แสงสุดท้ายในห้องซ้อม
เสียงดนตรีจากห้องซ้อมแทรกซึมออกมาตามรอยแตกร้าวของบานประตู หลังเลิกเรียนตึกวิศวกรรมเกือบว่างเปล่า เมฆแบกกีตาร์เดินกระแทกเท้าเข้ามาพร้อมใบหน้าเหนื่อยหน่าย เสียงเพื่อนสนิทในกลุ่มแว่วไล่หลังมา “เออ เหลือแกคนเดียว พาเด็กศิลปกรรมมาดูวงให้ด้วยล่ะเว้ย!” เมฆชะงัก เขาเบะปากอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในห้องซ้อมอับแสง หญิงสาวผมยาว นั่งหันหลังให้ แสงไฟนีออนกระพริบอ่อนแรง สายตาของเธอจดจ่ออยู่กับเปียโน เมฆเดินไปฝั่งตรงข้ามวางกีตาร์ แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ชื่ออะไร?”
หยาดเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองเขาผ่านแว่นตากรอบเงิน เธอไม่ตอบในทันที ทำเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย “หยาด… แล้วคุณ?”
“เมฆ” เขาพยักหน้า นั่งลงโดยไม่เหลียวตามสบตา มือเขากระตุกสายกีตาร์แบบไม่ใส่ใจ
ความเงียบครอบงำอยู่อึดใจ ก่อนหยาดจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่ว “อยากเริ่มซ้อมเลยไหม?”
“ยังไงก็ต้องซ้อม…” เมฆตอบ ไม่ปิดบังความเหนื่อยล้าในแววตา
เสียงเปียโนค่อยๆ ดังขึ้น ท่วงทำนองเศร้าสร้อย ทว่ามีบางสิ่งที่เมฆจับได้ว่า เธอไม่ได้อินไปกับมันจริงๆ
“ดูเหมือนไม่อยากเล่น” เมฆพูดขึ้น หยาดนิ่งไป วางมือเหนือคีย์เปียโนโดยไม่กดต่อ
“แล้วคุณล่ะ” เธอกระซิบ “อยากอยู่ที่นี่จริงหรือเปล่า”
เมฆเงียบ หัวเราะหยันในลำคอ ไม่มีคำตอบ ซ้อมวันแรกจบด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้ง ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ต่างคนต่างแยกย้ายโดยแทบไม่มองกันอีก
เช้าวันถัดมา เมฆนั่งพิงกำแพงหน้าคณะ พยายามประดิดประดอยโน้ตเพลงสำหรับโปรเจ็กต์ระหว่างคณะ สายตาเขาเหลือบเห็นหยาดเดินผ่านมา เธอใส่หูฟัง กระชับสมุดโน้ตแนบอก ทุกอย่างในตัวเธอบอกว่าไม่ต้องการให้ใครรบกวน
แต่เมฆลุกขึ้นก้าวเข้าไปหา “หยาด… วันนี้ว่างซ้อมเพิ่มไหม” เขาพูดเสียงอ้อมแอ้ม
หยาดชะงัก ใบหน้าไร้อารมณ์ “แล้วแต่คุณ ฉันโอเค”
“ถ้ายังไง… เจอกันห้องเดิม หกโมงเย็น?”
เธอพยักหน้าเงียบๆ แล้วเดินจากไป โดยไม่หันกลับมา เมฆโล่งใจแบบแปลกๆ ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากซ้อมหรืออยากเจอเธอมากกว่ากัน
เสียงสายฝนโปรยปรายลงกระจกหน้าต่างห้องซ้อมในเย็นนั้น เมฆกับหยาดนั่งตรงข้ามกันเหมือนเดิม บรรยากาศเย็นชาคล้ายเซ็ตตัวเป็นปกติ
“เพลงนี้… เศร้าดีเนอะ” เมฆเอ่ยขณะดีด Intro เบาๆ
หยาดพยักหน้า มือแตะคีย์ช้าๆ “เราเลือกเพลงนี้เพราะอะไรเหรอ?”
