ลมหายใจในสตูดิโอศิลปะ
แสงสีส้มของหลอดไฟนีออนวาบลงบนฝุ่นละอองในอากาศ ห้องสตูดิโอเล็กชั้นสามสุดของอาคารเก่า เต็มไปด้วยภาพวาดและอุปกรณ์กระจัดกระจาย เสียงถ่านวาดครูดบนกระดาษเป็นจังหวะ เมษานั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้ไม้ ใบหน้าย่นเล็กน้อยด้วยความตั้งใจ คิ้วขมวดแน่นเหมือนกำลังฟาดฟันกับบางสิ่งในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ใครบางคนเคาะประตูเบาๆ พลางผลักเข้ามาอย่างระวัง “เมษา งานเสร็จหรือยัง?” เสียงที่คุ้นเคย—ภพ ศิลปินหนุ่มหัวเราะเสียงเบา ตาใต้ผมยาวทว่าคมชัด
“ยังหรอก ภพ รู้สึกว่าวาดยังไงก็ไม่เหมือน…” เมษาวางถ่านลง มองผ่านเขาไป ยังเงาลางในมุมห้อง แววตามีความลังเลเจือจาง
ภพเดินเข้ามาดูรูปวาดพลางนิ่งไปครู่ “มันเป็นใคร?” เขาถาม เบา ยั้งจังหวะลมหายใจไว้
เมษาเงียบ ปลายนิ้วแตะขอบกระดาษ “รุ่นพี่คนหนึ่ง…ที่หายไป” เสียงเธอแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
ภพส่งสายตาหนักอึ้ง “เราได้ยินแว่บๆ ว่าเคยมีคนหายไปจริง”—เขาลดเสียงลง กลัวใครอีกคนในสตูดิโอจะได้ยิน—“แต่ไม่มีใครพูดถึงเลย”
แววตาเมษาวูบวาบ บางอย่างกดทับเย็นเฉียบที่อก เธอเม้มปากแน่น ไม่กล้าพูดต่อ
เสียงอาซื้อโปรยลงมาจากด้านล่าง “อย่าอยู่ดึกนะ เดี๋ยวประตูล็อก!” ทั้งสองสะดุ้ง ภพกระซิบ “กลับเถอะ เดี๋ยวคืนนี้มีรุ่นพี่เวรมาเฝ้า เชื่อเราเถอะ”
เมษาขยับลุกเก็บของ เธอเหลือบมองเงาบนผนัง—ภาพวาดเหมือนกำลังจับจ้องตอบ เธอกลืนน้ำลายพลางผลักเก้าอี้กลับที่ ก่อนออกไป ขาสะดุดผ้าใบผืนน้อยที่กองอยู่ แล้วยืนนิ่งย้อนสบตาตนเองในกระจกเก่าๆ ขอบสนิม
วันรุ่งขึ้น เมษากลับมายังสตูดิโอพร้อมใบหน้าหมอง เธอแบกกระเป๋าหนัก เนื้อตัวอิดโรย ตั้งใจจะหาคำตอบเรื่องการหายตัวไป ระหว่างเดินในทางเดินแคบ กลิ่นน้ำมันเก่าๆ ฉุนตีขึ้น เธอเห็นณัฐ เพื่อนร่วมห้องตัวสูง ท่าทางลุกลี้ลุกลน กำลังย้ายรูปปั้นปูนไปไว้หลังม่าน
“ช่วยไหม?” เมษาเอ่ย
ณัฐสะดุ้ง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนยิ้ม “ไม่เป็นไร เราจัดการได้ …เมื่อคืนนี้ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ในห้องนายหรือเปล่า?”
สายตาเคลือบแคลงซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้น เมษาหลบตา ก้มเก็บผ้าใบอย่างเงียบเชียบ “เราไม่ได้ยิน” นัยน์ตาเธอไหววูบก่อนฝืนยิ้ม แล้วเดินผ่านไป—ในใจไม่มั่นใจเลยว่าเธอกำลังโกหก ณัฐ หรือโกหกตัวเอง
สตูดิโอศิลปะในยามเย็นกลับดูเต้นระริกด้วยเสียงเท้ากับเสียงหัวเราะแผ่ว เมษาเดินลงไปด้านล่าง เจอกับพลอย ศิลปินสาวที่มักวาดรูปซ่อนหน้า เธอวางแก้วกาแฟลงข้างๆ ภาพคนหน้าคุ้นตา
“นั่นใคร?” เมษาถาม โทนเสียงอ่อนโยนแต่มีรอยอยากรู้
พลอยยิ้มน้อยๆ “รูปใครสักคนที่เคยนั่งตรงนั้น แต่ตอนนี้หายไปหมดแล้ว…” พลอยพูดคล้ายจะพูดกับตัวเอง เมษามองใบหน้าพลอย แววตานิ่งงัน แตกเปราะเหมือนกระจกที่ถูกสะท้อนแสงนีออน
กลางคืนในสตูดิโอ เมษานั่งเงียบลำพัง เสียงแอร์เสียงดังเป็นจังหวะ ระหว่างวาดรูป เธอเงยขึ้นสบตาเงาตัวเองในหน้าต่างบานยาว นึกถึงคำพูดของทุกคน เหมือนมีบางอย่างกำลังถูกซุกซ่อน เธอเดินไปหยุดที่กระดานประกาศ มีใบประกาศรับสมัครนักวาดรุ่นใหม่แปะอยู่—แต่ฉุนเฉียวด้วยคราบน้ำตาแห้งๆ และเส้นขีดฆ่า
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทางบันได เมษารีบหลบเข้าเงามืด ใจสั่นแรง เงาร่างหนึ่งลากกระเป๋าผ่านหน้าเธอไป เธอเห็นเพียงท้ายทอย ผมยาวจนปิดคอ—ดูคล้ายใครบางคนในรูปวาดที่เธอกำลังสืบหา ร่างนั้นหยุดกึกเหมือนได้กลิ่นเมษา เธอเม้มปากแน่น ไม่ขยับ รอจนได้ยินเสียงประตูปิดลงค่อยกล้าออกมาสูดลมหายใจ
เช้าวันถัดมา เมษาเดินตามทางเดินแคบเข้าไปในห้องศิลป์ เจอภพที่นั่งวาดภาพอยู่คนเดียว เขาขีดเส้นจนกระดาษฉีกขาด “เมื่อคืนรู้สึกเหมือนมีใครเฝ้ามองเราจากหลังม่าน”
“นายก็รู้สึก?” เมษาถามเสียงแผ่ว
ภพสบตา “กลัวเหรอ?”
เมษาไม่ตอบ นิ่งอยู่ครู่ ก่อนเอ่ย “กลัว…แต่กลัวที่จะไม่รู้มากกว่า”
สายตาภพ เต็มไปด้วยความเข้าใจแต่ไม่อาจปลอบได้ “ถ้างั้น เราต้องหาคำตอบให้เจอ”
ช่วงสายวันนั้น เมษาแอบได้ยินอาซื้อคุยกับเจ้าของตึกเกี่ยวกับเรื่องราวประหลาดที่เคยเกิดขึ้น เขาพูดถึงรุ่นพี่ที่วาดภาพจนหมดแรงแล้วหายตัวไป—ไม่มีใครตามเจอ ราวกับกลืนหายไปกับหมอกน้ำมันในห้อง
เมษาเริ่มสังเกตเพื่อนรอบข้าง บางคนพูดคุยปกติ แต่บางคน ดูแปลกแยก หลบสายตา หรือแว่วเสียงหัวเราะในห้องว่างเปล่าเข้าหู–เธอจึงแอบเข้าไปสืบในห้องเก็บงานเก่า พบสมุดวาดของรุ่นพี่หน้าหนาเต็มไปด้วยร่องรอยขีดเขียนรุนแรงและข้อความผิดหวังเรื่องชีวิตศิลปิน
เธอหยิบสมุดนั้นมาโดยไม่ให้อาซื้อเห็น กลับขึ้นห้องแล้วเปิดอ่าน ในสมุดมีข้อความย้ำซ้ำถึง “ความกลัว” และ “เรื่องที่ไม่กล้าบอกใคร”
คืนนั้น เมษาจึงสูดลมหายใจลึก ตัดสินใจเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเอง ในห้องสตูดิโอที่มืดสนิท เธอหยิบกระดาษวาดขึ้นใหม่ มือสั่นเบาๆ เขียนด้วยถ่านคำว่า “ความจริง” ลงกลางหน้ากระดาษ
เสียงเปิดประตูดังวาบ เงาร่างสูงใหญ่ยืนอึมครึมอยู่ตรงกรอบประตู เมษาไม่เห็นหน้า ทว่าได้ยินเสียงทุ้ม “เธอไม่ควรอยู่ที่นี่” เป็นเสียงที่ไม่คุ้นแต่ชวนร้อนรน
