เสียงลมหายใจในหอพักร้าง
ท้องฟ้ายามเย็นของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยม่านฝนพรำ เม็ดน้ำเกาะอยู่ตามกระจกหน้าต่างรถเมล์ สะท้อนภาพหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนั่งกอดกระเป๋าเป้แน่น ใบหน้าของเธอดูเหนื่อยล้า ปลายผมเปียกลู่กับแก้ม — นิศา วัยยี่สิบสองปี สวมเสื้อยืดสีซีดกับกางเกงยีนส์เก่า ๆ แววตาของเธอเหมือนคนที่เพิ่งวิ่งหนีอะไรบางอย่างมาไกล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!รถเมล์จอดหน้าตึกเก่าสูงสี่ชั้นกลางซอยห่างไกลฝูงชน ป้ายหน้าตึกเขียนว่า “หอพักศิลา” ตัวอักษรซีดจางจนแทบมองไม่เห็น นิศาลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะลากกระเป๋าเดินเข้าไปในซอยที่เงียบสนิท ไม่มีใครเดินสวน ไม่มีเสียงหมาเห่าข้างถนน — มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอเองที่ดังก้องในอก
ประตูหน้าหอพักสนิมเขรอะ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเธอผลักเข้าไป กลิ่นอับชื้นเกาะติดจมูก แสงไฟในโถงทางเดินสลัว ๆ กระพริบเป็นจังหวะ นิศาเหลียวมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง ทันใดนั้น ประตูห้องด้านในสุดเปิดออก ลำแสงจากในห้องส่องมาเห็นเงาคนสูงโปร่งเดินออกมาอย่างช้า ๆ
“อ้าว…น้องมาห้องใหม่เหรอ?” เสียงหญิงวัยกลางคนดังขึ้น เธอแนะนำตัวว่าเป็นป้าอ่อน เจ้าของหอพัก ป้าอ่อนยิ้มจาง ๆ ในแสงสลัว ดวงตาเหมือนซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน “พักห้อง 404 นะ ห้องมุมสุด ห้ามเสียงดังนะ…ที่นี่ชอบเงียบ”
นิศายิ้มฝืน ๆ รับกุญแจจากป้าอ่อน เธอเดินลากกระเป๋าผ่านโถงทางเดินแคบ ๆ ที่มีรอยน้ำซึมเกาะตามกำแพง ห้องพักแต่ละห้องปิดสนิท ไม่มีเสียง ไม่มีแสงลอดออกมาเลยแม้แต่ห้องเดียว
ถึงหน้าห้อง 404 กุญแจไขฝืด ๆ เหมือนจะไม่ยอมเปิด แต่สุดท้ายประตูก็ยอมแพ้ เสียงกลอนเหล็กดังแกร๊กในความเงียบ ห้องทั้งห้องมืดสนิทจนต้องเปิดไฟฉายมือถือ เธอวางกระเป๋า สูดหายใจเข้าแรง ๆ แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนอากาศมันเบาบางกว่าปกติ
ขณะที่เธอจัดของ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินผ่านหน้าห้อง ลมหายใจของใครบางคนดังลอดช่องประตู นิศาหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง มือกำไฟฉายแน่น สักพักเสียงก็เงียบหายไป เหลือแต่เสียงฝนและลมหายใจของเธอเอง
วันต่อมา นิศาตื่นแต่เช้า เดินออกมาหาน้ำดื่มที่ตู้กดน้ำ พบหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะริมระเบียง เธอแนะนำตัวว่าเป็น “ฝ้าย” รูปร่างผอมสั้น ผมประบ่า ใบหน้ามีรอยกลัวซ่อนอยู่ลึก ๆ ฝ้ายถามนิศาเบา ๆ ว่า “เมื่อคืน…ได้ยินอะไรแปลก ๆ มั้ย?”
นิศาอ้ำอึ้ง “เสียงอะไรเหรอ?”
