโอ หล่อนเดินไปหยุดหน้ารูปเหมือนของเรนนี่ที่ถูกวางทิ้งไว้ รอยแปรงสีดำปาดแทรกกลางใบหน้าเหมือนมีใครจงใจลบล้าง เธอเอื้อมมือสัมผัสผืนผ้า ทันใดมีเสียงจากหลังม่าน “อย่าแตะของของคนอื่น” เสียงนั้นเป็นของนากา แข็งกระด้างกว่าทุกที
อิงฟ้าชะงัก สายตาสองคู่จ้องกันชั่ววินาที “เธอคิดว่าเรนนี่จะกลับมามั้ย” อิงฟ้าถาม แต่นากาไม่ตอบ เดินออกจากห้องไปพร้อมกลิ่นแปลก ๆ ของสีอะคริลิกที่ฟุ้งล่องลอยในอากาศ
เวลาผ่านไป ความเงียบของสตูดิโอเจือด้วยเสียงแกรก ๆ จากห้องเก็บของ อิงฟ้าย่องเข้าไปใกล้แง้มประตู พบต้าร์หยิบผืนผ้าเปื้อนเลือดออกมารีดอยู่กลางแสงไฟหลอดขาว ต้าร์เป่าปาก “ช่วยฉันหน่อยได้ไหม อิง” เสียงสั่นไหว อิงฟ้าเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ กลิ่นบางอย่างจาง ๆ ติดปลายจมูก แค่สมุดวาดเปื้อนสีน้ำตาลคล้ายเลือด ไม่ใช่เลือดจริง
“นี่ของเรนนี่ใช่ไหม?” อิงฟ้าถามแผ่ว ๆ
“เปล่า ของฉันเอง” ต้าร์สวนกลับทันที มือกำม้วนสมุดไว้แน่นกว่าปกติ
ศิลปินทุกคนในสตูดิโอนี้ล้วนมีผลงานที่อยากซ่อนไว้เบื้องหลัง อิงฟ้าคงรู้อยู่แก่ใจ ว่ายังมีความลับบางอย่างปกปิดลึกยิ่งกว่าแค่รอยสี
ตกกลางคืน สตูดิโอว่างเปล่ามีเพียงแสงไฟนีออนกระพริบ นากาเดินกลับมาในห้องอีกครั้งมองไปยังรูปเด็กสาวริมหน้าต่าง หล่อนแตะนิ้วเบา ๆ ที่ขอบแคนวาส ใบหน้าขาวซีดฉายเงาระทึกในดวงตา
“ถ้าวันนั้นเราไม่….” นากาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มากดหมายเลขของเรนนี่ เสียงสัญญาณว่างเปล่า ไม่มีใครรับ
เช้าวันต่อมา สตูดิโอเต็มไปด้วยกระซิบกระซาบ อิงฟ้านั่งทาสี ฉายรอยเหม่ออยู่พักหนึ่ง ก่อนต้าร์จะเดินมานั่งข้าง ๆ “เราไม่เคยบอกใครเลย ว่าเธอมีปมอะไรกับเรนนี่ใช่ไหม” ต้าร์ถามพลางจ้องลึกเข้าในตาอิงฟ้า
อิงฟ้ายิ้มจาง “มันซับซ้อนเกินจะพูด …เรนนี่ไม่เคยให้อภัยตัวเองกับบางอย่างที่เกิดขึ้น” เธอหยั่งเสียงดูว่ายังมีใครแอบฟังไหม
ต้าร์หยิบซองจดหมายบางสิ่งจากกระเป๋าออกมา ผลักมันมาทางอิงฟ้า “เมื่อคืนในล็อกเกอร์เธอมีจดหมายนี้ ห้ามอ่านต่อหน้าใครนะ” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
อิงฟ้ายังคงนั่งนิ่ง ใจเต้นแรง ก่อนจะค่อย ๆ แกะซองออก — ข้อความขีดเขียนเบี้ยว ๆ เพียงประโยคเดียว “ถ้าเธอกลับมา ใครบางคนจะไม่รอด”
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง อิงฟ้าถามด้วยเสียงเบา “ต้าร์ เธอนี่แหละใช่ไหมที่เขียน?”
