ตะวันเพลิงที่ลอยบนผิวน้ำ
แสงตะวันสุดท้ายของวันเคลือบผิวน้ำในหมู่บ้านเปลวเพลิงด้วยเงาสีทองแดง ฟ้า สาวน้อยผมดำขลับ วัยสิบเจ็ดปี ชะโงกหน้าออกนอกชานบ้านไม้เก่า เท้าเปล่ายกขาขึ้นกอดอย่างไร้สติ ดูผิวน้ำสั่นระลอกคลื่นที่สะท้อนแสงตะวันที่กำลังตกดินอย่างเหงาๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงพ่อ ราม เคร่งขรึมดังลอดมาจากในบ้านว่า “อาหารเย็นจะเย็นหมดแล้วนะลูก มากินเถอะ” ฟ้าไม่ตอบ คลื่นน้ำใจในอกถูกความเย็นของสายลมเย็นเยียบ หญิงสาวแสร้งแกล้งไม่รู้สึก เธอหลบตาเห็นเงาแม่ นิตยา นั่งแกะเปลือกหอยอยู่มุมบ้านสบตากันแวบหนึ่งก่อนหันหน้าหนี ต่างคนต่างพูดไม่ออกกับความอึดอัดที่ฝังอยู่ระหว่างพวกเขา
รามมองลูกสาวผ่านประตู เงาสลัวของแสงตะวันกับหน้าอิดโรยของฟ้ารายล้อมไปด้วยเงาของความเงียบ ฟังเสียงคลื่นกระทบท้องน้ำเบา ๆ และกลิ่นของฝนที่ลอยมาจากฝั่ง เหมือนใกล้ตก ฝ่ามือของรามกำแน่น ท่ามกลางบรรยากาศมืดมนและเศร้าซึม
มื้อเย็นเริ่มต้นอย่างเงียบเชียบ ฟ้านั่งตรงข้ามรามและนิตยา แต่ไม่มีใครเริ่มพูดคุย จานข้าวเรียงรายระหว่างเขาและพ่อแม่ เสียงเรือล่องไปในลำน้ำเป็นจังหวะเดียวที่แทรกซึม
จู่ ๆ มีเสียงร้องของเด็กผู้ชายตัวเล็กในหมู่บ้าน “มีอะไรลอยมาในน้ำ! เร็ว ๆ!” ทำให้ชาวบ้านลุกฮือออกไปดู ฟ้ามองพ่อที่ลังเลแล้วรีบวิ่งสวนออกไปก่อนใคร เพียงปล่อยแม่กับพ่อเดินตามมาอย่างอึดอัด
ใต้ท่าน้ำของบ้านหลังหนึ่ง มีสิ่งแปลกประหลาด — ลูกกลม ๆ ขนาดเท่าหัวคน ส่องประกายแสงส้มพลุ่งๆ แฝงพลังอันลึกลับ มันลอยวนเหนือผิวน้ำนิ่ง ชาวบ้านแหวกวงล้อมมองอย่างระวัง นินทากันเบาๆ
“อย่าเข้าใกล้!” เสียงยายแดงตะโกนเตือนไม่ทัน ฟ้าเดินเข้าไปใกล้กว่าทุกคน แสงจากลูกกลมนั้นส่องใส่ใบหน้าเธอจนทุกคนสะดุ้ง และในจังหวะสั้นๆ ฟ้าได้ยินเสียงกระซิบดังแผ่วเบาในหัว
ฟ้าขยับถอยแต่สายตายังติดกับสิ่งนั้น มันให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็เย็นวาบเหมือนเสี่ยงตาย พ่อคว้าข้อมือลูกสาวไว้แน่น “กลับบ้าน! ของพรรค์นี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ” ตาสะท้อนความกลัวอย่างที่ฟ้าไม่เคยเห็น
คืนนั้นฝนเทกระหน่ำ ฟ้านอนละเมอ ตื่นกลางดึกเจอเงาแสงส้มฉายวูบในประตูหน้าต่าง ท่ามกลางสายฝน ฟ้าตัดสินใจสวมเสื้อกันฝน เดินออกไปรอบสองโดยที่แม่ยังคงหลับอยู่ เธอหยุดยืนท่ามกลางเสียงฝน ริมท่าน้ำ พบลูกกลมประหลาดลอยเฝ้ารอเธอ