“คงเพราะ… มันเรียบง่ายมั้ง ไม่ต้องบอกอะไรมาก” เขาถอนหายใจ
หยาดแค่นเสียงแผ่วในลำคอ “หรือเพราะไม่อยากพูดมากกว่า”
เมฆไม่เถียง สายตาระยะไกลวาดไปตามฝนที่ไหลเป็นทาง คำพูดบางอย่างกลืนหายกับเสียงสายฝน
การซ้อมยังคงเงียบต่อไป มีเพียงเสียงดนตรีกับลมหายใจที่แทบไม่ได้ยิน
คำติชมแรกจากอาจารย์กระแทกเข้ามาแรง “พวกเธอเหมือนเล่นอยู่คนละโลก” เมฆกัดฟันกรอด หยาดไม่พูดอะไร แค่เก็บโน้ตกลับห้อง เธอเดินออกไปก่อน จะมีเมฆวิ่งตามทันหน้าตึก
“หยาด เดี๋ยว!” เมฆเรียก เธอหยุด หันกลับมาเล็กน้อย
“อะไร” เธอหายใจลึก ปากเม้มแน่น
“ฉัน… ขอโทษนะที่ทำให้ทุกอย่างมันเหมือนฝืน” เขากัดปาก สายตาหลบไปทางอื่น
หยาดยิ้มมุมปาก เหมือนเข้าใจแต่ไม่พูด เธอวางมือแนบอก “ไม่เป็นไร… บางที ฉันก็ไม่ได้กล้าทำเต็มที่เหมือนกัน”
เธอเดินจากไป ทิ้งให้เมฆยืนอยู่กับความรู้สึกผิดปนสงสัย
ถึงจะผิดหวังกับการซ้อม แต่งานมหกรรมดนตรีของมหาวิทยาลัยใกล้เข้ามาทุกที เมฆนั่งจ้องโน้ตกีตาร์ในห้องสมุดคนเดียว เขาตั้งใจโทรหาเพื่อนในวง แต่ก็ถอนใจแล้วเก็บโทรศัพท์ มีแค่คนเดียวที่เขาอยากขอความช่วยเหลือ
หยาดนั่งอ่านหนังสือในมุมเงียบ เมฆเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เธอเงยหน้ามอง คิ้วขมวด
“ขอนั่งด้วยได้ไหม” เมฆเก้อเขิน เธอพยักหน้า เขาหยิบโน้ตออกมา “ฉัน… ไม่ค่อยเข้าใจคีย์ตรงนี้”
หยาดก้มลงดู รายละเอียดมากกว่าที่เขาคิด เธออธิบายอย่างอดทน ถึงจะพูดน้อย แต่การอธิบายนั้นละเอียดลึกซึ้ง เมฆเงียบ ยิ้มจางๆ ขณะที่เธอจรดนิ้วแกะโน้ตให้เขาทีละท่อน
หลังจากวันนั้น บรรยากาศในห้องซ้อมเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมฆลองดีดเพลงใหม่ เสียงเปียโนของหยาดปรับตามได้อย่างราบรื่น พวกเขาเริ่มหัวเราะเวลามีท่อนผิด หรือหยาดเล่นโน้ตเพี้ยน เมฆล้อ “แหม เล่นแบบนี้แสดงว่ามีประสบการณ์เยอะนะ”
เธอยักไหล่ “ประสบการณ์ล้มเหลวเยอะน่ะสิ”
ทั้งสองหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยุดนิ่งในความเงียบที่ไม่ได้อึดอัดเหมือนแต่ก่อน
วันหนึ่ง ขณะหยาดกำลังเก็บของเตรียมจะกลับบ้าน เมฆเดินมาส่งถึงลานจอดรถ “ให้อยู่รับเพื่อนมั้ย เดี๋ยวฝนตกอีกแน่”
หยาดส่ายหน้า “อยู่คนเดียวได้”
