เสียงเรียกในหอพักร้าง
เสียงฝนกระทบกระเบื้องเก่าของอาคารหอพักเก่าแก่ด้านหลังมหาวิทยาลัยในคืนหนึ่ง กลุ่มนักศึกษาสามคน—ภูธร เด็กหนุ่มปีสองที่เป็นคนขี้กลัวแต่ถูกบังคับใจมาเพราะเดิมพันในกีฬาคณะ, นิดา หญิงสาวหัวแข็งที่ต้องการพิสูจน์ว่าคำร่ำลือเรื่องผีในหอพักนี้ไม่มีจริง, และฮิวโก้ เพื่อนสนิทของภูธรที่ชอบท้าทายสิ่งลี้ลับ—เดินเข้ามาใกล้ประตูเหล็กสนิมที่แง้มออกเล็กน้อย พวกเขายืนลังเลใต้ไฟถนนที่กระพริบเป็นจังหวะ มือของภูธรกำไฟฉายแน่นจนเหงื่อซึมออกมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราจะเข้าไปจริงเหรอ?” ภูธรถามเสียงเบา ในขณะที่นิดายิ้มเยาะ “กลัวอะไรนักหนา ถ้าไม่เข้าก็เสียพนันนะ อย่าลืม” ฮิวโก้หัวเราะกลบเกลื่อนความกังวลและดันประตูเล็กน้อย เสียงเอี๊ยดดังลั่นประสานกับสายฟ้าที่วาบขึ้นพอดี ข้างในหอพักเงียบสงัดและมืดสนิท
ทั้งสามคนเปิดไฟฉายและเริ่มเดินสำรวจ โถงทางเดินแคบและชื้น มีคราบน้ำและรอยแตกของผนังปรากฏทั่วบริเวณ กลิ่นอับจาง ๆ ลอยมากระตุ้นประสาทสัมผัส ภูธรพยายามไม่หายใจแรง ส่วนฮิวโก้เดินนำหน้าและแกล้งเปล่งเสียงหัวเราะชวนขนลุก นิดามองซ้ายขวาอย่างจับผิด หวังจะหาหลักฐานของสิ่งผิดปกติที่ลือกันนักหนา
ระหว่างที่เดินผ่านบันได พวกเขาได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมาเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบชื่อของภูธร เขาหยุดชะงัก ใบหน้าซีดเผือด “เมื่อกี้…ได้ยินไหม?” นิดาและฮิวโก้หยุดฟัง แต่ไม่มีใครได้ยินอะไร ฮิวโก้แกล้งพูดว่า “ผีคงอยากคุยกับแกมั้ง!” ก่อนจะหัวเราะ แต่นิดากลับมองภูธรด้วยสายตาจริงจัง “อย่าจินตนาการไปเอง”
ทั้งสามเดินต่อไปจนถึงห้องพักชั้นสอง ประตูบางบานปิดสนิท บางบานเปิดอ้าเหมือนรอการมาเยือน ในห้องหนึ่งพวกเขาเจอกับข้าวของเครื่องใช้เก่า ๆ มุมหนึ่งมีตู้เสื้อผ้าบานหนึ่งแง้มออกเล็กน้อย ภูธรจ้องไปที่ตู้แล้วขนลุกโดยไม่มีเหตุผล นิดาเปิดตู้ดูแต่ข้างในว่างเปล่า มีเพียงรอยมือจาง ๆ บนฝาตู้
เสียงฝีเท้าแปลก ๆ ดังขึ้นจากชั้นบน สองหนุ่มสาวหยุดฟังอย่างระแวดระวัง ฮิวโก้กระซิบ “มีคนอยู่ข้างบนแน่” นิดาไม่ลังเล เดินขึ้นบันไดนำหน้าไปอย่างกล้าหาญ ภูธรตามไปอย่างฝืนใจ เขารู้สึกเหมือนมีใครแอบมองจากความมืดที่ปลายโถง
ถึงชั้นสาม ทั้งหมดพบประตูห้องหนึ่งกั้นด้วยสายสิญจน์เก่า ๆ ที่ขาดแล้วครึ่งหนึ่ง นิดาสังเกตเห็นกระดาษยันต์หมึกจางแปะอยู่ข้างประตู ฮิวโก้พึมพำ “เคยมีคนทำพิธีอะไรสักอย่างแน่ ๆ” ภูธรกลืนน้ำลาย ขณะที่นิดาผลักประตูห้องนั้นเบา ๆ มันเปิดออกช้า ๆ ส่งกลิ่นอับรุนแรงทะลักออกมา
ภายในห้อง เฟอร์นิเจอร์ถูกคลุมด้วยผ้าขาวเก่าๆ ผนังด้านหนึ่งมีรอยขีดเขียนประหลาด หลายรอยคล้ายตัวหนังสือแต่ไม่มีใครอ่านออก นิดาเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ “หรือพวกเขาพยายามสื่อสารอะไร?” ฮิวโก้มองสำรวจรอบห้องพลางหยิบสมุดบันทึกเก่า ๆ ที่ตกอยู่มุมห้องขึ้นมาเปิดดู
