เสียงเพรียกแห่งภูเขากระจก
แสงแรกของวันทอดผ่านยอดเขากระจก เย็นวาบเหมือนน้ำค้างแข็งและพร่างพรายราวแผ่นผลึกสีรุ้ง เมืองโลเรินตั้งตระหง่านตรงชายขอบ หน้าผาสูงชันมองลงไปเห็นหุบเขาเร้นลับใต้ม่านหมอกขาวสลับสีดอกไม้ ห่างออกไปเป็นป่าสนสีฟ้าซึ่งเปล่งประกายบางเบาราวจะละลายเมื่อถูกแดด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มีเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงระเบียงบ้านไม้ หลังขดพลางเขียนลายเส้นลงแผ่นหินเล็ก ๆ เด็กคนนี้ชื่อโซริ เธอมีดวงตากว้าง สะท้อนเงาสีเงินจาง ๆ ของภูเขา เส้นผมยาวสีเข้มม้วนอยู่ด้วยสายเชือกวิจิตรสายหนึ่ง เธอแทบไม่พูดกับใคร นอกจากหลบไปในร่มเงาและกลัวเงาของตนเอง
ในหมู่บ้านของเธอ เชื่อกันว่าหุบเขากระจกคือดินแดนต้องห้าม เล่าว่าเมื่อใครจ้องมองลงไปนานเกินไป จะได้ยินเสียงร้องเรียกซึ่งไม่มีใครรู้ต้นตอ มันเป็นเสียงกระซิบ เย็นจนเสียวกระดูก โซริมักนั่งฟังเสียงนั้นยามดึก โดยไม่กล้าจะบอกใครว่าหล่อนเองได้ยินมันในความเงียบของหัวใจ
วันหนึ่งขณะที่เธอกำลังขีดเขียนแสงสว่างจาง ๆ ลอดผ่านโพรงระเบียงหน้าบ้าน เสียงกระซิบเจือสะท้อนไม่ต่างอะไรกับลมหายใจ เข้าแทรกกลางเสียงลมว่อนไปมา เธอหันขวับไป ไม่มีใครอยู่
เมื่อลงไปเดินในตลาด คนในหมู่บ้านต่างทยอยออกไปรวมตัวกัน หมอผีเฒ่าประจำหมู่บ้าน ผู้ใส่เสื้อคลุมประดับผลึกกระจก ยืนอยู่หน้าแท่นหินประกาศเรื่องบางอย่าง
“คำสาปในหุบเขากระจกเริ่มขยาย เสียงที่พวกเจ้าได้ยินจะนำอัปมงคล หากมีใครได้ยินเสียงนี้อีกจงแกะรอยเงาของมัน เพื่อตามหาเจ้าของเสียงและยุติคำสาปนี้เสีย”
โซริขบฟันแน่น ใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่เธอเองก็ใฝ่ฝันอยากรู้ ว่าเสียงนั้นคืออะไรกันแน่ เธอกลับเงียบ เดินสวนคนฝูงหนึ่งกลับบ้าน โดยไม่รู้เลยว่าถูกสายตาประหลาดสีทองจากเงามุมตึกจับจ้องอยู่
ค่ำวันนั้น เงาสะท้อนจากภูเขากระจกเคลื่อนไหวเองอย่างช้า ๆ มันไม่เหมือนเงาปกติ มันส่องประกายแวววาวและเปล่งเสียงแว่วเหมือนร้องเรียก เธอกลืนน้ำลาย นอนไม่หลับทั้งคืน ฝันถึงแสงและเสียงปริศนา
รุ่งเช้าอากาศฉ่ำกลิ่นสน โซริตัดสินใจแอบถือห่อขนมปังและน้ำใส่ย่าม ออกเดินเท้าไปตามทางเลียบหุบเขาด้านหลังหมู่บ้าน
ระหว่างนั้น เสียงฝีเท้าบางเบาดังผ่านมาในพงหญ้า เงาสีขาวเรืองแสงปรากฏขึ้น ตัวกลมป้อม สูงเท่าเข่าคน หูแหลมเหมือนใบไม้ ดวงตากลมโตสะท้อนแสงเงิน มันไม่ใช่สัตว์ที่เคยเห็นในโลกนี้