ต้าร์สั่นหัว “เปล่า… ฉันแค่เจอมันกับคุณครูในล็อกเกอร์ของเรนนี่เอง”
สายลมพัดผ่านหน้าต่าง ปลายเย็นวันนั้น กลุ่มนักศึกษาหลายคนเริ่มแยกตัวเงียบ ๆ อิงฟ้าเลือกเฝ้าดูงานศิลปะเรนนี่เงียบ ๆ คนเดียว นากากลับมานั่งมุมห้อง ปากขบกัดเล็บตัวเองราวกับกำลังกดกลั้นความกลัวภายใน
“ถ้าการหายไปของเรนนี่มีอะไรซ่อนอยู่ เราจะหาคำตอบยังไง” อิงฟ้าเปรย สายตาตึงเครียด
“ก็ต้องเริ่มจากแดนลับที่อยู่ใต้ห้องเก็บของ” นากาตอบเสียงเคร่ง ครูพงศ์เดินผ่านมาพอดี สีหน้าเปลี่ยนเป็นท่าทีเย็นชาทันที “อย่าตามหาใครในที่ที่ไม่มีคน อยากรู้เรื่องจริง อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เห็นในสตูดิโอนี้”
กลิ่นสีลอยคละคลุ้ง ทุกห้องดูเหมือนมีบางอย่างให้ค้นหา อิงฟ้าและนากาตัดสินใจสำรวจห้องเก็บของในยามค่ำคืน ทั้งสองใช้ไฟฉายมือถือส่องแสงไปตามซอกหลืบ ต้าร์เดินตามมาอย่างลังเล “เราไม่ควรเข้ามาตอนนี้ ถ้ามีคนเจอ…”
นากาหันมาจ้องตาเขม็ง “หรือเธอกลัวสิ่งที่อยู่ใต้พื้นนี้?” เงาของต้าร์สั่นระริกตัดกับฝาผนัง อิงฟ้ากวาดสายตาเจอตะแกรงเหล็กดันไว้ เข้าใจขึ้นมาทันทีว่า นี่คือประตูสู่ห้องเล็กใต้พื้นห้องที่ไม่เคยมีใครเอ่ยถึง
ทั้งสามใจเต้นแรงในความมืด ความเงียบถาโถมอยู่ชั่วขณะ ก่อนนากาทุบตะแกรงดังปัง เสียงสนั่นดึงเอาความกลัวออกมา “เปิดมัน” เธอสั่งเสียงแข็ง อิงฟ้ามือสั่นค่อย ๆ ดันตะแกรงเหล็กและไต่ลงไป ลมหายใจของแต่ละคนหนักอึ้ง พวกเขาสามคนพลัดหล่นสู่วงกตใต้ดินขนาดเล็ก
ห้องใต้ดินเต็มไปด้วยผลงานศิลปะเสียขวัญ ภาพวาดเด็กสาวร้องไห้ ประติมากรรมที่เหมือนถูกบิดเบือน สีแดงดำละเลงเต็มกำแพง มีโน้ตเล็ก ๆ แนบทุกชิ้น “คนหายต้องชดใช้”
ต้าร์เดินนำหน้าไปอย่างกล้า ท่าทีแข็งกระด้าง แต่เมื่อเลี้ยวหัวมุมกลับรีบหยุด “มีใครอยู่ตรงนั้น!” เสียงของเขาติดสั่น อิงฟ้าดึงเขากลับแอบชิดกำแพง แสงไฟมือถือส่องไปโดนหญิงสาวในชุดสีจางนั่งหันหลังอยู่มุมห้อง — มีแค่เธอคนเดียว
เสียงร้องเบา ๆ เล็ดลอดออกมา นากาสูดหายใจลึก “เรนนี่…?” มือของเธอสั่นแต่ขยับเข้าไปช้าๆ เด็กสาวหันกลับ เผยให้เห็นรอยน้ำตาเป็นทางยาวบนแก้ม ขวัญผวาหนัก เสียงขอร้อง — “อย่าปล่อยให้ฉันอยู่ตรงนี้คนเดียวอีก”
อิงฟ้าเอื้อมมือสะกิดเรนนี่เบาๆ “ทำไมถึงไม่กลับมาหาเรา?”