ทันใดนั้น ประตูห้องปิดเองอย่างแรง ทั้งสามคนตกใจ ภูธรวิ่งไปพยายามเปิดแต่ล็อกแน่น ฮิวโก้หยิบไฟฉายส่องหาทางออก ขณะที่นิดาค่อย ๆ นั่งอ่านบันทึกขาด ๆ นั้น ในบันทึกเล่าว่าเจ้าของห้องนี้เคยได้ยินเสียงแปลก ๆ เรียกชื่อซ้ำ ๆ ทุกคืน จนเริ่มเห็นเงาคนในกระจกและเงาบนผนังที่ไม่ควรมี
ภูธรมองสำรวจรอบห้องอย่างร้อนรน ในขณะที่นิดาอ่านต่อด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ “…ถ้าได้ยินเสียงเรียก อย่าตอบกลับเด็ดขาด…” ฮิวโก้ถามเสียงแผ่ว “มันหมายความว่ายังไง?” นิดาเงียบไป ก่อนหันมามองภูธรที่เริ่มสั่นกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อไหลซึมทั่วใบหน้า
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นที่หน้าห้อง ทุกคนหยุดนิ่ง เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากฝาผนังด้านหนึ่ง “ใครอยู่ข้างนอก?” นิดาตะโกนถาม ไม่มีเสียงตอบรับ แต่เสียงเคาะเปลี่ยนเป็นเหมือนเสียงกรีดผนังแทน
ขณะที่ฮิวโก้พยายามหาสิ่งของมากระแทกประตูให้เปิด ภูธรเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ อีกครั้ง คราวนี้ฟังชัดเจนกว่าเดิม “ภูธร…ภูธร…ออกมา…” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเหมือนดึงให้เขาก้าวไปสู่ความมืด
“อย่าตามเสียงนั่น!” นิดารีบคว้าแขนภูธรไว้ แต่เขาเริ่มสับสน ราวกับเสียงนั้นสะกดใจให้เดินไปที่ผนังตรงข้ามประตู ฮิวโก้ตะโกน “ภูธร หยุดเดี๋ยวนี้!” แต่ภูธรกลับเอื้อมมือไปสัมผัสผนัง—ทันใดนั้นไฟฉายดับพรึ่บ ทุกอย่างมืดสนิท
เสียงลมหายใจหอบดังสะท้อนในห้อง นิดาเอื้อมหาไฟฉายของตัวเอง มือสั่นจนแทบหยิบไม่ติด ฮิวโก้กวาดมือหาทางออก ภูธรนิ่งอยู่กับที่ ความมืดถาโถมเข้าหัวใจ ทุกคนได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินวนรอบห้องเหมือนมีใครอีกคนอยู่ข้างใน
แสงไฟฉายของนิดาสว่างขึ้นอีกครั้ง สาดไปโดนมุมห้อง เห็นเงาคนสูงโย่งผิดรูปยืนพิงผนัง เงานั้นไร้ใบหน้า แต่มือเรียวยาวชี้มาทางพวกเขา ภูธรถอยหลังสะดุดล้มลงกับพื้น เสียงกระซิบกลับมาอีก “ออกมา…มาหาเรา…”
นิดามองหาทางเปิดหน้าต่างแต่ทุกบานถูกตอกตะปูปิดแน่น ฮิวโก้พยายามทุบประตูจนบานสั่นสะเทือน เสียงกรีดร้องจากเงานั้นดังขึ้นก้องห้อง ผนังเริ่มสั่นเหมือนจะถล่มลงมา ภูธรเริ่มร้องไห้ “พอแล้ว…ขอร้อง…อย่า…”
ทันใดนั้น ประตูเปิดออกอย่างแรง ทั้งสามวิ่งพรวดออกมาข้างนอกอย่างหมดแรง เสียงฝีเท้ายังวิ่งตามมาตามโถงทางเดิน พวกเขาวิ่งลงบันไดไปถึงชั้นล่างโดยไม่กล้าหันหลังกลับ นิดามองไปที่ทางเดินยาว พบว่าเงานั้นไม่ตามมาอีก แต่เสียงกระซิบยังแว่วมาจากความมืด
ขณะที่กำลังจะออกจากอาคาร ประตูทางออกกลับปิดเอง ภูธรหันไปมอง ฮิวโก้พยายามเปิดแต่ไม่ขยับ นิดาพยายามโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีสัญญาณ ทุกคนเริ่มโต้เถียงกัน ฮิวโก้โทษนิดาว่าดันทุรังเข้ามา นิดาต่อว่าฮิวโก้ว่าไม่จริงจังกับสถานการณ์ มีเพียงภูธรที่เริ่มพูดกับตัวเองและเสียงในหัว
เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบแทรกซึมเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนทั้งสามต้องหนีไปหลบซ่อนในห้องน้ำเก่า ๆ ฮิวโก้ปิดประตูแน่น นิดานั่งกอดเข่ารอฟังความเคลื่อนไหว ภูธรเริ่มพร่ำพูดว่า “เขาเรียกเรา…เขาจะเอาเรา…”
