เงาเพลิงใต้ผืนฟ้า
ไฟดาวเทียมวูบไหว เงาสถานีอวกาศเชียงพิงค์ทอดตัวกลางห้วงฟ้าเป็นแพส่องแสงสีน้ำเงินละมุน เวลากลางดึก ลิ้ม—เด็กสาวมัธยมปลาย มัดหางม้า หน้าตาเด็ดเดี่ยว กำลังนั่งเขียนสมุดโน้ตอยู่ริมหน้าต่างห้องพักกลมกระจก รอบตัวมีฝุ่นดวงดาวคล้ายหมอกบาง เธอเบียดมือแน่นกับสมุด เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นเบาๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นอนไม่หลับเหรอ” วาทิว—เพื่อนร่วมทีม ผิวคล้ำ หน้าเรียบชืดแต่ตาคม—เดินเข้ามาหลังประตู เงาของเขาขยายยาวพาดข้ามแสงสลัว
ลิ้มไม่เงยหน้า “คืนนี้ต้องเตรียมตอบปัญหาจักรวาลรอบชิง ใครจะนอนลง”
วาทิวขมวดคิ้ว “คิดมากไปก็เปลืองแรง ไม่ใช่เหรอ”
“บางอย่างแก้ไม่ได้ด้วยมือวาทิว แข่งรอบนี้ใครผิดชีวิตเปลี่ยน” เธอหรี่ตา เหมือนกำลังต่อสู้กับรอยแผลที่มองไม่เห็นในใจ
ประตูอีกบานเปิดดังกรึ๊บ กิตติ—เด็กชายตัวสูง ขี้เล่น ตาเศร้า—เดินหอบขวดน้ำกับกล่องขนม “โอ้ย อึดอัดเป็นบ้า มีแค่สามคนในสถานีนี้ที่ต้องลุ้นผลบอลการแข่งขัน เหมือนอยู่ในหนังระทึกขวัญเลยแฮะ”
ลิ้มยกยิ้มมุมปาก “ขอให้ตลกแบบนั้นจริงๆ…”
บรรยากาศกลับมาหยุดนิ่ง กลิ่นแปลก ๆ เหมือนสนิมถูกเผาในอากาศ เงาสะท้อนจากบานหน้าต่างดูเข้มขึ้น ลิ้มพยายามอ่านหนังสือต่อ แต่ไม่สามารถเบี่ยงเบนสายตาจากความกดดันที่ไม่อาจนิยาม
แสงไฟในห้องกระตุกวูบหนึ่ง ทุกคนเงียบ วาทิวกับกิตติเหลียวมองกัน กิตติเหลือบเห็นเงาดำไหลลากผ่านขอบตาเหมือนเงาควัน “พวกเธอเห็นรึเปล่า…”
วาทิวถอนใจ “อย่าเล่นแบบนี้นะ”
กิตติเดินไปแตะหน้าต่างกระจก เงาควันดำคล้ายม่านเคลื่อนที่ผ่านและมุดเข้าไปใต้โต๊ะ ลิ้มชะงัก กลอกตาอย่างกลัวแต่ทำท่าข่มไว้
ทันใด ประตูห้องล็อกอัตโนมัติ พร้อมเสียงแหลมแตกระเบิด ในฐานข้อมูลเสียงของสถานีปรากฏ “เตือนภัย — มีวัตถุปริศนาแทรกซึม”
ทั้งสามสบตากันโดยไม่ทันพูดอะไร เสียงเตือนดังก้อง กลางสถานีเกิดไฟดับเป็นระยะจนข้อเท้าเจ็บขณะพวกเขาตะเกียกตะกายหนีออกจากห้องลิ้ม พวกเขาวิ่งเข้าห้องโถงกลาง
ไฟฉุกเฉินเปล่งแสงลอดเป็นลำเส้น ทุกก้าวได้ยินแต่เสียงลมหายใจ กลางห้องโถง ลิ้มชะลอก้าว ถอนหายใจ “เราติดอยู่จริง ๆ แล้วใช่ไหม”
กิตติส่งขนมให้วาทิวมือสั่น แต่ไม่มีใครยอมรับ ยามนี้ ทุกความสบายเหมือนเรื่องไกลตัว เงาดำเคลื่อนไหลบนผนังผสมกับเสียงแปลก ๆ คล้ายฟ้าคำรามใต้ผืนฟ้าหนาทึบ
วาทิวตัดสินใจรวบรวมสติ “เราต้องหาทางไปหอควบคุม ไม่งั้นเราจะเป็นหมันอยู่ตรงนี้…”
“ฉันขอโทษ” ลิ้มพูดเสียงเบาใจสั่น “ทั้งหมดนี้ ถ้าฉันไม่ได้ซ่อนข้อมูลห้องวิจัยไว้ พวกเธอคงไม่ต้องมาเจอแบบนี้”
กิตติกับวาทิวชะงัก กิตติเดินเข้ามากอดลิ้ม “มันไม่ใช่ความผิดเธอคนเดียว แต่…เราต้องพูดกันให้รู้ก่อนที่อะไรจะแย่กว่านี้”
เสียงประตูขึ้นสนิมขูดขีดดังลั่น เงาดำค่อยจางลงเป็นร่างเพรียว ลักษณะเหมือนคนแต่ไร้หน้า เสียงสะท้อนก้องกังวาน “เลือก…ใครต้องเสียสละ”
