รอยเงาในหอพักวังเวง
เสียงฝีเท้าของนิชาดังสะท้อนพื้นกระเบื้องเก่าเปื้อนฝุ่น ขณะเธอลากกระเป๋าเดินทางขึ้นบันไดแคบของหอพัก ‘เจริญสุข’ ชั้นสอง ยามเย็นแดดใกล้ตกดิน เงาของเธอทอดยาวไปตามผนังลอกล่อน กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผสมกับกลิ่นธูปที่จางลงจากหิ้งพระหน้าทางเข้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นิชาหยุดหน้าห้อง 201 มือสั่นเล็กน้อยขณะไขกุญแจเข้าไปในห้องใหม่ ทุกอย่างว่างเปล่า—เตียงเหล็กเก่า โต๊ะไม้ขูดขีด ผ้าม่านสีซีด เธอถอนใจยาว นั่งลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
ข้างห้องเป็นเสียงทุบปึงปังกับเสียงผู้หญิงคุยโทรศัพท์ดังลอดมา “เออ…อยู่หอก็ไม่ค่อยมีอะไรหรอก น่ากลัวเหรอ? เปล๊า ไม่มีอะไร…” เสียงนั้นสั่นน้อยๆ คล้ายพยายามกลบเกลื่อนบางอย่าง นิชายิ้มบางๆ พลางก้มมองมือที่กระชับโทรศัพท์ของตนแน่น
กลางคืนแรกที่นี่—นิชานอนกระสับกระส่าย เสียงน้ำหยดจากท่อแอร์และเสียงเดินเบาๆ จากทางเดินหน้าห้อง สายลมผ่านหน้าต่างพัดม่านแผ่วๆ เงาเส้นหนึ่งเหมือนเคลื่อนไหวผ่านช่องว่างประตู เธอลืมตาโพลง แผ่นหลังเปียกเหงื่อแต่ขยับตัวไม่ไหว จนกระทั่งเสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างออกไป
วันใหม่ นิชาออกจากห้องแต่เช้า พบหญิงสาวตัวเล็กผมสั้นยืนจ้องประตูห้อง 203 ที่อยู่ถัดไป ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความกังวล “เธอมาใหม่เหรอ? ชั้นชื่อเบญ อยู่ห้อง 202 นะ” เบญแนะนำตัว ฝืนยิ้มเล็กน้อย นิชาสัมผัสได้ถึงความอึดอัดและรอยคล้ำใต้ตา
ระหว่างวันที่ว่างเปล่า นิชาเดินสำรวจหอพัก พบป้ายไม้ ‘ห้อง 203 งดให้เช่า’ แขวนบนบานประตูที่ถูกล็อกสนิท เข็มกลัดประตูเก่าเป็นสนิมร่วงกราว เธอมองประตูนั้นนานกว่าที่ควร ก่อนจะรีบเดินกลับห้อง
ในครัวรวมช่วงค่ำ ๆ นิชาเจอ ‘พี่ฝ้าย’ หญิงวัยสามสิบต้นๆ ที่เป็นผู้ช่วยเจ้าของหอ ฝ้ายยิ้มตึงๆ ขณะล้างจาน “ห้อง 203 อย่าไปยุ่งนะ น้องนิชา พี่ว่าอยู่เฉยๆ ดีแล้ว หอเก่านะ อะไรก็เกิดขึ้นได้”
นิชายิ้มรับกลบเกลื่อนความสงสัย แต่อดคิดถึงคำเตือนและสายตาของพี่ฝ้ายที่ดูจะซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ไม่ได้
คืนนั้นฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องกัมปนเสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะหน้าห้อง นิชาตื่นขึ้นมากลางดึก ม่านหน้าต่างไหวแรงเหมือนมีมือบางสิ่งดึง เธอลุกไปปิดหน้าต่างแต่เหลือบเห็นเงาคนในห้อง 203 ผ่านกระจกฝ้าด้านในแม้ไม่มีไฟสว่าง นิชากลืนน้ำลาย พยายามบอกตัวเองว่าตาฝาด
กลางวันถัดมา นิชาเดินสวนกับเบญที่มีสีหน้าซีดเผือด เบญเอ่ยเสียงเบา “เมื่อคืนเธอได้ยินเสียงอะไรมั้ย…บางทีฉันคิดไปเองมั้ง” นิชาแค่นหัวเราะ “ฉันไม่ได้หลับเลย…แต่คงเป็นเสียงลม” เบญเงียบไปนาน ก่อนจะถามต่อ “เธอรู้ใช่มั้ย…ว่าห้อง 203 น่ะ มีคนเคยอยู่ แล้วหายไปเฉยๆ ไม่มีใครเจอน่ะ”
นิชาถามต่อแต่เบญเปลี่ยนเรื่องทันที สีหน้าชวนให้นิชารู้สึกหนาวสันหลัง
คืนนั้นนิชาได้ยินเสียงขูดผนังด้านที่ติดกับห้อง 203 ตลอดคืน เธอเอาหมอนกดหู พยายามไม่ฟัง แต่เสียงนั้นกลับแทรกเข้าหัวใจ ทำให้เธอนอนไม่หลับจนเกือบเช้า
วันต่อมา เบญเสนอพาไปตลาดเย็นเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ ระหว่างเดิน นิชาเห็นเบญมองข้ามไหล่ไปทางหอพักบ่อยครั้ง เธอถามเบญเรื่องห้อง 203 อีกครั้ง คราวนี้เบญเงียบ เสียงฝีเท้าบนถนนร้างดังแปลกประหลาดกว่าปกติ
