๙๙ วันเหนือเมฆา : ตำนานแห่งคีรินทร์และนครรัตติกาล
แสงทองอ่อนระยับลอดผ่านม่านเมฆขาวนวล ผิวน้ำเมฆราบเรียบดังกระจกสะท้อนยอดหอคอยศิลาและโค้งอาคารใสแห่งนครคีรินทร์ เสียงระฆังทองคำลอยผ่านสายลม หากเงาฟ้ากว้างและความเวิ้งว้างไร้ปลายขอบเขตยังซ่อนความลับคลุมเครือในทุกวินาที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณ ริมขอบเมฆ เด็กหนุ่มชื่อเวริษยืนตัวสั่น ใบหน้าซีดเผือด เขากำลังจ้องลงเบื้องล่าง ฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตาไม่มีพื้นให้ยึด หนึ่งในผู้คนจำนวนน้อยหนักที่ถูกคัดเลือกให้เป็น ‘ผู้เก็บความทรงจำ’ ของนครคีรินทร์ ผู้ที่ต้องเดินข้ามเมฆาเพื่อนำข่าวสารและตำรากลับมารักษาความสมดุลระหว่างมนุษย์กับท้องฟ้า
ความกลัวกลางใจเวริษ ไม่ใช่การลอยอยู่บนฟ้า หากแต่เป็นเสียงเปรี้ยงของฟ้าผ่าที่มักมาเยือนเมื่อมีสิ่งผิดสมดุล สมัยยังเด็ก เขาเคยเกือบตายจากฟ้าผ่าในคืนพายุ และไม่เคยลืมเจ็บปวดนั้น ความหวาดระแวงเกาะกินความกล้าทั้งมวล
วันนี้ไม่เหมือนวันอื่น หัวหน้าสภาโบราณเรียกประชุมใหญ่ พวกเขาแจ้งว่านครรัตติกาล เมืองพี่น้องที่ลอยอยู่ถัดไปทางตะวันตกถูกคำสาปราตรีนิรันดร์ — พระอาทิตย์ไม่อาจฉายเหนือฟ้าของพวกเขาได้อีกต่อไป ความเยือกเย็น รัตติกาลไม่ขาดตอน ส่งผลให้เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า คำสาปนี้กล่าวกันว่าถูกสร้างโดย ‘ผู้ดูแลเมฆดำ’ โบราณเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์หลงลืมจิตวิญญาณแห่งฟ้า
ผู้ชราท่านหนึ่งจากสภาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เราต้องส่งใครบางคนไปเสาะหา ‘โชชาน’ ผู้ครองศีลเมฆทอง สัตว์วิเศษที่สามารถคืนสมดุลระหว่างแสงอาทิตย์กับความมืดในนครรัตติกาลได้” การท้าทายส่งทอดสู่สายตาทุกคน ทว่าบรรดาผู้เก่งกล้าแต่ละหลีกเลี่ยงสายตาเวริษราวกับกลัวคำสาปจะติดตัว เวริษรู้ทันทีว่าไม่มีใครสมัครใจ
เส้นลมหายใจขาดช่วง เขาตัดสินใจก้าวเท้าออก “ข้าจะอาสา” คำพูดนั้นหลุดออกมาทั้งที่หัวใจยังสั่น
มารดาเวริษรัดเขาแน่น ดวงตาเปียกชื้น เธอยื่นเครื่องรางศิลาใสตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ “อย่ากลัวเสียงฟ้า เจ้าคือฟ้าเช่นกัน” เธอพูดอย่างอ่อนโยน เวริษรับไว้ แม้ไม่เชื่อสนิทนัก
ก่อนออกเดินทาง เขาผูกสายรัดข้อเท้าที่ทอจากเส้นขน ‘นราห์’ นกแห่งปัญญาของนครคีรินทร์ ให้กลิ่นอายขนนกเหมือนสายลมอุ่นปลอบใจ เขาเดินผ่านประตูเมฆขาว สายหมอกเริ่มโอบล้อมกาย และมหานครแห่งความทรงจำค่อย ๆ เล็กลงในสายตา
เมฆาทอดตัวยาวสุดขอบฟ้า แผ่นลอยน้ำเมฆาพรายแสง ม่านเมฆส่องประกายสีเงิน เวริษจำคำสอน “บนเมฆมีชีวิตซ่อนอยู่เสมอ—ต้องเคารพทุกสิ่ง ไม่เช่นนั้นเมฆจะกลายร่างเป็นศัตรู”
เงาระหว่างเมฆสะท้อนวูบวาบ เด็กหนุ่มหยุดเดิน จ้องเห็นดวงตาคู่หนึ่งปรากฏขึ้นในม่านหมอก มันคือ ‘โชชาน’ สิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยมีใครเห็นชัด รูปทรงคล้ายกวางแต่หางเป็นละอองเมฆ ขนเป็นลายคลื่นสีทองสลับเงิน เขาสองข้างเหยียดโค้งเหมือนเส้นสายฟ้า
โชชานกระโดดข้ามเมฆาด้วยความว่องไว แต่อยู่ห่าง เวริษยื่นศิลาใสช้า ๆ “เจ้า…จะช่วยข้าหรือไม่?”