ลิ้มแทบล้มลง สั่นสะท้าน วาทิวตั้งตัวขวางหน้าทั้งสอง “ไม่มีใครเสียสละ ต้องหาทางรอด”
เงาดำเบี่ยงตัวหายไปในแสงจันทร์ สถานีสั่นไหวคล้ายอากาศขยายตัวรุนแรง พวกเขาวิ่งขึ้นบันไดเวียน เสียงเงาล่องลอย พร้อมกับรู้สึกถึงอดีตที่ตามไล่ล่า—ความผิดพลาดที่แต่ละคนเคยเก็บงำไว้
เส้นทางในสถานีดูวกวนกว่าปกติ ระหว่างเดิน ลิ้มยอมรับกับวาทิว “วันนั้น…ฉันลบข้อมูลวิทยานิพนธ์ของทีมอื่น เพราะกลัวเราแพ้”
วาทิวมองยาว เงียบ มุมปากกระตุก “แล้วที่เราสัญญากันก่อนขึ้นสถานี…”
“ใช่ ฉันผิด ฉันกลัว เห็นแก่ตัว” เสียงเธอแหบสั่น กิตติเดินมาด้านข้าง แตะบ่า “ใคร ๆ ก็กลัวกันทั้งนั้น ความจริงพอเผชิญมันแล้วจะไม่กลัวอีก”
ก่อนถึงประตูห้องควบคุม ประตูผนึกปิดแน่นขึ้น เงาดำรออยู่ “ใครหนึ่งในสามต้องอยู่ต่อเป็นผู้ดูแลแทน”
ทั้งกลุ่มนิ่งงัน วาทิวจ้องลิ้มกับกิตติ พลางหลบตา “ทุกคนมีอะไรที่อยากกลับไปข้างล่างไหม”
กิตติยิ้มเจื่อน “ฉันเป็นคนรอดตลอดเวลามาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่มาไม่ทันเพราะรอยาวันจบ… ฉันไม่อยากเป็นคนจากไปก่อนอีก”
ลิ้มร้องไห้สะอื้น “ขอโทษ ขอโทษ… รู้ทั้งรู้ว่ามันผิดแต่ก็ทำ…ถ้าเลือกได้…ขอเป็นฉันเองที่ต้องรับผิดชอบ”
วาทิวดึงสมุดโน้ตฉีกหน้าออกฉับ “ไม่! การเสียสละของแกไม่มีความหมายถ้ามาจากความรู้สึกผิดคนเดียว พวกเราต้องหาคำตอบจริง ๆ”
เงาดำหัวเราะเย็น หายไป พวกเขาเปิดห้องควบคุม เจอร่างเด็กชายในชุดนักเรียนยืนอยู่กลางห้อง จ้องเข้ามาทุกคนด้วยดวงตาคล้ายหลุมดำ “ฉันคือความลับที่ถูกทิ้งไว้กับสถานีนี้”
กิตติหน้าเปลี่ยน สีหน้าเจ็บปวด “นาย…คือเพื่อนเก่าแบงค์ใช่ไหม?”
ลิ้มตกใจ กิตติพูดเสียงแผ่ว “ในอดีต เราเคยโดดปิดข้อมูลของแบงค์เพื่อให้ทีมตัวเองได้แข่งแทน เขา…เขาไม่เคยหวนกลับ เราไม่เคยขอโทษ”
เสียงแว่วของร่างเด็กชาย “ทุกการกระทำทิ้งรอยเงามืด…คืนนี้เป็นเวลาชดใช้”
ทั้งสามถอยหลัง วาทิวกัดฟัน สูดลมหายใจ “ถ้าเงามืดนี้คือผลกรรม ความกล้าคือแสงเดียวที่จะชี้ให้เราเดินไปข้างหน้า”
บรรยากาศกลับมาเงียบเย็น ลิ้มยื่นมือไปหาเด็กชาย เสียงสะอื้น “ต้องเริ่มใหม่ ขอโทษในสิ่งที่ล่วงมา”
เด็กชายร่างจางลง ผิวคล้ำแสง แล้วเลือนสลาย เงาดำคลายตัวกลายเป็นเงาจากโคมไฟในห้องควบคุม ไฟฟ้ากลับมาเดินปกติ ประตูทุกบานปลดล็อก พวกเขาทั้งสามเดินทยอยออกมา น้ำตายังไหลอาบแก้มหลายคน
ลิ้มหันไปหาวาทิวกับกิตติ “คืนนี้ ถ้าเรากล้าเผชิญหน้ากับตัวเองแล้ว เราคงพร้อมเผชิญหน้ากับโลกภายนอก”
เสียงนาฬิกานับถอยหลังขึ้นรอบใหม่สำหรับการแข่งขันรอบชิง ลิ้ม กิตติ วาทิว เดินเข้าไปพร้อมกัน แววตามีเปลวไฟใหม่ซ่อนอยู่ พร้อมจะเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจแข็งแรงขึ้น
ท้ายที่สุด หลังการแข่งขันจบในวันรุ่งขึ้น ภาพสุดท้ายที่ตราตรึงคือท้องฟ้านอกสถานีแผ่ประกายสีส้มแดง เงาผู้คนสามคนกุมมือกันแน่น กลางเงาเพลิงใต้ผืนฟ้าที่ไม่สิ้นสุด กำลังเติบโตเหนืออดีตและเงามืดของตนเองอย่างแท้จริง