สายลมเหนือกระจก
เสียงหวีดลมเหนือยอดกระจกขนาดยักษ์ก้องสะท้อนบนเมืองศิลาแก้ว ลอยนิ่งในฟ้าเทาหม่น แสงสะท้อนระยับระหว่างอาคารรูปทรงประหลาด ต่อเนื่องจนถึงขอบฟ้า บนทางเดินลอยอยู่เหนือเมฆ ปาฏิหาริย์ของมนุษย์ผสานกับความเปราะบางของใจมนุษย์เอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ศรันย์ยืนอยู่หน้าชานบ้านทรงเรขาคณิต สายตาเขามองลอดกระจกเข้าห้องครัวที่อดีตภรรยา กัญญา กำลังก้มหน้าตัดขนมปัง อนาคตของเมืองนี้ดูยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเขาที่ถูกทิ้งร้างไว้นานแล้ว เด็กหญิงตัวเล็ก วิชชา ลูกสาววัย 11 ขวบ เดินเข้ามาในสายตา พลางโอ้เอ้ว่ากระจกที่พื้นสะท้อนเหมือนอีกโลกหนึ่ง
“แม่…ทำไมในกระจกเหมือนมีควันดำลอยมาเลย” เสียงเด็กแหลมปนตื่นตระหนก ศรันย์ขมวดคิ้ว เดินเข้ามามองซ้อนหลังลูก สายตาเขาเหนื่อยล้าประหนึ่งโดนบดขยี้โดยเวลาที่ผิดพลาด
กัญญาขยับแก้วน้ำ กลิ่นขนมปังร้อน ๆ ไม่ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น “ถึงเวลานักเรียนแล้ว ไปเปลี่ยนรองเท้าเถอะลูก” เมินคำถามลูก แววตาพรางแวววิตก เธอค่อย ๆ ปาดน้ำตาออกเมื่อหันหลังให้ลูก
ขณะที่วิชชาวิ่งออกไป กัญญามองศรันย์ชั่วครู่ “อยู่บ้านแค่คืนนี้พอใช่ไหม?”
“แค่นั้น” เขาตอบด้วยเสียงบีบแหบ ความจริงคือไม่มีที่ให้ย้อนกลับ
เวลากลางคืน เมืองศิลาแก้วเปลี่ยนเป็นเขาวงกตกระจกและเงา เหนือหลังคาโรงอาหารหลวง เสียงปริศนาแผ่วเบาแว่บผ่าน เด็กชายวิ่งหนีเงาดำที่ไล่ล่าตามกระจก เงาพลิกโฉมเป็นรูปร่างคนแต่หน้าสลัวไร้ตา เสียงกรีดร้องแผ่วสั้นเหมือนลมพัดผ่านเมื่อโรงกระจกปิดตาย
รุ่งสางศรันย์ออกตรวจตราพื้นที่เชิงสถาปัตย์ เขาตรวจรับงานเปลี่ยนโครงสร้างกระจกใหม่ที่สถานีคุมไฟฟ้ากลางเมือง เสียงผู้รับเหมากระซิบ เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่กระจกขาวที่หายตัวไป คำขวัญเมือง-las errad-ลอยขึ้นในลมหายใจ
เขาเดินผ่านช่องแสงกระจก เห็นบางอย่างในเงาสะท้อน…รถเข็นลูกเมียเดินคู่ หยุดข้างต้นไม้กระจก ศรันย์สะดุ้ง มองหาวิชชา สะบัดศีรษะ เงากลับกลืนหายไป
กลางวัน กัญญาเตรียมส่งลูกไปเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ อาคารเรียนคล้ายผลึกแก้วกลิ่นน้ำยาในอากาศ วิชชาผงะหน้ากระจกรถโดยสาร พบหญิงสาวคนหนึ่งยืนกอดหนังสือหนา เธอสวมผ้าคลุมสีเทาหม่น ดวงตาจ้องตรงมาเช่นตรวจจับความลับ “แม่…ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้หนู”
อนงค์ หญิงลึกลับโผล่มาในโรงเรียน เดินพูดคนเดียวหน้ากระจก วิชชาเห็นเงาอีกฝั่งในกระจกเริ่มกระพริบตา …
ระหว่างทางกลับบ้าน ศรันย์เผชิญหน้ากับเด็กชายปริศนา ผิวเผือก ผมดำยาวยืนริมขอบกระจก เด็กชี้มีรอยร้าวตรงกระจกใหญ่ “เงามันเดินมานะ” ศรันย์ขนลุกแต่แกล้งหัวเราะ เด็กนั้นหายไปในลม
ค่ำ กัญญาเถียงกับศรันย์เรื่องวันหยุดลูก “เขาฝันอะไรแปลกๆทุกคืน นี่ใช่บ้านปลอดภัยไหม?” เสียงทั้งคู่ต่ำ แฝงค้างคาใจ “ผมอยู่แค่ช่วยติดตั้งระบบใหม่ให้เสร็จ” ศรันย์ตัดบท กัญญาสบตาสั่นไหว น้ำเสียงปะปนทั้งรักและโทษตนเอง
คืนนั้น วิชชานั่งเล่นหน้ากระจกกลางบ้าน จู่ ๆ เงาสะท้อนในกระจกนั้นเริ่มเคลื่อนไหวช้ากว่าตัวจริง สายตาอีกข้างมืดสนิท เด็กหญิงหยุดหายใจ เงาในกระจกเหมือนพูดคำว่า “ปลุกเรา…”
ศรันย์นอนไม่หลับ เขาลงมาชั้นล่าง พลางเหลือบดูวิชชา เห็นลูกนั่งคุยเบา ๆ กับหญิงแปลกหน้า อนงค์นั้นยิ้มเศร้า ๆ “เราเห็นสิ่งเดียวกันใช่ไหม?” อนงค์เอ่ยพลางแตะปลายนิ้วลงบนกระจก ทำให้ภาพขุ่นมัว
“คุณเป็นใคร?” ศรันย์ถามกึ่งโกรธกึ่งสับสน
“ฉันเคยอยู่ที่นี่นานแล้ว เมืองนี้กำลังตื่น มันกำลังกลืนทุกคนในเงาตัวเอง” อนงค์ตอบน้ำเสียงขาด ๆ หาย ๆ
กัญญาโผล่มาเห็น รีบกอดวิชชา “อย่ายุ่งกับลูกฉัน!”
