เงามืดใต้ต้นหว้า
เสียงลมกลางคืนพัดใบหว้าเก่าแก่หน้าวัดดังกระทบกันเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ แสงไฟถนนสีส้มสาดเงายาวบนพื้นดินที่ยังชุ่มน้ำฝนเมื่อเย็นวันก่อน กลิ่นดินเฉอะแฉะกับกลิ่นเปลือกไม้กรุ่นในอากาศเย็นเข้ากับความเงียบเหงาของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฝ้ายจอดรถจักรยานยนต์เก่าใกล้ประตูวัด ดวงตาเธอมองต้นหว้าสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างศาลาวัด รากมันยื่นออกมาเหมือนนิ้วมือแห้งเหี่ยว เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนเดินเข้าไปในศาลา ได้ยินเสียงคนพูดคุยเบาๆ ลอยมา
“จำได้ไหม สมัยเด็กๆ พวกเราชอบวิ่งเล่นตรงต้นหว้านั่น” เสียงแหบของบอยดังขึ้นเมื่อเพื่อนๆ มารวมตัวกันรอบโต๊ะไม้ยาว สีหน้าของทุกคนดูเหนื่อยล้าแต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“ฉันไม่ลืมหรอก แต่ฉันก็ไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกตั้งแต่…” อ้อยนิ่งไป สายตาเอาแต่หลบ ริมฝีปากเม้มแน่น
“ตั้งแต่ไอ้ต่วนหายไปใช่ไหม” นนท์พูดเสียงเบา เสียงของเขาสั่น ฝ้ายหันไปสบตากับนนท์ ต่างคนต่างไม่กล้าพูดถ้อยคำต่อไป
วงสนทนาเงียบลง ทุกคนมองหน้ากันโดยไม่กล้าสบตานาน บรรยากาศข้างในศาลาเย็นยะเยือกแม้ไม่มีลม ไฟนีออนกระพริบแผ่วเบาเหมือนจะดับ
“แล้ว…ทำไมเราต้องกลับมาพร้อมกันตอนนี้” บอยถามขึ้น ท่ามกลางความเงียบ
ฝ้ายถอนหายใจ “งานศพของอาจารย์รุจน์นี่ไง อีกอย่าง…ฉันฝันถึงต้นหว้าบ่อยๆ ฝันว่ามีใครบางคนเรียกชื่อฉันจากใต้ต้นไม้”
“เฮ้ย พูดอะไรแบบนี้” อ้อยเสียงสั่น
เสียงลมพัดเข้ามาในศาลา ประตูไม้สั่นครืดคราด ฝ้ายเม้มปากแน่น ก่อนมองออกไปที่ต้นหว้า เงาเครือเถาวัลย์พลิ้วไหวราวกับมีชีวิต
เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านม่านหน้าต่าง นนท์ลืมตาตื่นในห้องพักวัดที่คุ้นเคยแต่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นไม้กรุ่น เขามองไปที่เพื่อนๆ ที่นอนเรียงกันบนเสื่อ อ้อยยังหลับสนิท ส่วนบอยลืมตามองเพดานนิ่งๆ
“เมื่อคืนได้ยินเสียงเหมือนคนเดินรอบศาลาไหม” บอยถามเสียงแผ่ว
“คิดว่าใช่หมา แต่ก็…” นนท์พูดไม่จบ เขารู้ดีว่าเสียงนั้นไม่เหมือนหมา มันเหมือนเสียงเล็บขูดไม้ช้าๆ เสียงที่เขาได้ยินในวัยเด็ก
เมื่อเดินเข้าไปในลานวัด รอยโคลนเล็กๆ เหยียบย่ำอยู่รอบต้นหว้า ราวกับมีบางอย่างเดินวนอยู่ตอนค่ำ ฝ้ายเดินเข้าไปใกล้ ต้นไม้สูงใหญ่ดูกดดันอย่างประหลาด รากไม้ขดแน่นเหมือนปมเชือก
“เมื่อคืนใครเดินไปแถวนี้บ้าง” ฝ้ายถาม ทุกคนส่ายหัวพร้อมกัน อ้อยขยับเข้ามาใกล้ฝ้าย