โชชานสูดลมหายใจ เสียงเหมือนสายลมพัด “เจ้าไม่ใช่เจ้าชาย ไม่ใช่ผู้วิเศษ เหตุใดจึงเชื่อว่าช่วยนครรัตติกาลได้?”
เวริษนิ่ง คำพูดนั้นแทงใจ “ข้า…ข้าแค่ไม่อยากเห็นใครทุกข์ทรมานเพราะความมืด”
โชชานหัวเราะเบา ๆ แล้วถอยขึ้นเมฆสูง จู่ ๆ ฟ้าแปรเปลี่ยน เมฆาดำรวมตัว สายฟ้าฟาดร้อง โชชานหายวับ ทิ้งแต่ร่องรอยบนเมฆ เวริษใจเต้นระรัว แต่คลื่นเมฆเบื้องหน้าเปิดเส้นทางใหม่
เขาค่อย ๆ ปีนขึ้นเมฆชั้นสูง ลมหนาวเฉียบพัดระรอก เสียงวิจารณ์จากเพื่อนในอดีตผุดขึ้นในหัว “เด็กขี้ขลาดอย่างเจ้าไม่มีวันเปลี่ยนแปลงโลกได้” เวริษกัดฟันแน่น ข้ามเส้นทางเมฆที่สั่นคลอน โน้มตัวหลบเสียงฟ้าร้องแต่ละทอด
ทันใดนั้น กลุ่มสัตว์เมฆาอีกชนิดหนึ่งปรากฏขึ้น เรียกว่าวาโมร์ คล้ายกระต่ายตัวโตแต่มีปีกและร้องเสียงแหลม เมื่อเวริษหยุดหายใจ วาโมร์กระโจนผ่านเขาไป บางตัวพุ่งเข้าลูบขนที่ข้อเท้าของเขา เสียงลมอ่อนโยนในใจ “กลัวก็ยอมรับ ร้องขอกำลังใจจากเมฆา เมื่อถึงเวลา เจ้าจะได้ยิน…” เสียงเลือนหาย เขาเก็บคำนี้ใส่ใจ
ระหว่างพักใต้ร่มเมฆสีทอง เขาทดลองตะโกนขอให้โชชานปรากฏ แต่ไร้เสียงตอบกลับ สิ่งเดียวที่ตอบสนองคือลมแรงเบื้องสูงที่พัดม่านหมอกเปิดเป็นช่อง เห็นมหานครรัตติกาล แม้ยังอยู่ห่างไกลแต่แสงดาวของนครแตกต่างออกไป — สว่างเรืองรองกลางความมืดล้ำลึก
ขณะข้ามระหว่างเมฆหนึ่งไปอีกเมฆหนึ่ง เวริษตกลงไปในช่องว่างรอยแยกของเมฆาสีเทา เขาพลัดลงใน “เงาแห่งขุนเขาเมฆ” ซึ่งเป็นแดนลับแล เหล่าออร์ริส สัตว์คล้ายปลาขนนกเรืองแสง ว่ายผ่านเมฆาด้วยเสียงร้องดุจสายพิณที่ใกล้ขาด ได้ยินเรื่องราวเก่าก่อนว่าหากผู้ใดล้มเหลวในการรักษาสมดุล คนผู้นั้นจะติดอยู่ในเงาแห่งขุนเขานี้ตลอดไป
เวริษเรียกกำลังใจ เดินผ่านสายพิณเสียงแปลก ตัดสินใจหยิบศิลาใสออกมา ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วดัง “จงเชื่อมั่นในรอยแผล” แสงจากศิลาใสเปล่งประกายชั่วพริบตา พาเขาพ้นจากขุนเขาเมฆ กลับสู่เส้นทางเดิมอย่างเหนื่อยล้า
ขณะก้าวเดินต่อ ภาพข้างหน้าคือ ‘สะพานสายรุ้งเงียบ’ สะพานที่สร้างจากสายไหมเมฆา เป็นเส้นเดียวที่เชื่อมนครรัตติกาลกับนครคีรินทร์ได้ในคืนไร้จันทร์ เขาเดินฝ่าหมอกชา เงาวูบวาบอีกครั้ง โชชานมายืนขวางหน้า
“เจ้ากลัวอะไรที่สุด?” โชชานถาม
เวริษสั่นเล็กน้อย กลืนน้ำลาย “ข้ากลัวความว่างเปล่า ก้าวผิดแล้วตกไปไม่มีวันกลับ” ดวงตาโชชานกลายเป็นกระจก ใจของเวริษปรากฏในนั้น — เห็นภาพตนเองล้มลุก บาดแผลในอดีต ทุกเสียงหัวเราะเยาะ
