ฤดูที่เราไม่ลืม
แสงแดดแทรกผ่านผ้าม่านโปร่งของร้านกาแฟเล็ก ๆ ริมทะเลศรีราชา เก้าโมงเช้า ปุริมยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์คอยชงกาแฟ ทั้งยังรู้สึกแปลกใจที่ตัวเองยอมตื่นเช้าเพียงเพราะลูกค้าประจําเขียนข้อความว่า “ขออเมริกาโน่เย็นใส่มะนาวทุกเสาร์” บนโพสต์อิทสีเหลืองติดที่ประตู
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเปิดประตูดังขึ้น ปุริมเงยหน้าจากเครื่องบดกาแฟ ตาก็ปะทะกับหญิงสาวผมยาวใส่แว่นดำ วีนัส เพื่อนเก่าสมัยมอปลาย เธอก้าวเข้ามาเงียบ ๆ วางกระเป๋าผ้าลายดวงดาวไว้ข้างตัว
“ยังมีเมล็ดเอธิโอเปียอยู่นะ” ปุริมพูดนิ่ง ๆ พยายามไม่ให้น้ำเสียงสั่นทั้ง ๆ ที่ใจเต้นเร็วเกินเหตุ
วีนัสถอดแว่น ปรายตามองเขา “คราวนี้เปลี่ยนใจ ขออะไรก็ได้หวาน ๆ ประจำร้านนายสิ”
ในเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ของวีนัสมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ปุริมรู้ว่าหลายปีมานี้เธอผ่านเรื่องราวมากมาย — แต่คำพูดติดค้างในคอ เขาทำได้แค่ยิ้มแล้วหันไปจับแก้ว พลางคิดอะไรไม่ออก
“ลมแรงจังเนอะ” วีนัสกระซิบ เงียบไปนานราวกับตั้งใจฟังเสียงคลื่นแทนคำพูดฟุ่มเฟือย
“ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิม…หรือเปล่า” เธอถามต่อเบา ๆ
เขาตอบไม่ได้ — ไม่รู้ว่าควรพูดถึงร้านกาแฟ หรือพูดถึงตัวเอง
ปุริมรินกาแฟลงแก้ว มือสั่นเล็กน้อย สุดท้ายเขาวางแก้วบนโต๊ะหน้าวีนัส “ฤดูนี้แดดแรงกว่าปีที่แล้วเยอะ”
เธอยิ้ม “แต่ฉันกลัวฝนมากกว่าแดด”
เขาเงียบ ไม่กล้าถามว่าทำไม
วีนัสหยิบสมุดวาดรูปเล่มหนาออกมาเปิด ไม่พูดคำใด ปุริมชะโงกดู เห็นภาพสีน้ำทะเลกับกระดาษที่ออกจะเปื้อนรอยน้ำตาเก่า ๆ
“ไปเดินชายหาดกันไหม” เธอลุกขึ้นกะทันหัน ราวกับต้องการหลีกหนีเงาของอดีต
ตอนแรกเขาลังเล แต่ก็ตอบตกลงแบบงง ๆ เดินตามเธอออกจากร้าน สองคนเดินเคียงกันโดยต่างคนต่างไม่พูดอะไร เสียงคลื่นซัดฝั่งกลบความจริงที่ยังไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ย
วีนัสเดินเหม่อ มองเท้าตัวเองย่ำบนทราย “บางทีเราเดินทางไกลกันมากเกินไป ทั้งที่อยากหยุดแค่ตรงจุดเดิม”
“หรือเราไม่เคยหยุดจริง ๆ เลย” เขาตอบเบา ๆ
วีนัสหัวเราะเหมือนขำตัวเอง “นายยังวาดรูปอยู่ไหม”
“ก็…ไม่บ่อยละมั้ง งานก็รุงรัง ผู้ใหญ่บ้านฉันชอบบ่นว่าต้องรีบหางานประจำ”
เธอไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มแปลก ๆ ปรากฏขึ้น
เมื่อกลับถึงร้าน วีนัสขอตัวกลับ เธอจ้องมาที่เขา “แล้วพรุ่งนี้ นาย…ว่างไหม”
ปุริมลังเลนานกว่าจะตอบ “ว่าง” ทั้งที่มีงานต้องส่งอีกเพียบ
วันที่สอง วีนัสมาร้านแต่เช้า เธอเอาสีไม้กับกระดาษมานั่งปาดเล่น ปุริมชวนคุยเรื่องดนตรี เธอชวนคุยเรื่องความฝัน เรื่องที่อยากไปเรียนต่อเมืองนอกแต่พ่อไม่ยอม
“มันแปลกดีนะ นายกับฉันต่างก็กลัวอนาคตกันคนละแบบ” เธอพูดยิ้มเศร้า ๆ
“แล้วถ้าเรากล้าขึ้นมาได้สักวันล่ะ จะดีไหม”
เสียงคลื่นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่วีนัสจะตอบ “ไม่รู้เหมือนกัน…แต่คงดีมั้ง”
บางค่ำคืน ปุริมจะนั่งวาดรูปต่อที่ร้านจนดึก เหมือนรออะไรบางอย่างที่ไม่มีชื่อ เขากลัวความเงียบ กลัวการสูญเสีย แต่ก็หยุดความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่วีนัสเปิดประตูเข้ามาไม่ได้
วีนัสเริ่มช่วยปุริมเสิร์ฟกาแฟ รินน้ำ ตัดเค้ก เธอแหย่เขาว่ายิ้มไม่เป็น ปุริมแค่ส่ายหน้า บางครั้งก็บ่นเรื่องต้นทุนร้าน ความไม่แน่นอนของชีวิต เธอนั่งฟังเงียบ ๆ มือลูบสมุดภาพไม่พูดอะไร
“นายคิดจะหนีอะไรอยู่หรือเปล่า” เธอถามในวันฝนตกวันหนึ่ง
ปุริมอึ้งไปนาน “ก็คงหนี…ตัวเอง”
ฝนซาดลงแรงขึ้น หยาดน้ำฝนแตะกระจกหน้าร้าน สองคนใช้ความเงียบแทนคำสนทนา
คืนหนึ่ง ปุริมฝันถึงภาพวีนัสหายไปจากชีวิต เขาสะดุ้งตื่นกลางดึก หายใจรัวอย่างหวาดกลัว ไม่มีใครรู้ว่าความกลัวนี้คืออะไร บางทีอาจเป็นความกลัวที่จะเสียใครสักคนไปอีกครั้ง
วันต่อมา ลูกค้าเก่าของร้านคนนึงพูดกับปุริมเบา ๆ ว่าวีนัสร้องไห้อยู่ที่หาดเมื่อวาน เขากลับบ้านไปคิดทั้งคืน แต่ไม่กล้าถามเธอ
วันถัดมา วีนัสหายไป ปุริมโทรหาไม่รับ ไลน์ไม่อ่าน ราวกับเธอหายตัวไปจากโลก ปุริมเอาแต่ถ่วงเวลาราวกับไม่อยากยอมรับว่าเธออาจไปจากเขาแล้ว
สามวันผ่านไป วีนัสกลับมาในคืนฝนตก เธอเคาะประตูร้าน ปุริมเปิดให้โดยไม่กล้าสบตา
“ขอโทษที่ไม่บอก” เธอพูดเสียงเบา “มีคนป่วยที่บ้าน พยายามจัดการบางอย่าง…เลยหายไป”
“คิดว่า…จะไม่กลับมาอีก” ปุริมพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก
วีนัสพยักหน้า “ฉันก็คิดแบบนั้น”
“แต่…” เธอนิ่งไปนาน “ฉันคิดถึงนาย จริง ๆ”
เขายืนนิ่ง รู้สึกลมหายใจติดขัด
