เสียงเพรียกกลางป่าทึบ
แสงแดดอ่อนยามบ่ายส่องลอดช่องหน้าต่างรถตู้สีขาวที่วิ่งตัดผ่านถนนลูกรัง ควันฝุ่นลอยวนอยู่ข้างนอก พิม นักศึกษาปีสี่คณะมานุษยวิทยา นั่งกอดแฟ้มเอกสารไว้แน่น ดวงตาเธอเต็มไปด้วยความกังวล แม้เธอจะเป็นหัวหน้าทีมวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อในหมู่บ้านห่างไกล แต่จิตใจกลับว้าวุ่นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เพราะฝันแปลกซ้ำ ๆ ถึงเสียงเรียกไร้ที่มาในความมืด เธอไม่กล้าบอกใครในทีม อีกทั้งยังต้องพิสูจน์ศักยภาพให้ตัวเองหลังจากโดนประเมินว่าไร้ความกล้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเพลงเบา ๆ จากวิทยุคลออยู่ในรถ ข้างเธอคือโอ๊ต เพื่อนสนิทที่รับหน้าที่ถ่ายภาพ โอ๊ตหยิบกล้องขึ้นมาเช็คอุปกรณ์เป็นระยะ เขามักพูดมากแต่วันนี้กลับนิ่งผิดปกติ ดวงตาเขาเหมือนจับจ้องไปข้างหน้าแต่คิดอะไรอยู่ข้างในไม่มีใครรู้ ด้านหลังเป็นเก่ง นักศึกษาภูมิศาสตร์ที่ขี้สงสัยกับทุกอย่าง มีน้องแวว มือจดบันทึกผู้เปราะบางและขี้กลัว กับเอก คนขับรถที่ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ และพยายามพูดน้อยที่สุด
ทันทีที่รถตู้ลัดเลาะเข้าเขตหมู่บ้าน ต้นไม้สูงทึบสองข้างทางบดบังแสงอาทิตย์ เสียงจักจั่นเงียบงันอย่างผิดปกติ เก่งหันไปถามเบา ๆ ว่า “นี่มันเงียบไปไหมพิม” พิมกลั้นใจตอบ “อาจเป็นเพราะเราเข้ามาลึกแล้วก็ได้” ขณะที่โอ๊ตเหลือบมองเงาต้นไม้ที่ทอดยาวผ่านกระจก เงานั้นเหมือนมีชีวิต
รถจอดหน้าบ้านไม้หลังใหญ่ที่ดูเก่าแต่ยังแข็งแรง ผู้ใหญ่ชาญ เจ้าของบ้านและหัวหน้าหมู่บ้านออกมาต้อนรับ เขาไม่ยิ้มแต่สายตาก็ไม่แข็งกร้าว “พักที่นี่สักสองคืนก็ได้” เขาพูดเรียบ ๆ เสียงต่ำ “แต่ขออย่างหนึ่ง อย่าออกไปเดินเล่นหลังฟ้ามืดเด็ดขาด”
พิมกับแววจัดของในห้องนอนเล็ก ๆ มีเพียงหน้าต่างบานเดียว แววกระซิบ “ทำไมเขาถึงห้ามเราออกไปตอนกลางคืน” พิมไม่ตอบแต่แววเห็นมือเธอสั่น โอ๊ตเดินสำรวจรอบบ้าน กล้องคล้องคอ เขาหยุดยืนมองต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านแล้วเหมือนจะได้ยินเสียงเบา ๆ จากป่า “โอ๊ต ได้ยินอะไรไหม” เก่งถาม โอ๊ตส่ายหน้าแต่หน้าซีดจาง ๆ
ค่ำคืนนั้น หลังอาหารเย็นที่มีกลิ่นสมุนไพรแรงผิดปกติ ผู้ใหญ่ชาญย้ำอีกครั้ง “อย่าลืมที่ผมบอก” ทุกคนพยักหน้าแต่แววดูอึดอัด เธอหยิบเครื่องรางในกระเป๋ามากำแน่น