แต่เขาก็ยืนรออยู่ข้างๆ โดยไม่ได้พูดอะไร ทั้งสองมองฝนพรำร่วมกันชั่วครู่ แล้วหยาดก็พูดช้าๆ
“ขอบคุณนะ ที่วันนี้พยายามมากขึ้น”
เมฆยิ้ม แต่มีร่องรอยฝืนใจ “บางทีมันก็ยาก…ที่จะทุ่มเทให้กับอะไรบางอย่าง”
หยาดนิ่ง ฟังถ้อยคำของเขา ราวกับเข้าใจความหมายระหว่างบรรทัด
สองสามวันต่อมา ในห้องซ้อมที่เงียบสงบ หยาดนั่งมือสั่น เธอกำลังอ่านข้อความจากมือถือด้วยสายตาแตกสลาย เมฆแอบสังเกตเห็น เธอวางโทรศัพท์ลง พยายามซ่อนแววตาเศร้า แต่เขาก็ไม่กล้าถาม
หลังซ้อม จู่ๆ หยาดเอ่ยขึ้น “คุณ… เคยกลัวจะผิดหวังมั้ย”
เมฆนิ่ง ก่อนตอบเสียงเบา “กลัว… ตลอดเวลา” เขาหลบตา “กลัวว่าไม่มีค่า กลัวทำอะไรพังไปหมด”
หยาดถอนหายใจยาว “เหมือนกัน… บางทีฉันอยากจะเลิกล้มทุกอย่างไปเลย”
“แต่ก็ยังอยู่ต่อมาได้ใช่มั้ย”
เธอพยักหน้า แววตาเคล้าแสงอ่อน เมฆเผลอยิ้มบางๆ ขึ้น
ในการซ้อมต่อไป เวลาที่อยู่ด้วยกันเริ่มยาวนานขึ้น เมฆรู้สึกสบายใจที่จะอยู่กับหยาดมากกว่าใครบางคนในวง เขาเล่าเรื่องล้มเหลวในชีวิต วิศวะปีที่แล้วที่ยอมทิ้งความฝันการเป็นนักแข่งเกมเพราะครอบครัวไม่เห็นด้วย หยาดเล่าเรื่องการโดนเพื่อนหักหลังในวงดนตรีเดิม จนปิดใจไม่อยากเล่นดนตรีกับใครอีก
เมฆมองเธอเงียบๆ เขาเอื้อมมือไปจับหลังมือเธอหลวมๆ “งั้น… ตอนนี้เราฝากหัวใจไว้กับเสียงดนตรีด้วยกันหน่อยได้ไหม”
หยาดเม้มปาก น้ำตาคลอแต่ไม่ไหล
กลุ่มเพื่อนของเมฆเริ่มล้อเลียนความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป “เอ๊ะ ทำไมซ้อมทีไรเมฆแกดูมีแรงใจวะ” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน “ก็งานต้องจบนี่” แวบหนึ่งเขาละสายตา หนีคำถามของตัวเอง
ระหว่างการซ้อมครั้งหนึ่ง เมฆเสนอไอเดียใหม่ “เราลองแต่งอินโทรใหม่ด้วยกันมั้ย”
หยาดลังเล แต่พยักหน้า เขาดีดแจมกับเธอ สดๆ มือทั้งสองกดเปียโนและสายกีตาร์สร้างทำนองใหม่ขึ้นมา บรรยากาศสงบนิ่ง พวกเขายิ้มให้กันในความสำเร็จเล็กๆ นั้น
คืนก่อนวันงาน เมฆได้รับสายจากบ้าน “เมฆ แม่ไม่สบาย ต้องกลับบ้านไปดูแลด่วน” เมฆใจหาย เทอมนี้เขาหวังแค่จะสอบผ่าน งานดนตรีนี้อาจเป็นทางเดียวที่พิสูจน์คุณค่าตัวเอง
เขากระวนกระวาย บอกเพื่อนในวง “ขอโทษนะ อาจต้องปล่อยให้วงซ้อมกับหยาดไปก่อน”