โซริตกใจและชะงักไป แต่สัตว์ประหลาดจิ๋วตัวนั้นไม่ทำร้าย มันกลับพูดกับเธอเป็นเสียงแผ่ว “อย่าไปต่อถ้าใจยังเต็มไปด้วยเงา”
“เจ้าคือใคร” โซริถามด้วยเสียงสั่น
“ข้าคือ ‘นิวรา’ สิ่งเฝ้าระวังจากป่าสน มองเห็นเงาข้างในของคนได้” มันตอบพลางกระพริบตา
เพียงครู่เดียว ร่างของนิวราก็ส่องประกายกลืนแสงหายไปในต้นสนสีฟ้า ทิ้งความว่างเปล่าและปรารถนาแปลกประหลาดในใจเด็กหญิง โซริเดินต่ออย่างลังเล มองตามเงาตัวเองบนใบไม้ที่สั่นไหว
สองวันผ่าน โซริสำรวจภูมิประเทศระหว่างทาง เธอเดินผ่านป่าผลึก พบมอสสีเงินเรืองแสง พบผีเสื้อแก้วบินวูบวาบเป็นฝูง พบเสียงพร่างพราวแทรกมาในความเงียบ ซ้อนด้วยเสียงหัวเราะของนิวราลอยมากับลม
ค่ำคืนหนึ่งในป่า เธอนั่งอยู่ข้างกองไฟ สีแสงสันฉายในม่านกระจก สะท้อนเงาเป็นรอยยิ้มเศร้าของตัวเอง นิวราปรากฏอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเสียง มันเดินมาใกล้เงียบนิ่ง โซริเอื้อมมือสัมผัส มันกลับไม่จับต้องได้ เหมือนเป็นเพียงแสงแห่งความทรงจำมากกว่ารูปกาย
“ใจเจ้าหนักเพราะกลัวเงาตัวเอง เจ้ายังจะไปต่อหรือ” นิวรากล่าวสุ้มเสียงเศร้า โซริก้มหน้าสั่นศีรษะ “ข้าต้องการรู้ว่าเสียงนั้นคืออะไร ไม่อยากกลัวอีก”
นิวราเพียงพยักหน้าแล้วกลายเป็นฝุ่นแสงปลิวไปในอากาศ โซริกอดเข่ามองม่านหมอกปกคลุมหุบเขากระจก เธอเริ่มฝันเห็นภาพคนโบราณร้องไห้ท่ามกลางแสงผลึกและเสียงเพรียกอันเศร้าฝังอยู่ในพื้นดิน
รุ่งเช้าถัดมา ระหว่างเดินไปตามทางลาดชัน เสียงเล็ก ๆ ของนิวราดังแว่วมาว่า “เจ้ากำลังเข้าใกล้หัวใจแห่งปรากฏการณ์”
ย้อนอดีตก่อนหมู่บ้านจะกำเนิด เล่าขานกันว่าเคยมีเด็กหญิงในอดีตที่ทำผิดใหญ่จนกลายเป็นเงาสาป เย็นเยียบจนหัวใจของคนและเวทมนตร์ถูกปกคลุม โซริคิดถึงนิทานดังกล่าวด้วยใจสั่น
ตลอดการเดินทางผ่านดงพฤกษาที่ฝนเพิ่งซัด กลิ่นเปลือกไม้ผสมกลิ่นหินเย็น เธอพบซากสัตว์หน้าตาประหลาด ศีรษะยาว ผิวเจือผลึกปกคลุม มันเป็นศพ ‘โลเธียน’ สัตว์ขนแก้วที่แฝงตัวในเงา คล้ายจะร้องไห้แต่ไม่มีเสียง ร่างนั้นกลายเป็นเศษแก้วเหมือนละลายไปกับแสงอรุณ
เส้นทางตรงหน้าทรุดโทรมและเต็มไปด้วยเสียงพร่าโซริเดินหลงเข้าในทุ่งหมอกเสียเวลากว่าสามชั่วโมง กว่าจะเห็นเสาแก้วใสโตงเตงกลางหุบเขา มันเปล่งแสงไร้สี รองรับเงาอากาศและฤทธิ์เวทมนตร์บางอย่าง