ตกดึก ความเงียบในบ้านถูกกลบด้วยเสียงเพรียกเบา ๆ จากป่า มันไม่ใช่เสียงสัตว์ เสียงนั้นเหมือนคนเรียกชื่อทีละคน “…พิม…” เสียงเบาหวิวแต่ชัดเจน พิมสะดุ้งตื่น นั่งนิ่งเหงื่อแตกเต็มตัว เธอเหลือบมองนาฬิกา แค่ตีสาม ทุกคนยังนอนอยู่
เช้าวันต่อมา พิมแอบถามน้องแวว “เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรไหม” แววหน้าเสีย “เหมือนมีคนเรียกชื่อ…แต่ไม่กล้าออกไปดู” โอ๊ตเดินเข้ามา “เมื่อคืนผมฝัน…แต่เหมือนตื่นอยู่ เห็นใครเดินอยู่หน้าบ้าน” เขาเลี่ยงสายตา พิมรู้ว่าเขากลัวแต่ไม่พูดตรง ๆ
กลางวันพวกเขาแยกย้ายเก็บข้อมูล โอ๊ตถ่ายรูปวิถีชีวิตชาวบ้าน เก่งตามเด็กในหมู่บ้านไปดูทางเข้าป่า แววสัมภาษณ์หญิงชรา ทุกคนรู้สึกว่าคนในหมู่บ้านหลบสายตา แววได้ยินหญิงชราคนหนึ่งกระซิบ “อย่าเดินตามเสียงนั้นเด็ดขาด” แล้วทำท่าห้ามพูดต่อ
พิมเจอสมุดบันทึกเก่าในห้องเก็บของใต้ถุนบ้าน ข้างในมีลายมือจาง ๆ เล่าถึงพิธีกรรมบางอย่างและการหายตัวไปของเด็กในหมู่บ้านเมื่อหลายสิบปีก่อน เธอหยุดอ่านเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าบนพื้นกระดานด้านบน
คืนนั้นเสียงเพรียกดังขึ้นอีก มันดังขึ้นทุกคืน และยิ่งชัดเจนขึ้น เหมือนเสียงเดินวนรอบบ้าน โอ๊ตกลั้นใจหยิบกล้องออกหน้าต่าง แต่ฟิล์มกล้องขาวโพลน มีเพียงเงาขนาดใหญ่คล้ายใครบางคน
เช้าต่อมา เอก คนขับรถ ดูแปลกไป เขานั่งเหม่อ ไม่ยอมพูดกับใคร ข้าวปลาแทบไม่แตะ “เมื่อคืนเหมือนฝันว่ามีใครเรียกให้ออกไป” เขาบอกเบา ๆ โอ๊ตขมวดคิ้ว “ฝัน หรือ…?”
เก่งตัดสินใจชวนโอ๊ตไปสำรวจป่านอกหมู่บ้าน ทั้งคู่พบศาลเก่า ๆ กับเศษผ้าขาวผูกไว้ โอ๊ตถ่ายรูปแต่กล้องก็ยังขาวโพลน เก่งสังเกตเห็นรอยเท้าเล็ก ๆ หายเข้าไปในป่าทึบ ราวกับเพิ่งมีใครเดินอยู่จริง ๆ
ขณะเดียวกัน พิมเริ่มเห็นเงาเคลื่อนไหวในมุมห้องโดยไม่มีใครอยู่ เงานั้นเคลื่อนเข้าใกล้หน้าต่าง เหมือนเฝ้ามองเธอ แววถามเสียงสั่น “ถ้าเสียงนั้นเรียกเราแล้วเราออกไปจะเกิดอะไรขึ้น” ไม่มีใครตอบได้
เมื่อค่ำ พวกเขาเริ่มทะเลาะกันเพราะความกดดัน พิมอยากหาคำตอบ แววอยากกลับบ้าน เก่งสงสัยในผู้ใหญ่ชาญ โอ๊ตเริ่มเชื่อว่าเสียงนั้นไม่ใช่ของคน
คืนที่สี่ เสียงเพรียกดังขึ้นพร้อมกันในทุกห้อง เอกลุกพรวดขึ้นเดินตามเสียงออกไปนอกบ้าน ทุกคนตื่นตาม พวกเขาเห็นเอกเดินหายเข้าไปในป่ามืด พิมร้องห้ามแต่ไร้ผล
เช้า เอกหายไปอย่างไร้ร่องรอย พิมรู้สึกผิด เก่งบอกว่าควรแจ้งผู้ใหญ่ชาญ แต่ผู้ใหญ่ชาญกลับเงียบ “ถ้าเขาไปแล้ว…ก็กลับมาไม่ได้” เสียงเขาเย็นชา