“กลัวบ้างก็ดี” โชชานเอ่ย “แต่เพื่อช่วยนคร เจ้าต้องยอมแลกบางอย่าง”
ถึงตอนนี้เมฆาเริ่มหมุนรอบตัวอย่างรุนแรง ลมกรรโชกเริ่มกวาดทุกสิ่ง เสียงฟ้าคำรามคล้ายจะฉีกสลายสะพานสายรุ้ง เวริษตัดสินใจถอดสายรัดข้อเท้านราห์ ผูกกับเสาสะพานเพื่อชะลอการพังทลาย
เมื่อสะพานนิ่งลง โชชานเงียบนิ่ง อีกครู่หนึ่งกล่าว “เจ้าต้องเดินคนเดียว เจ้ามีสิทธิ์เลือก จะถอย หรือก้าวต่อ แม้ข้อเท้าไร้เครื่องป้องกัน” เวริษหลับตา พนมมืออธิษฐานถึงสายลม รำลึกถึงอ้อมกอดมารดา เขาก้าวข้ามสะพานด้วยหัวใจเต็มไปด้วยความกลัวและศรัทธาในเวลาเดียวกัน
นครรัตติกาลปรากฏสู่สายตา อาคารมืดหม่น ไม่มีแสงอาทิตย์ประดับ หญิงชราในชุดสีเงินรอคอย “เจ้าคือใคร?” เธอถาม
เวริษตอบ “ข้ามาเพื่อปลดคำสาปและขอโทษในความลืมเลือนของมนุษย์” ชาวเมืองรัตติกาลทอดสายตามากมาย บางคนตะโกนด้วยความสิ้นหวัง “จงพาเรากลับคืนแสง!” ทว่าบางคนกลับก้มหน้ารับความมืดราวกับยอมจำนน
โชชานเดินเข้ากลางเมือง ขนของมันปล่อยละอองแสงฝุ่นสีทอง “ใครก็ตามที่กล้าขออภัยต่อฟ้าและความกลัวตนเอง จะได้คืนแสง”
เวริษตั้งศิลาใสกลางลานหลัก ฟังเสียงผู้อยู่อาศัย เผยทุกเรื่องราวความหวาดกลัว ขอโทษต่อการละเลยและความผิดพลาด พายุคำสาปเคลื่อนมาปกคลุมหมู่คน เสียงฟ้าต้องดังขึ้นอีกครั้ง
ณ ห้วงวิกฤต โชชานถาม “เจ้าจะยอมเสียสละได้หรือไม่?” เวริษลังเล หวันไหว ประจันหน้ากับความว่างเปล่าภายใจ แล้วเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว “ถ้าแสงจะกลับมาได้ ขอให้ข้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของเมฆานี้”
ทันใดนั้น เสียงสั่นสะเทือน คลื่นของเมฆาไหลวน สายฟ้าฟาดลงกลางศิลาใส ก่อนกลับกลายเป็นละอองแสงสีทองปกคลุมทั้งนครรัตติกาล เมฆาดำล่าถอย ดวงอาทิตย์แรกในรอบศตวรรษกลับมาโลมเมือง
เมื่อแสงฟ้าทอทั่วทุกซอก เวริษกลับไม่อยู่ที่เดิม ร่างเขากลายเป็นภาพจางในละอองเมฆ ทุกคนได้ยินเสียงในลมหายใจ “อย่ากลัวแผลใจ เพราะมันคือสะพานสู่ฟ้า”
โชชานยืนเฝ้ามอง เวริษเป็นดั่งสัญลักษณ์ของความหวังบนฟ้า นครรัตติกาลและคีรินทร์พื้นที่ลอยฟ้ากลับมาถ้วนสมดุลเหนือแผ่นเมฆอีกครั้ง ทุกปีเมื่อแสงอาทิตย์แรกโลมเมือง จะมีเมฆหยาดน้ำตาแตะลงตรงศิลาใสกลางนคร เป็นสัญญาณว่าผู้หนึ่งได้เรียนรู้ รัก กลัว และกล้า… และสร้างตำนานให้ฟ้ายังคงรุ่งโรจน์ตลอดไป