ตรงปลายเสาแก้วนั้น มีร่างเด็กหญิงโบราณนอนแผ่อยู่ ไม่ขยับเคลื่อน เหมือนถูกขังในกระจกชั่วนิรันดร์ เสียงร้องขออภัยของเธอดังก้องสะท้อนเป็นเสียงกระซิบในภูเขานี้
นิวราปรากฏขึ้นข้างโซริ “นี่คือ ‘เอริอา’ ผู้ถูกสาป เงาของนางเป็นต้นกำเนิดเสียงเพรียกที่คนในหมู่บ้านหวาดกลัว”
โซริค่อย ๆ เข้าไปใกล้ เอื้อมมือสัมผัสผลึกกระจก กลิ่นน้ำตาอบอวลเต็มอากาศ รอยยิ้มของเอริอาอ่อนโยนปะปนเศร้า หยาดน้ำตาค่อย ๆ ไหลจากเบ้าตาลงบนผิวแก้ว
“ข้ากลัวความผิดเหมือนที่เจ้ากลัวเงา ข้าร้องขอการให้อภัยแต่ไม่มีใครได้ยิน” เงาเสียงของเอริอาซ้อนเข้าทางหัวใจโซริ
โซริน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอพึมพำเบา “ความผิดนั้นหนักหนา แต่เจ้ายังรอใครสักคนให้อภัย ได้หรือไม่” เธอรวบรวมความกล้า ก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าว
“บนโลกใบนี้ ไม่มีเวทมนตร์ใดแก้เงาในใจ เว้นแต่เจ้าจะยอมให้อภัยตนเองก่อน” นิวราลอยวนรอบเสาแก้ว เผยเงาอ่อนโยนบนพื้นหญ้า
โซริซบหน้ากับแผ่นผลึก เสียงร้องไห้ของเธอกับเสียงร้องขอโทษของเอริอาหลอมรวมกัน เสียงเพรียกในหุบเขากระจกนั้นเงียบหาย ถูกแทนที่ด้วยแสงระยิบระยับอ่อนโยนแปลกตา
ดอกไม้ซึ่งเคยเหี่ยวเฉาค่อย ๆ ผลิดอกตามตีนเสาแก้ว เสียงหัวเราะของนิวราลอยก้องเหนือทุ่งหญ้าหมอก เงาสีเงินของโซริบนพื้นกระจกค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าสว่าง
เด็กหญิงกลับหมู่บ้าน ไม่เหลือความกลัวอีกต่อไป เธอนำตำนานของ ‘เอริอา’ กับ ‘นิวรา’ เล่าให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านฟังอย่างมีรอยยิ้มและน้ำเสียงเปี่ยมหวัง เธอสร้างภาพวาดสัตว์วิเศษและพรรณนาโลกใต้เงากระจกบนผนังบ้าน
หมู่บ้านโลเรินเปลี่ยนไป ชาวบ้านเริ่มเดินไปรอบหุบเขา มีเทศกาลเก็บดอกไม้ผลึกในคืนเดือนส่อง เงาของผู้คนบนพื้นหญ้าไม่เคยเป็นสีน่ากลัวอีกต่อไป ทุกครั้งที่มีเสียงกระซิบในสายลม พวกเขารู้ว่าคือเสียงขอบคุณจากดินแดนแห่งปรากฏการณ์
นิวรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่ใครพบเห็นได้เฉพาะในคืนจันทร์ห่มหมอก มันวนเวียนคอยเฝ้าระวังเงาความเศร้าแห่งหัวใจมนุษย์ และตำนานของภูเขากระจกไม่ใช่เรื่องต้องห้ามอีกต่อไป แต่เป็นตำนานแห่งการให้อภัย การอยู่กับความผิดพลาดและเลือกก้าวข้ามมันไป
โซริเติบโตเป็นศิลปินวาดเงาและแสงในโลกซึ่งไม่กลัวเสียงเพรียกนั้นอีกต่อไป แล้วเสียงร้องในหุบเขากระจกก็กลายเป็นบทเพลงกล่อมให้หัวใจมนุษย์เติบโตเสมอ