“คุณเป็นใคร?” เมษาถาม เสียงขาดสะบั้นเล็กน้อย
“ฉัน…เคยอยู่ตรงนี้เหมือนเธอ” เงานั้นตอบ แต่เมื่อเมษาเดินเข้าใกล้อีกนิด เงาก็หายวับเหมือนสายหมอก ทิ้งกลิ่นแปลกๆ ไว้ในอากาศ
เมษาจดจำคำพูดและกลิ่นนั้น เธอเริ่มลังเลว่าจะหาคำตอบต่อหรือควรถอยห่าง แต่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเศร้าจากห้องข้างๆ เธอเลือกเดินหน้าต่ออย่างกล้าๆ กลัวๆ
รุ่งเช้าเมษานำสมุดวาดไปแสดงให้ภพดู “นายเชื่อเรื่องนี้ไหม?” เธอถาม
ภพนิ่งคิด ก่อนตอบ “เราชอบเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็น แต่บางเรื่องแค่รับฟัง ก็พอแล้ว”
ณัฐเดินเข้ามาสมทบ ท่าทางหม่นหมอง “ทุกคนเคยโกหก…อย่างน้อยก็กับตัวเอง”
บทสนทนายืดยาวเต็มไปด้วยความกดดัน ไม่ใครกล้ายืนยันว่าความจริงคืออะไร ในขณะที่แว่วเสียงลมลอดตามทางเดิน เงาความทรงจำในสตูดิโอยังคงคืบคลานอยู่ในเงามืด
ตกดึก เมษา ออกเดินลัดเลาะในสตูดิโอด้วยความตั้งใจแน่วแน่ เธอตามกลิ่นน้ำมันไปถึงมุมลับหลังม่านผ้า พบช่องประตูเล็กซ่อนไว้ หลังประตูนั้นคือห้องเก่าเต็มไปด้วยงานศิลป์แตกหัก เธอพบผลงานของรุ่นพี่ที่หายไป รายล้อมไปด้วยกระดาษขีดเขียนความกลัวและเสียงหัวเราะเศร้า
เธอยืนตะลึง มือสั่น เมื่อเห็นชื่อของตัวเองถูกเขียนซ้ำๆ ในผลงานนั้น ราวกับรุ่นพี่รู้จักเธอดีมาก่อน
เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น เมษารับสายอย่างลังเล “เมษา เธอเข้าไปในห้องนั้นทำไม?” เสียงอาซื้อดังลอดสายมาเย็นเยียบ
“ฉัน…แค่…” เมษาอ้ำอึ้ง น้ำเสียงสั่น “อยากรู้ความจริงค่ะ”
“มีบางอย่างที่ไม่ควรรู้หรอกนะ” อาซื้อว่า—ความเงียบปกคลุมความรู้สึกกลัวจนเธอขนลุก
ประตูหลังห้องเปิดแอ๊ด เพื่อนร่วมสตูดิโอทยอยเข้ามา ภพ พลอย ณัฐ—แต่ละคนสีหน้าแตกต่าง ทั้งแปลกใจและกลัวปะปนกัน พลอยเอ่ยเบาๆ “ทุกคนต่างเจ็บ แต่ไม่มีใครกล้าบอก”
เมษาเงยหน้าสู้แสงนวลสลัว น้ำตาซึม เธอทบทวนความผิดที่เคยหลบเลี่ยง—เคยปล่อยให้อดีตพาตัวเองหนีความเจ็บปวดเรื่องครอบครัว ปล่อยให้รุ่นพี่ผู้นั้นจมหายเพราะตนเองกลัวเกินจะเข้าใจใคร
“ถ้ากลัวก็ยอมรับมันเถอะ” ภพวางมือบนไหล่เธอ เสียงขาดห้วง แต่จริงใจ
“เราไม่เคยให้อภัยตัวเอง” เมษาสารภาพ
ความเงียบปกคลุม ก่อนณัฐจะเดินเข้ามา “แต่วันนี้นายกล้ากลับมาดูให้ชัด นั่นมากพอแล้ว”
คืนสุดท้าย เมษาตัดสินใจวาดรูปสุดท้ายในห้องสตูดิโอ วาดหน้าของตัวเอง นั่งเผชิญหน้ากับความกลัวและความผิดหวัง ทุกลมหายใจสั่นไหวสั่นสะท้อนบนกระดาษ
ภพ พลอย และณัฐ นั่งอยู่เงียบๆ ข้างหลัง ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทุกคนต่างเติบโตจากความเจ็บปวดได้ในแบบของตัวเอง
แสงนีออนลอยทาบลงบนใบหน้าที่เปลี่ยนไป—เมษามีแววตาแน่วแน่ เธอยิ้มเล็กน้อย วางภู่กันลงบนขอบโต๊ะ หันกลับไปสบตาเพื่อน ปล่อยให้ความจริงไหลออกมาทีละน้อยเหมือนลมหายใจในห้องศิลปะโบราณ…