หยาดรับฟังนิ่งๆ แต่สายตามีแววเข้าใจ เธอพูดช้าๆ “ไปดูแลครอบครัวเถอะ เดี๋ยวฉันดูวงให้”
เมฆลังเล “แต่เธอจะโอเคเหรอ…”
“โอเค” เธอยืนยัน
เมฆขยับเข้าไปใกล้ เอื้อมจะจับมือแต่หยุดกลางคัน สั้นๆ แต่ชัดเจน “ขอบคุณ…มากๆ”
ขณะที่เมฆไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัย หยาดกลายเป็นหัวใจหลักของวง ใครๆ ก็ประหลาดใจกับความเป็นผู้นำที่เงียบขรึมของเธอ สมาชิกในวงต่างยอมรับ แต่เธอกลับไม่เคยรู้สึกสมบูรณ์ เพราะบางสิ่งขาดหายไป
หยาดแอบเปิดดูข้อความของเมฆหลังซ้อม แต่ไม่กล้าตอบ เธอกังวลว่าอีกฝ่ายจะกลับมาไหม คิดไปเองหรือเปล่าว่าความผูกพันนี้มีค่ามากกว่าแค่เพื่อนร่วมงาน
สองวันก่อนขึ้นเวที เมฆกลับเข้ามหาวิทยาลัย หยาดแกล้งเมินไม่สนใจแต่สายตาแอบมอง เขาคลับคล้ายจะเอ่ยปากขอโทษ แต่ก็ติดขัดอยู่ในความเงียบ
“เป็นไงบ้าง…ที่บ้าน” เธอละสายตาจากโน้ต
“ดีขึ้นหน่อย แต่… ทุกอย่างมันเหมือนซ้อนกันไปหมด” เมฆถอนหายใจ “ฉันกลัวว่า ถ้าทุ่มให้ดนตรีอีก ฉันจะผิดหวัง”
หยาดเงียบ ยิ้มบาง “ฉันก็กลัวจะผิดหวังอยู่ทุกวัน”
“แต่เราก็ยังไม่ถอยใช่มั้ย” เมฆถาม เธอพยักหน้า คำตอบของทั้งคู่อยู่ในรอยยิ้มเจื่อนๆ นั่น
ในวันแสดงจริง แสงไฟเวทีกระทบใบหน้าพวกเขาทั้งสอง เปียโนกับกีตาร์ประกอบกันอย่างลงตัว เสียงของหยาดมีกังวานใหม่ เสียงกีตาร์ของเมฆแน่วแน่กว่าทุกครั้ง
เพลงไล่จบ อารมณ์ทั้งหมดระเบิดออกเป็นเสียงปรบมือ เมฆหันมาสบตาหยาด นิ้วมือสัมผัสกันแผ่วเบา
หลังเวที บรรยากาศวันสุดท้าย หยาดรออยู่ในห้องซ้อม เมฆมาช้า เขาถอนใจ
“ขอโทษที่ช่วงนั้นหายไป” เมฆเสียงเศร้า “แต่ฉัน… รู้แล้วว่าดนตรีมันสำคัญกับฉันแค่ไหน…รวมถึงคนที่แชร์มันอยู่ข้างๆ”
หยาดมองเขาตรงๆ “คุณกลัวอะไรที่สุดในชีวิต?”
“กลัวเสียคนสำคัญไป” เมฆตอบซื่อๆ
ความเงียบโรยตัวระหว่างพวกเขาชั่วครู่ หยาดโน้มตัวเข้าใกล้ น้ำเสียงสั่น “คุณไม่ต้องทนเรื่องนี้คนเดียว…ฉันก็กลัวเหมือนกัน”
ท่ามกลางแสงสุดท้ายในห้องซ้อม หยาดเอื้อมมือจับมือเมฆแน่น ไม่มีคำพูดขอโทษ ไม่มีคำสารภาพ กลับมีแต่การให้อภัยและเข้าใจกัน ทายาทของเพลงสองใจที่ไม่สมบูรณ์กลับเชื่อมใจกันอย่างสมบูรณ์ในความเงียบงัน