“เมื่อก่อนใต้ต้นหว้ามีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่านะ” อ้อยพูดเบาๆ
นนท์เดินวนรอบต้นไม้ เหลือบมองขึ้นไปบนกิ่งสูง เงาดำทาบทับพื้นเหมือนม่านบางๆ ที่ขวางไม่ให้เห็นอะไรชัดเจน
ระหว่างเดินกลับศาลา ทั้งสามได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาจากลม เสียงนั้นคล้ายเสียงเด็ก ราวกับเรียกชื่อใครบางคน แต่เมื่อหันกลับก็ไม่มีใคร
กลางคืนที่สองของงานศพ เสียงพระสวดคล้ายจะจางหายไปในอากาศ ฝ้ายรู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องมองจากเงามืดใต้ต้นไม้ เธอเดินออกไปเงียบๆ อ้อยกับนนท์เดินตามมาโดยไม่พูดอะไร
รอบต้นหว้ามีหมอกบางลอยต่ำ อากาศหนาวเย็นผิดปกติ ฝ้ายหยุดยืนใต้ร่มเงา ขนลุกวาบเมื่อได้กลิ่นเน่าอ่อนๆ ลอยมากับลม
“เมื่อก่อน…ที่ไอ้ต่วนหายไป ไม่มีใครเจอศพมันใช่ไหม” ฝ้ายถามเสียงแผ่ว มองกิ่งไม้ที่เอื้อมลงมาใกล้ศีรษะ
นนท์พยักหน้าช้าๆ “พ่อฉันว่า ต้นหว้ากินเด็ก…”
“อย่าพูดบ้าๆ” อ้อยกระซิบ ริมฝีปากสั่น
ทันใดนั้น เงาบางอย่างพาดผ่านพื้น ราวกับมีใครเดินอยู่ใต้กิ่ง เงานั้นไม่ใช่ของทั้งสามคน ทุกคนหยุดนิ่ง หายใจไม่ทั่วท้อง
เสียงกิ่งไม้ลั่นกรอบแกรบ ก่อนเงานั้นค่อยๆ หายไปในความมืด ฝ้ายใจเต้นแรง เธอจับมืออ้อยแน่น ทุกคนเงียบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
รุ่งเช้า ชายชราผู้ดูแลวัดเดินมาหากลุ่มเพื่อน เขาถือจอบเก่าๆ ในมือ สายตาเขาจ้องต้นหว้าอย่างระวัง
“อย่าไปเล่นแถวต้นหว้านั่นตอนกลางคืน” เขากำชับ “มันมีของที่ไม่ควรเปิด”
บอยขมวดคิ้ว “ของอะไรครับลุง?”
ชายชรานิ่งไปนาน “มีบางอย่างฝังอยู่ใต้ต้นนั้น ตั้งแต่รุ่นปู่ย่า…”
ฝ้ายลองถามต่อแต่ชายชราปฏิเสธจะพูดเพิ่ม เธอสังเกตเห็นข้อมือชายชรามีรอยแผลเก่าเป็นรูปวงกลมเหมือนรากไม้
คืนนั้น ฝันแปลกประหลาดผุดขึ้นมาในหัวฝ้าย แม้ไม่ชัดเจน เธอรู้สึกว่ามีใครบางคนดึงเธอลงไปในดินเย็นๆ เสียงเด็กหัวเราะก้องในความมืด ก่อนเธอสะดุ้งตื่นด้วยเหงื่อชุ่ม
ระหว่างวัน ฝ้ายเดินตรวจรอบต้นหว้า เธอพบเหรียญเก่าๆ ฝังอยู่ในดิน รอยขูดบนโคนต้นไม้เป็นอักษรประหลาดที่เธออ่านไม่ออก
บอยกับนนท์ช่วยกันขุดดินรอบๆ พบเศษผ้าขาดวิ่นสีหม่นๆ ฝังลึกอยู่ในราก ฝ้ายมือสั่นเมื่อจับมันขึ้นมา กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ลอยฟุ้ง รอยเลือดแห้งกรังยังติดอยู่
“นี่มัน…เสื้อของต่วน” อ้อยพูดเสียงแผ่ว สีหน้าซีดเผือด
“ใครเอามาฝังไว้ ใครกันแน่?” นนท์กระซิบ เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก
เสียงกิ่งไม้ลั่นกรอบแกรบเหนือหัว เงาดำพลิ้วไหวไปมาตามสายลม ฝ้ายรู้สึกเหมือนมีมือเย็นๆ วางลงบนไหล่ เธอสะดุ้งสุดตัวแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
เมื่อค่ำคืนนี้มาถึง งานศพเข้าสู่คืนสุดท้าย กลุ่มเพื่อนนั่งรวมกันในศาลา ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่พบ ทุกคนเงียบ บรรยากาศอึดอัดกดดัน
“เราควรบอกใครดีไหม” อ้อยถามเสียงสั่น
“ไม่มีใครเชื่อหรอก เด็กหายไปสิบห้าปี ไม่มีหลักฐานอะไร” บอยถอนหายใจ มองออกไปทางต้นไม้
“หรือ…เราจะลองถามพระ?” นนท์กระซิบ แต่ไม่มีใครตอบ
เสียงพระสวดจบลง เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจ ทุกคนหันมาสบตากันอย่างหวาดระแวง ฝ้ายลุกขึ้นช้าๆ
“ถ้าเราไม่หาคำตอบคืนนี้ เราจะไม่มีวันหลุดจากเรื่องนี้” ฝ้ายตัดสินใจ
ทั้งสี่คนเดินออกจากศาลาไปยังต้นหว้า ไฟฉายในมือสาดส่องรากไม้หนาทึบ หมอกเริ่มลอยต่ำ เสียงกิ่งไม้ลั่นกรอบแกรบเป็นจังหวะ เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นรอบตัว
ฝ้ายค่อยๆ ขุดดินใต้รากหว้า มือสั่นจนถือจอบแทบไม่ไหว ทุกคนช่วยกันขุดจนรากไม้เผยให้เห็นกล่องไม้เก่า ฝ้ายเปิดกล่องด้วยมือเปล่า ข้างในมีรูปถ่ายเด็กชาย เส้นผม และของเล่นเก่าๆ ปะปนอยู่
เสียงร้องไห้เบาๆ ดังขึ้นรอบตัว กลุ่มเพื่อนหยุดนิ่ง เงามืดค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้จากทุกทิศทาง ภาพในรูปถ่ายสั่นไหวราวกับมีชีวิต
บอยคว้ากล่องวิ่งหนี แต่ขาเขาเหมือนติดกับดินเหนียว ฝ้ายกับอ้อยดึงเขาขึ้นมา สายตาทุกคนจับจ้องไปที่เงาดำใต้ต้นไม้ เงานั้นค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างเด็กชาย เปลือกตาขาวโพลน เสียงแหบพร่าเรียกชื่อแต่ละคนทีละคน
“ฉัน…อยาก…กลับ…บ้าน…”
อ้อยร้องไห้ฟูมฟาย ฝ้ายสั่นจนยืนแทบไม่ไหว เสียงเด็กชายดังขึ้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เงานั้นชี้ไปที่กล่องไม้ในมือฝ้าย
“อย่าทิ้งฉันไว้ที่นี่…”
ทุกคนต่างแข็งค้าง จนฝ้ายตัดสินใจเอากล่องไปวางไว้ที่โคนรากหว้า เงามืดค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจเย็นยะเยือกและหยาดน้ำตาของอ้อย
รุ่งเช้า อากาศแจ่มใสผิดปกติ ต้นหว้าสูงใหญ่ยังคงตั้งตระหง่าน แต่ไม่มีเงาดำหรือเสียงกระซิบอีกต่อไป กลุ่มเพื่อนเก็บของเงียบๆ ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ไม่มีใครอยากเหลียวกลับไปมองต้นไม้ต้นนั้นอีก
ก่อนเดินทางกลับ ฝ้ายหยุดยืนใต้ต้นหว้าอีกครั้ง เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างเบาสบายหลุดออกจากหัวใจ แต่อีกมุมหนึ่งของใจ เธอรู้ว่าความลับใต้รากไม้ยังคงอยู่ รอวันที่ใครบางคนจะกล้าขุดมันขึ้นมาใหม่