ฝ้ายสบตาเธอเหมือนลังเลจะพูด “บางทีมันก็เหมือนเสียงคนหายใจ…แต่ไม่รู้ว่าใช่จริงหรือเปล่า”
นิศานิ่ง เธอไม่กล้าบอกว่าตัวเองก็ได้ยินเหมือนกัน ฝ้ายก้มหน้ากลับไปอ่านหนังสือต่อ ปลายนิ้วมือสั่นเล็กน้อย
โถงทางเดินชั้นสี่ ห่างจากห้องของทั้งคู่ มีหญิงสาวอีกคนเดินสวนขึ้นมา เธอสวมเสื้อกาวน์หมอและสะพายเป้เก่า ๆ “หมิว” นักศึกษาแพทย์ปีห้า หมิวพูดน้อย เธอแค่พยักหน้าให้เฉย ๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องตัวเองอย่างเงียบเชียบ
คืนนั้น ขณะนิศากำลังจะเข้านอน เสียงลมหายใจดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันยาวและหนาหนักกว่าคืนก่อน เธอลุกขึ้นไปแนบหูฟังที่ประตู — ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่เสียงลมหายใจยังดังมาจากกำแพงฝั่งหัวเตียง เธอใช้ไฟฉายส่องสำรวจ พบว่ามีรอยขีดเขียนจาง ๆ บนผนังเหมือนโดนเล็บขูด
ในเช้าวันที่สาม นิศาเจอป้าอ่อนในโถงทางเดิน ป้ายืนเช็ดหน้าต่างแต่สายตาเหลือบมองนิศาไม่วางตา “นอนไม่หลับใช่มั้ย?” ป้าถามเสียงเบา “บางที…ที่นี่มันก็มีเสียงของมันเองน่ะ”
นิศายิ้มกลืน ๆ “เสียงอะไรนะคะ?”
ป้าอ่อนละสายตาจากหน้าต่าง “เสียงที่พวกหนูได้ยินกันเองนั่นแหละ”
ฝ้ายเริ่มพูดน้อยลง เธอหลบหน้าคนในหอ เวลานิศาสบตา ฝ้ายก็มักจะหลีกเลี่ยง นิศารู้สึกว่ามีระยะห่างบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ
คืนถัดมา ฝ้ายเคาะประตูห้องนิศาอย่างร้อนรน “ช่วยมานอนเป็นเพื่อนหน่อย…ได้มั้ย?” นิศาเห็นน้ำตาคลอในดวงตาของฝ้าย เธอพยักหน้า เดินตามไปที่ห้องของฝ้าย
ห้องฝ้ายเต็มไปด้วยกระดาษโน้ตแปะตามผนัง มีแต่ข้อความสั้น ๆ เช่น “อย่าหายใจแรง” “ฟังเสียงก่อนนอน” “เขายังอยู่ที่นี่” นิศาอ่านแล้วรู้สึกขนลุก
ขณะทั้งสองนอนบนเตียงเดียวกัน เสียงลมหายใจดังขึ้นอีก ฝ้ายสะดุ้ง คว้ามือนิศาแน่น “ทุกคืนมันเหมือนเสียงมันใกล้ขึ้น…ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ” ฝ้ายกระซิบ นิศาพยักหน้าช้า ๆ เธอรู้สึกว่าอากาศเริ่มอึดอัดเหมือนมีอะไรทับอก
หลังจากคืนนั้น ฝ้ายเริ่มไม่ออกจากห้องเลย นิศาไปเคาะประตูแต่ไม่มีเสียงตอบ เธอเดินลงไปหาหมิว หวังขอคำแนะนำ
หมิวนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้บันได เธอพูดเสียงเรียบ “เธอเชื่อเรื่องผีไหม?” นิศาอึ้ง ก่อนจะส่ายหัวช้า ๆ