จิตใต้สำนึกลึกดึงเธอให้ทดลองเอามือแตะเข้าไปในแสงนั้น ราวกับเวลาหยุดนิ่ง โลกเงียบเชียบลงทันตา เห็นภาพในอดีต – มือที่จับได้แต่ความว่างเปล่า เด็กหญิงที่วิ่งไล่เงาของพ่อลางเลือน เสียงเรียกหาแม่แต่ไม่มีใครตอบ
เมื่อถอนมือในที่สุด เสียงสะอื้นที่มาจากข้างในกลายเป็นเสียงจริง ฟ้าสะดุ้งพบพ่อยืนอยู่หลังเธอ เธอสะอึกสะอื้นแต่ไม่พูดอะไร รามยืนเงียบ ก่อนเอื้อมมือมาแตะไหล่ลูก แสงจากลูกกลมหายวับ ฟ้าคลานกลับขึ้นบันไดไปพร้อมพ่อ ทิ้งท้ายด้วยความเงียบชวนอึดอัดยิ่งกว่าเดิม
ความประหลาดของสิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวลือในหมู่บ้าน ชาวบ้านแบ่งเป็นสองฝ่าย บางคนบอกมันคือสิ่งอัปมงคล บางคนกล่าวว่าเป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนแปลง เด็ก ๆ เฝ้ามองผิวน้ำอย่างหวาดหวั่น แต่ใจลึก ๆ ฟ้ารู้ว่ายังมีความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับสิ่งนี้
สามวันผ่านไป ลูกกลมปริศนาปรากฏทุกคืน ฟ้าเริ่มฝันซ้ำ ๆ เกี่ยวกับความสูญเสียในอดีต — ความตายของน้องชาย ความรุนแรงในบ้าน และคำพูดตัดขาดของแม่ ภาพเหล่านี้ซ้อนทับกับเสียงกระซิบของลูกกลมในฝัน เธอเริ่มพูดกับมันในจินตนาการ เพื่อถามหาความหมายและทางออก
เช้าวันหนึ่ง แม่เดินเข้าไปหาเธอในครัวขณะกำลังล้างจานเงียบ ๆ นิตยาเหลือบมองลูกสาว ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “อย่าไปยุ่งกับสิ่งนั้นอีก ฉัน…กลัวจะเสียเธออีกคน” ฟ้าสะดุดคำว่า “อีกคน” จนเผลอวางจานร่วง “แม่หมายความว่าไง” “เรื่องของน้อง มันผิดพลาดเพราะฉัน ไม่อยากให้เธอเจ็บซ้ำ”
ฟ้าฝืนใจถาม “แล้วแม่คิดว่าหนูจะแข็งแรงพอรึเปล่า?” แม่สั่นศีรษะแล้วเงียบ ทุกอย่างกลับมาเป็นความเงียบที่กัดกร่อน และก่อความถาโถมในใจของฟ้ามากขึ้น
คืนนั้นเอง ฟ้าตัดสินใจฝ่าเปลวฝนและความหวาดกลัว ลงไปยังริมท่าน้ำ เธอนำเอกสารและรูปน้องชายที่เก็บซ่อนมาด้วย ใช้พวกนั้นเป็น “คำถาม” นำเสนอแก่ลูกกลมในความมืด
ทันทีที่วางสิ่งของชิ้นนั้นในวงแสง ลูกกลมสั่นพราย เกิดพายุสายฟ้าย่อมๆ บนผิวน้ำ แรงดึงดูดบางอย่างพาฟ้าเข้าไปในห้วงภาพนิมิต — เธอยืนอยู่ในห้องน้ำที่มืด เด็กชายร้องไห้ กดประตูไว้ไม่ให้ใครเข้า ความกลัวท่วมท้น ไม่ใช่แค่ของฟ้า แต่เป็นของเด็กชาย รับรู้ว่ามันเป็นความผิดพลาด เธอไม่มีทางกอบกู้กลับมาได้