ระหว่างรอรถเมล์ นิชาได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะเบาๆ จากมุมเปลี่ยวข้างตึก เธอมองไปแต่ไม่เห็นใคร หัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล
ค่ำวันนั้น เบญแวะเข้าห้องนิชา พูดคุยอย่างกระวนกระวาย “ถ้าเกิดเธอเห็นอะไรแปลกๆ…อย่าไปยุ่งนะ อย่าเปิดประตู อย่าตอบเสียงเรียก…โอเคมั้ย” นิชาถามกลับ “เสียงเรียกอะไร?” เบญหลุบตา ไหล่สั่นเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนเรื่อง
คืนนั้นเสียงฝนตกหนักกว่าเดิม เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง นิชาชะงัก มือกำผ้าห่มแน่น เสียงเด็กผู้หญิงกระซิบเรียก “พี่…เปิดประตูให้หนูหน่อย…หนูหนาว…” นิชานั่งนิ่ง หัวใจเต้นระรัว เธอไม่ตอบ ไม่ขยับ จนกระทั่งเสียงเงียบไป
รุ่งเช้า นิชาเดินไปถามพี่ฝ้ายเรื่องเสียงเมื่อคืน พี่ฝ้ายทำหน้าเครียด “ถ้าได้ยินเสียงเรียกแบบนั้น อย่าตอบ อย่าเปิดประตูเด็ดขาด หอนี้…เคยมีเด็กหายไปตอนกลางคืน ไม่มีใครเห็นอีกเลย ไม่มีใครกล้าอยู่ห้องนั้นตั้งแต่วันนั้นแล้ว”
นิชารู้สึกว่ารอบตัวหนักอึ้ง เธอกลับห้องมองดูประตู 203 ที่ยังปิดเงียบ ดวงตาของเธอสะท้อนแสงเงาที่ดูเหมือนจะขยับได้ในความมืด
ตกดึก เบญหายไปจากห้อง 202 ไม่มีเสียง ไม่มีแสงไฟ นิชากังวล เดินไปเคาะประตูแต่ไม่มีใครตอบ เธอเหลือบเห็นเงาเด็กนั่งหันหลังอยู่หน้าห้อง 203
นิชากลืนความกลัว เดินเข้าหาเงานั้นแต่เมื่อเข้าใกล้ เงาหายไปในพริบตา เธอสั่นเทิ้ม รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกจับตาโดยบางสิ่งที่เธอมองไม่เห็น
คืนนั้นเสียงขูดผนังและเสียงเด็กกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นเรียกชื่อเธอโดยตรง “นิชา…มาเล่นกับหนูสิ…” เธอร้องไห้ กัดฟันแน่น ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย
วันถัดมา เธอเจอเบญที่หน้าหอพักอีกครั้ง คราบน้ำตาบนหน้าเบญยังไม่แห้ง เบญเผยว่าเคยเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งเดินในหอพักมานานแล้วและเคยตอบเสียงเรียกนั้นจนเกือบไม่ได้กลับเข้าห้องตัวเอง
พี่ฝ้ายเล่าอย่างไม่เต็มใจว่า ในอดีตมีเด็กหญิงลูกคนดูแลหอพัก เคยถูกขังไว้ในห้อง 203 แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครหาเจออีกเลย ตั้งแต่นั้นทุกคนที่อยู่หอพักจะได้ยินเสียงเด็กเรียกกลางดึก
นิชาเริ่มฝันถึงเด็กหญิงคนนั้น แม้จะตื่นอยู่ เสียงกระซิบก็ยังติดหู ทุกคืนเธอถูกล่อหลอกให้เปิดประตูแต่ก็ยังฝืนใจไว้ได้
คืนหนึ่ง เบญหายตัวไปอีกครั้ง ห้อง 202 ว่างเปล่า ไม่มีร่องรอย นิชาเริ่มเห็นเงาเด็กในห้อง 203 ชัดขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งเงานั้นเหมือนจะมองมาที่เธอ บางครั้งเหมือนจะร้องไห้ บางครั้งเหมือนจะหัวเราะเยาะ
นิชาไม่ไหวอีกต่อไป เธอตัดสินใจเปิดประตู 203 ด้วยกุญแจที่ขโมยมาจากพี่ฝ้าย ภายในห้องมีแต่ความมืดและกลิ่นอับรุนแรง เธอเดินเข้าไป เห็นตุ๊กตาเก่าๆ วางอยู่ตรงพื้นกำแพง มีคราบน้ำตาเป็นทางยาว
เสียงประตูปิดดังปัง เงาเด็กหญิงโผล่มาเงียบๆ ข้างหลัง เธอพูดเสียงแผ่ว “พี่อย่าไป…อยู่เป็นเพื่อนหนู…” นิชาหันกลับ กรีดร้องแต่ไม่มีเสียงออกมา เงานั้นเข้ามาใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็นเฉียบ
เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ฝ้ายพบว่าห้อง 201 ว่างเปล่า นิชาและเบญหายไป ไม่มีใครพบร่องรอย คนในหอพักได้ยินเสียงเด็กหัวเราะและเสียงกระซิบชื่อใหม่แทรกมาจากห้อง 203 ทุกค่ำคืน
ตั้งแต่นั้น หอพักเจริญสุขไม่มีใครกล้าอยู่ชั้นสองอีกเลย ในนั้นยังมีเงาเดินผ่านหน้าต่างทุกคืน และเสียงเด็กเรียกชื่อคนแปลกหน้าไม่รู้จบ