โอ๊ตกับแววค้นบ้าน พบห้องใต้ถุนมีรอยเลือดเก่าแห้ง รอยนั้นนำไปถึงสมุดจารึกพิธีกรรมลับ พิมอ่านออกว่าคนในหมู่บ้านเคยทำพิธีสังเวยบางอย่างเพื่อปกป้องหมู่บ้านจาก “เสียงเพรียก” ที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป
แววเริ่มมีอาการเหมือนละเมอในตอนกลางวัน เธอได้ยินเสียงเรียกชื่อซ้ำ ๆ พิมกับโอ๊ตพยายามปลอบแต่แววเริ่มเดินละเมอไปยังขอบป่าในยามค่ำคืน เก่งต้องจับตัวไว้
ในที่สุด พิมตัดสินใจเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ชาญ เธอถามถึงพิธีกรรม “ถ้าเราไม่ทำพิธี…จะเกิดอะไรขึ้น” ผู้ใหญ่ชาญตอบเรียบ ๆ “เสียงนั้นจะไม่หยุด…จนกว่ามันจะพอใจ”
โอ๊ตพบภาพถ่ายใบหนึ่งในสมุดบันทึกเก่า ภาพนั้นถ่ายเด็ก ๆ ยืนเรียงหน้าศาลผีประจำหมู่บ้าน ใบหน้าทุกคนซีดขาวและมีเงาดำเหมือนใครสักคนยืนอยู่ข้างหลัง แม้ในแสงสว่าง เงานั้นยังคงชัดเจน
คืนนั้นเสียงเพรียกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทั้งสี่คนที่เหลือได้ยินชัดเจน มันไม่ได้เรียกชื่อทีละคนอีกต่อไป แต่เหมือนมีเสียงกระซิบรอบตัว พิมสั่น เงาดำปรากฏที่หน้าต่างและประตู เสียงฝีเท้าเดินวนรอบบ้าน
แววเริ่มร้องไห้ “ฉันไม่ไหวแล้วพิม มันจะเอาพวกเราไปเหมือนคนก่อน ๆ ใช่ไหม” พิมสั่นแต่พยายามควบคุมตัวเอง “ต้องมีทางหยุดมัน…”
เก่งพยายามออกจากบ้านแต่พบว่าประตูถูกล็อกจากข้างนอก โอ๊ตพยายามทุบหน้าต่างแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากคนในหมู่บ้าน ไม่มีใครมาช่วย
พิมจุดธูปตามที่อ่านจากสมุดบันทึก หวังติดต่อกับ “อะไรบางอย่าง” ที่อยู่เบื้องหลังเสียงเพรียก เงาดำเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้น ทุกคนรวมตัวกันในห้องเล็ก พิมพูดเสียงสั่น “ถ้าอยากเอาอะไรไป…เอาฉันไปแทนคนอื่น” เงาดำหยุดเคลื่อนไหว เสียงเพรียกเงียบลงชั่วขณะ
ทันใดนั้นแววเกิดอาการชักแล้วหมดสติ เงาดำค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ร่างของแวว พิมร้องไห้กอดเพื่อน โอ๊ตกับเก่งได้แต่ยืนดูอย่างสิ้นหวัง
รุ่งเช้า แววหายใจรวยริน เธอกระซิบบางอย่างกับพิม “มันอยู่ที่นี่นานแล้ว…ไม่มีใครหนีมันได้”
หมู่บ้านกลับมาเงียบสงบ ผู้ใหญ่ชาญเข้าไปดูศพของแววแล้วสั่งให้ฝังทันที ไม่มีพิธี ไม่มีคำอธิบาย พิมกับโอ๊ตและเก่งถูกบังคับให้กลับออกจากหมู่บ้านทันที
ระหว่างทางออก พิมหันกลับไปมอง เห็นเงาดำเคลื่อนไหวอยู่ในเงาไม้เหมือนลอบมองตามหลัง ทุกอย่างเงียบงัน เธอรู้ว่าบางสิ่งยังคงอยู่ที่นี่ และเสียงเพรียกในป่าทึบจะไม่มีวันดับ…