ฟ้าตกใจฟื้นจากภาพนิมิต เหงื่อท่วม รามกับนิตยารีบวิ่งมาดู ฟ้าสะอื้นแทบขาดใจ พ่อแม่กอดลูกไว้แน่น — เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ความอ่อนโยนนี้เกิดขึ้นจริง
รุ่งขึ้น ชาวบ้านเริ่มหวาดกลัวลูกกลมมากขึ้น พวกเขาคาดการณ์ว่าจะเกิดภัยพิบัติ บางคนเริ่มพูดยุยงให้ขับไล่ครอบครัวของฟ้า ช่วงเย็น รามกลับมาพร้อมสายตาล้าจากการประชุมกับผู้นำหมู่บ้าน เดินตรงเข้าหาลูกสาวเงียบ ๆ
“พ่อ… เราหนีดีกว่าไหม?” ฟ้าถามแบบเสียงแผ่ว รามทำท่าถอนใจ “บางอย่างต้องเผชิญถึงจะจบ มันไม่ใช่แค่เรื่องบ้านเรา มันใหญ่กว่านั้น…” เขาหยุดคิด “แต่ก่อนพ่อเลือกหนีมาตลอด”
ฟ้ากลืนน้ำลาย สบตาพ่อ “ถ้าหนู…ขอให้ลูกกลมหายไปได้ พ่อกับแม่จะ…ให้อภัยไหม?” รามลังเลก่อนจะยิ้มเศร้า “ความผิดมันอยู่กับเราต่อไป แต่แค่เรากอดกันแน่นขึ้น อะไรก็พอประคองได้”
ข้าวเย็นวันนั้น นิตยาวางจานข้าวหน้าฟ้าอย่างระวัง เกือบแนบมือฟ้าไว้บนโต๊ะ สองแม่ลูกมองตากัน ต่างคนต่างไม่อยากร้องไห้ เสียงนอกบ้านมีคนตะโกน “ลูกกลมหาย! เร็ว! ไปดู!”
ทั้งครอบครัวรีบออกไป ชาวบ้านแตกตื่นทั้งหมู่บ้าน ต่างวิ่งไปที่ท่าน้ำ กลางฝูงชน ฟ้าลอบหยิบหินก้อนหนึ่งถือไว้แน่น สายตามุ่งตรงหาลูกกลมที่ตอนนี้ลอยสูงขึ้นเหนือผิวน้ำ หลายเสียงตะโกนไล่ มีคนจะเอาไม้ตีมัน แต่แล้วจู่ ๆ ลูกกลมปล่อยแสงกระจายและกลืนหายไปในน้ำ
ในความวุ่นวาย ฟ้าเห็นเงาเด็กชายแวบอยู่ตรงขอบท่า สีหน้าสับสน เธอรีบวิ่งไปหา แต่เงานั้นจมหาย เธอหยุดยืนอยู่ริมน้ำ น้ำตาร่วง พึมพำกับตัวเอง “หนูขอโทษนะ”
ฝนเริ่มโปรยปรายอีกครั้ง ทุกคนแยกย้ายกลับบ้านแบบไม่พูดคุยกันมาก ความกังวลที่มีต่อกันยังคาอยู่ในแววตา แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือสายตาที่รามมองลูกสาวเหมือนเข้าใจมากขึ้น วงแขนของนิตยาที่โอบฟ้า กระชับแน่นขึ้นจากความกลัวเดิม ๆ
ฟ้ากลับขึ้นบ้านมองผิวน้ำ ทุกอย่างนิ่งสงบ เธอรู้ว่าความผิดพลาดอดีตจะไม่หายไป แต่เช่นกัน ความรักก็จะไม่เร้นหาย ฟ้าทำใจยอมรับสิ่งที่เกิด เงาของแสงอาทิตย์ใหม่สะท้อนบนผิวน้ำ…สัญญาณของการเริ่มต้นใหม่อันเงียบงัน แต่เต็มไปด้วยความหวัง