ในห้องน้ำมีรอยมือเปื้อนน้ำที่ประตูบานหนึ่ง ทั้งสามนั่งเงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้ามาหยุดตรงหน้าห้องน้ำ เสียงเคาะประตูดังขึ้นช้า ๆ และเสียงกระซิบเรียกชื่อภูธรชัดเจนขึ้น “ภูธร…ภูธร…ออกมา…” ฮิวโก้เอามือปิดปากภูธร นิดาหันไปสบตาเพื่อนและส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามตอบ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนเสียงฝีเท้าหายไป พวกเขาออกจากห้องน้ำอย่างระแวดระวัง ในความมืดนั้น ภูธรเริ่มเห็นภาพหลอนเป็นเงาคนเดินตาม ทุกคนตัดสินใจแยกย้ายกันหาเส้นทางออก แต่นิดาเตือนอย่างเคร่งขรึม “ห้ามใครฟังเสียงเรียก…ห้ามแยกกันเด็ดขาด” แต่ฮิวโก้เริ่มสติแตก วิ่งหนีออกไปตามโถงทางเดิน
นิดาและภูธรไล่ตามไปจนถึงชั้นใต้ดินของหอพัก ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องห้ามตามข่าวลือ ภูธรถูกดึงดูดด้วยเสียงเรียกแปลก ๆ ที่ดังย้ำชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เขาเริ่มเดินนำโดยไม่รู้ตัว นิดาพยายามห้ามแต่ไม่สำเร็จ
ในชั้นใต้ดิน แสงไฟอ่อน ๆ จากมือถือของนิดาส่องถึงกำแพงที่มีรอยขีดเขียนเดียวกับห้องชั้นสาม พวกเขาพบฮิวโก้นั่งร้องไห้อยู่มุมห้อง ข้าง ๆ มีร่างเงาหนึ่งยืนทาบ ฮิวโก้ครางว่า “เขาจะไม่ปล่อยเราออกไป…พวกเราเป็นของที่นี่แล้ว…”
เสียงกระซิบในหัวภูธรชัดเจนขึ้นจนเขาเริ่มตอบกลับโดยไม่ตั้งใจ “ครับ…ผมจะมา…ผมจะอยู่…” นิดาตกใจ รีบคว้าตัวภูธรไว้ “ห้ามตอบ! อย่าตอบ!” แต่ดูเหมือนสายเกินไป เงานั้นเข้ามาใกล้ ฮิวโก้กรีดร้องก่อนจะหายไปกับความมืด เงาสลายตัวหายวับไป
นิดาตัดสินใจลากภูธรออกไปที่ทางออกชั้นล่าง ระหว่างทางเสียงกระซิบกลับมาอีก “นิดา…นิดา…” เธอหยุดชะงัก น้ำตาคลอเบ้า เธอพยายามปิดหูแต่เสียงนั้นยังเล็ดลอดเข้ามา ภูธรเริ่มสติหลุด เดินตามเสียงเรียกเข้าสู่ความมืดอีกครั้ง
นิดาตะโกนร้องเรียกชื่อภูธร แต่เขาเดินหายไปในเงามืด กระทั่งเสียงฝีเท้าสุดท้ายเงียบหาย เธอเหลืออยู่คนเดียวในหอพักร้าง เสียงฝนยังคงตกกระหน่ำกับหลังคาเก่า เสียงกระซิบจากทุกห้องสะท้อนก้องอยู่ในหัวนิดา
เธอเดินโซซัดโซเซกลับขึ้นไปที่ห้องชั้นสาม พยายามหาร่องรอยของเพื่อนแต่ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่าและความเงียบงัน เธอทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตาไหลพราก ทว่าเสียงกระซิบยังคงตามเธอไม่หยุด “นิดา…นิดา…มาอยู่กับเรา…”
ด้วยความสิ้นหวัง เธอหยิบสมุดบันทึกเก่า ๆ ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง พบข้อความใหม่ที่เขียนด้วยลายมือสั่น ๆ “ไม่มีใครหนีเสียงเรียกได้…เมื่อได้ยินเสียงแล้ว ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…” แสงไฟในห้องค่อย ๆ ดับลง เงาไร้ใบหน้าค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในความมืด
เช้าวันต่อมา หอพักเก่ายังคงเงียบสงัด ไม่มีใครพบร่องรอยของนักศึกษาสามคนอีก