“เคยมีคนหายไปจากหอนี้นะ” หมิวพูดต่อ เบาแต่ชัด “น้องปีหนึ่งเมื่อสามปีก่อน…อยู่ห้องเดียวกับฝ้าย ไม่มีใครเจอร่างจนทุกวันนี้” หมิวเงียบลง สายตาจับจ้องนิศาเหมือนกำลังชั่งใจจะบอกอะไรต่อ “แต่บางคนบอกว่า…ตอนกลางคืนยังได้ยินเสียงหายใจเธออยู่”
นิศาขนลุก เธอกลืนน้ำลายฝืดคอ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ผิดที่ผิดเวลา
คืนต่อมาฝนตกหนัก ไฟในหอพักดับทั้งตึก นิศานั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง เธอพยายามหลับตา แต่เสียงลมหายใจดังขึ้นมาใกล้มากจนรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ในห้องเดียวกัน นิศาขยับตัวหันไปมอง เห็นเงาบางอย่างเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ตรงแสงฟ้าผ่า
เธอรีบเปิดไฟฉาย ส่องไปทั่วห้อง แต่ไม่พบอะไร นอกจากรอยขีดข่วนที่ผนังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นิศาตัดสินใจออกจากห้อง ไปเคาะประตูฝ้าย ไม่มีเสียงตอบ เธอเดินไปหาหมิว
หมิวเปิดประตูรับ สีหน้าเครียด “ถ้าเธอรู้สึกว่าเสียงมันใกล้มากขึ้น ก็อย่าอยู่คนเดียว” หมิวพูดเสียงเบา “มีบางอย่างในหอนี้…มันไม่ยอมให้ใครออกไปง่าย ๆ”
นิศาเริ่มนอนไม่หลับ เธอเห็นเงาคนเดินไปมานอกหน้าต่างตอนกลางคืน ได้ยินเสียงกรีดเบา ๆ จากพื้นไม้เก่า และในห้องน้ำ เธอมักได้กลิ่นน้ำเน่ากับเสียงบางอย่างลอดท่อระบายน้ำ
วันหนึ่งนิศาเห็นป้าอ่อนยืนจ้องที่ผนังหอพักตรงกับห้อง 404 ป้ามองรอยขีดข่วนอย่างครุ่นคิด ก่อนจะหันมาเจอนิศา “เธอไม่อยากรู้ใช่มั้ย ว่าเกิดอะไรที่นี่?” ป้าอ่อนถาม นิศานิ่งเงียบ ไม่ตอบ ป้าอ่อนหัวเราะเบา ๆ “บางที…ความลับมันก็อยู่ในเสียงที่เราไม่กล้าฟัง”
นิศาเริ่มค้นหาในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับหอพักศิลา เธอพบกระทู้เก่า ๆ ที่พูดถึงเด็กหญิงหายตัวไปโดยไร้ร่องรอยในห้อง 404 ไม่มีใครรู้สาเหตุ เพื่อนร่วมหอเล่าว่า คืนสุดท้ายก่อนหายไป ได้ยินเสียงลมหายใจดังผิดปกติในหอทั้งคืน
นิศาเริ่มฝันร้ายถึงห้องที่มีเงาคนยืนซ้อนกันในความมืด ทุกเช้าที่ตื่น เธอพบว่ารอยขีดข่วนที่ผนังยิ่งลึกและยาวขึ้นเรื่อย ๆ
คืนหนึ่ง ขณะที่เธอหลับอยู่ เสียงลมหายใจดังจนเหมือนก้องอยู่ในหู นิศาสะดุ้งตื่น เห็นฝ้ายยืนอยู่ที่ปลายเตียง ใบหน้าซีดขาว “มันอยู่ในห้องเราแล้วนะ…” ฝ้ายกระซิบ เธอหายไปในทันที นิศารีบลุกขึ้นเปิดไฟ แต่ไม่พบแม้เงาของฝ้าย
เช้าวันต่อมา เธอไปเคาะห้องฝ้ายอีกครั้ง ประตูแง้มอยู่แต่ไม่มีใครในห้อง เสื้อผ้าของฝ้ายยังอยู่ครบ มีเพียงกระดาษโน้ตเพิ่มขึ้นที่ผนังว่า “ขอโทษ”