เรนนี่ส่ายหน้า น้ำเสียงอ่อนโหย “ทุกคนในนี้โกหก รวมทั้งเธอ… ฉันทำผิดที่ไว้ใจ”
มีความเงียบกดดัน ก่อนนากาจะพรั่งพรูออกมา “อย่าโทษเราคนเดียวเลย ทุกคนก็มีอดีตที่อยากลืม”
ต้าร์ยืนตัวแข็ง “เรื่องนั้นเราสองคนไม่ได้ตั้งใจ—”
เรนนี่ลูบรอยขีดข่วนบนฝ่ามือ พลันหยิบภาพใบหนึ่งยื่นให้อิงฟ้า “นี่คือความจริงของที่นี่” บนนั้นเป็นภาพถ่ายหมู่สมัยหลายปีก่อน สตูดิโอศิลปะแห่งนี้เคยเกิดคดีไม่ชอบมาพากลขึ้นจนผู้หญิงคนหนึ่งหายไป ไม่เคยมีใครตามพบ ศาลากลางเก่าเป็นที่ซ่อนความลับมืด
นากาน้ำตาซึม “เมื่อก่อนเราทุกคนรู้ แต่เลือกจะเงียบ…” ประโยคนั้นเจือความรู้สึกผิดจนแสบลึก
อิงฟ้าจ้องหน้าทุกคน “ถ้าเราต้องอยู่กับความจริง จะเลือกเผชิญหรือปิดบังต่อไป?”
เรนนี่พยักหน้า น้ำตาไหลเงียบ เธอลุกขึ้น “ขอโทษที่หายไป ฉันไม่ไหวจริง ๆ มันเหมือนสิ่งที่กลืนกินได้หมดทุกอย่าง — รวมทั้งความฝันฉันเอง”
เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังก้องในใต้ดิน ครูพงศ์ปรากฏตัว สีหน้าซีดเผือด “พวกเธอ… ไม่ควรลงมาที่นี่” ปากสั่นพร่าพูดต่อ “ความลับที่ถูกซ่อนไว้ที่นี้ อาจพรากอนาคตของทุกคนไป”
อิงฟ้าก้าวไปเผชิญหน้า “ความจริงมันอยู่ที่นี่มาตลอด ใช่ไหมคะ?”
ครูพงศ์ก้มหน้า เสียงเงียบงันในห้องมีเพียงลมหายใจถี่ ๆ จากแต่ละคน นากาหลับตาแน่น “หากเรานิ่งเงียบอีก ชีวิตเราทุกคนคงถูกเงานี้กลืนกินต่อไป”
ทุกสายตาสบกันในความตึงเครียด อิงฟ้าตัดสินใจยอมรับอดีตอันแหลมคม เห็นแสงไฟชำแรกผ่านรอยแตกของกำแพง ทุกคนก้าวออกจากเงามืด ทีละก้าว เผชิญหน้ากับความจริงที่ยากจะรับ
ดวงตาของเรนนี่แดงก่ำ เธอซบไหล่เพื่อน น้ำตาร่วงช้า ๆ “ต่อไปนี้ เราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ต้าร์จับมือทุกคนแน่น อิงฟ้าพยักหน้า หัวใจหนักอึ้งแต่เปิดรับแสงวันใหม่ที่กำลังจะมาถึง
เสียงระฆังแห่งสตูดิโอศิลปะดังขึ้นอีกครั้งในรุ่งเช้า ภาพจำสุดท้าย — แสงอาทิตย์เหยียดยาวสาดลงรูปเด็กสาวริมหน้าต่าง เงาของอดีตยังอยู่ แต่ไม่มีใครหลบซ่อนอีกต่อไป