อนงค์ถอยหลัง ยิ้มเศร้า “ทุกคนจะปลอดภัย ถ้าทำใจยอมรับว่าเงาในกระจกคือตัวตนที่ยังไม่ได้เผชิญหน้า”
ศรันย์ฟุบหน้า ทั้งกลัวทั้งโกรธ แต่หัวใจหนึ่งส่วนกลับเจ็บลึกและรู้ว่ากำลังหลบสิ่งนี้มาทั้งชีวิต
หลังคืนนั้น เมืองศิลาแก้วเริ่มมีคนพูดถึงเงาปริศนาในกระจกร่วมกัน เงาเหล่านั้นเหมือนจะโต้ตอบกับชาวเมือง บางคนถูกกลืนหายไปไร้ร่องรอย พนักงานหนุ่มที่เคยหัวเราะเฮฮานั่งซึมเงียบ อีกครอบครัวสองแม่ลูกเลือกปิดม่านจนไร้แสงเข้าบ้าน
วิชชาถูกเพื่อนไม่คุยด้วย เพราะเล่าฝันประหลาด “ในกระจกหนูเหมือนไม่ใช่หนู…” เด็กหญิงนั่งซบหลังแม่ หลบซ่อนความกลัวไว้ในอ้อมแขนเล็ก ๆ
ค่ำวันหนึ่ง ศรันย์เห็นภาพในกระจก เงาเก่าของลูกอดีตเดินจับมือกันอีกครั้ง เขาเริ่มตั้งคำถามตัวเอง “เราเคยเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์จริงเหรอ?” หันไปเห็นกัญญา กำลังร้องไห้ซบกำแพง หญิงที่เขายังรักแต่ไม่กล้าเอื้อมมือไปแตะ
ในขณะนั้น แสงไฟฟ้าดับทั้งเมือง เงาในกระจกแตกออก ควันดำทะลักออกมากลางบ้าน ทุกคนวิ่งหนีกระเจิง อนงค์ยืนอยู่ที่ประตู “ถึงเวลาเผชิญหน้ายอมรับอดีต” เธอยื่นมือชวนศรันย์ไปปิดประตูแห่งกระจก
ศรันย์ลังเลจะพากัญญากับวิชชาตามไปไหม กัญญาวางมือบนบ่า “เธอต้องไป ไม่มีใครต้องกลัวอดีตอีก” สายตาเปียกชื้นบอกความหวังใจลึก ๆ
ศรันย์เดินตามอนงค์ไปถึงห้องกระจกกลางอาคารศูนย์กลาง เห็นร่องรอยชีวิตตัวเองในแต่ละแผ่นกระจก อนาคตก็แตกสลาย วงจรอดีตปะทะกับความกลัวตนเองทั้งหมด
เขาตัดสินใจหยิบค้อนทุบกระจกแผ่นสุดท้าย เงาปริศนาโผล่ขึ้นในกระจก แตกสายฟ้า ด้วยแรงสะเทือนทั้งเมืองสั่นสะท้าน เงามืดแตกกระจายแทรกซึมไปกับเมฆ ทุกคนทะลุรอดกลับสู่ความจริง
รุ่งเช้า เมืองศิลาแก้วสงบนิ่งอีกครั้ง วิชชาตื่นมากอดพ่อ “หนูกลัวแต่หนูไม่หนีแล้ว” ศรันย์ยิ้ม กัญญาเอื้อมกอดสามคนแน่น กระจกเปล่งประกายวับวาว แสงทองลอดผ่านหน้าต่างในวันที่ไม่มีเงาดำ