เช้าวันถัดมา ทั้งคู่ไปนั่งร้านราเม็งที่ห่างไปสองซอย วีนัสพูดเรื่องความฝันอีกครั้ง เธอได้ทุนเรียนต่อที่ญี่ปุ่น แต่ไม่แน่ใจว่าควรรับหรือไม่เพราะแม่ยังป่วย
“แล้วนายล่ะ ถ้าวันหนึ่งฉันไปจริง ๆ”
ปุริมนิ่ง “ก็คงคิดถึง แต่ดีใจกับเธอด้วยมั้ง”
วีนัสหัวเราะเหมือนขำตัวเอง “นายโกหกไม่เก่งหรอก”
เสียงช้อนกระทบชามราเม็งดังในความเงียบ สายตาทั้งสองคนมองผ่านกระจกฝ้ามองฝนข้างนอกโดยไม่มีใครกล้ามองหน้ากัน
วันเวลาผ่านไป วีนัสต้องดูลแม่ ปุริมมีงานศิลปะชิ้นใหญ่ต้องส่ง แต่ใจกลับวุ่นวาย ทุกอย่างดูอึดอัด ความกลัวแทรกซึมในบทสนทนาเงียบ ๆ
“นาย…กลัวอนาคตไหม” วีนัสถามวันหนึ่งตอนพระอาทิตย์จะตก
ปุริมขมวดคิ้ว “กลัว…แต่กลัวเสียเธอมากกว่า”
เธอวางมือบนมือเขา แต่ไม่พูดอะไร
เย็นวันหนึ่ง ปุริมตัดสินใจบอกวีนัสเรื่องที่เขาทิ้งทุนเรียนต่อเมืองนอกเพราะกลัวฝืนใจครอบครัว กลัวทุกอย่างเปลี่ยนไป วีนัสนิ่งฟัง ไม่ตัดสิน เธอตอบเพียง “เราทุกคนก็เลือกผิดได้… แต่เราต้องยอมรับมัน”
คืนหนึ่ง วีนัสพูดกับปุริม “ถ้าพรุ่งนี้ฉันต้องไป นายคงไม่ต้องคิดถึงฉันอีกแล้ว”
เขายืนนิ่งนาน “ถึงเธอจะหายไปสิบปี ฉันก็ยังจำได้”
ทั้งคู่หันหน้าหนีจากกันเหมือนกลัวความจริง
วันตัดสินใจใกล้มาถึง วีนัสตัดสินใจรับทุน ทุกอย่างดูนิ่ง เธอหลบหน้าปุริมหลายวัน เขาหลบตาเธอเช่นกัน เหมือนต่างฝ่ายต่างกลัวคำลา
คืนก่อนเธอจะบิน ทั้งสองเจอกันที่ชายหาดฝั่งเดียวกับวันแรก
วีนัสพูดตะโกนแข่งกับเสียงคลื่น “นายไม่ต้องรอฉันก็ได้นะ!”
ปุริมตอบ “ฉันไม่รู้จะรออะไร แต่ฉันจะไม่ลืมฤดูนี้”
วีนัสหัวเราะพลางร้องไห้ “เราเขินกันเองทั้งชีวิตจริง ๆ”
ทั้งสองเดินกลับร้านกาแฟโดยต่างคนต่างเงียบ รอยยิ้ม และน้ำตา ผสมปะปนกัน
เช้าวันเดินทาง ปุริมไม่ไปส่งวีนัสที่สนามบิน เขานั่งอยู่ที่ร้าน เปิดสมุดเขียนภาพที่มีภาพวีนัสเต็มไปหมด มีข้อความเขียนแผ่วเบาว่า “ขอให้ฤดูหน้าของเธอสวยงาม”
แสงแดดปลายฤดูร้อนอันอบอุ่น พัดผ่านหน้าต่างร้านกาแฟ ปุริมลุกขึ้นต้มกาแฟแก้วใหม่ หยิบรูปวีนัสมาเสียบไว้บนเคาน์เตอร์ เขาหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับยอมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบ
ฤดูหน้าจะเป็นยังไง เขาไม่รู้ แต่ในฤดูนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับวีนัสเติบโตอย่างช้า ๆ ด้วยร่องรอยรอยยิ้ม น้ำตา ความกลัว การให้อภัย — และความเงียบที่ให้หัวใจได้พูดแทนทุกคำพูด