นิศาตัดสินใจไปถามป้าอ่อน ป้าตอบอย่างเย็นชา “ถ้าหนูเห็นฝ้าย…บอกเขาหนีไปเถอะ”
นิศากลับขึ้นห้อง พบหมิวยืนรออยู่หน้าประตู สีหน้าวิตก “เธอเห็นฝ้ายไหม? ฉันไม่เห็นเธอตั้งแต่เมื่อคืน” นิศาเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง หมิวหน้าเครียด “เขาเคยเล่าให้ฉันฟังว่ารู้สึกเหมือนโดนมองตลอดเวลา…เหมือนมีอะไรตามอยู่”
ทั้งสองตัดสินใจเข้าไปในห้องฝ้ายด้วยกัน กลิ่นอับเข้มข้นขึ้นทันทีที่เปิดประตู ข้าวของทุกอย่างยังอยู่ครบ แต่ที่ผนังหัวเตียงมีรอยขีดข่วนลึกจนเห็นปูนชั้นใน นิศาส่องไฟฉายไปตามรอยขีด พบว่ามันลากยาวไปถึงท่อระบายน้ำใต้เตียง
หมิวเริ่มค้นใต้เตียง เจอสมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ ขาดวิ่น หน้าแรกเขียนว่า “อย่าหายใจถ้าได้ยินเสียงมัน”
นิศาหน้าเสีย เธออ่านบันทึกพบว่าฝ้ายและเด็กหญิงที่หายตัวไปเคยเล่นเกมท้าทายกันในห้อง 404 ใครอยู่ในความมืดได้นานสุดโดยไม่หายใจจะชนะ แต่หลังจากคืนนั้น เด็กหญิงคนนั้นก็หายไปในความมืด ไม่มีใครเจออีกเลย
หมิวขมวดคิ้ว “หรือสิ่งที่เราได้ยินมันเป็น…เสียงลมหายใจที่ติดค้างอยู่?”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูด เสียงลมหายใจหนัก ๆ ดังขึ้นในห้องของฝ้าย มันดังขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกเหมือนอากาศแคบลง นิศาคว้าสมุดบันทึกแน่น หมิวจับมือเธอ พวกเธอทั้งคู่รีบออกจากห้อง
ในโถงระหว่างชั้น เสียงฝีเท้าซ้อนกันดังขึ้น นิศามองเห็นเงาคนเดินผ่านประตูห้องน้ำ ทั้งคู่รีบวิ่งกลับห้อง หมิวบอก “อย่าออกไปไหนถ้าได้ยินเสียงนั้นอีก”
คืนนั้น นิศานอนกับหมิวในห้องเดียวกัน เสียงลมหายใจยังดังอยู่ข้างนอกประตู แต่ไม่มีใครกล้าเปิดออกไป
รุ่งเช้า หมิวหายไปจากห้อง ทั้งของใช้ยังอยู่ครบ นิศาตามหาแต่ไม่พบใครในหอพักเลย เธอลงไปถามป้าอ่อน ป้าตอบเฉย ๆ “คนที่เหลืออยู่…บางทีก็ไม่ได้เป็นคนจริง ๆ หรอก”
นิศาเริ่มแตกตื่น เธอพยายามโทรแจ้งตำรวจแต่ไม่มีสัญญาณ ทุกอย่างในหอเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
คืนสุดท้าย เสียงลมหายใจดังแรงจนผนังห้องสั่นสะเทือน นิศาแนบหูไปที่ผนัง เธอได้ยินเสียงกระซิบว่า “อย่าออกไป…มันอยู่ที่นี่” เธอตัดสินใจรวบรวมความกล้า เปิดประตูออกไปในความมืด
ในโถงทางเดิน เธอเห็นเงาคนเรียงรายตลอดทาง ทุกเงาล้วนหันมาจ้อง เงาเหล่านั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาหาเธอ เสียงหายใจประสานกันดังขึ้นจนแสบแก้วหู
นิศารีบวิ่งลงไปชั้นล่าง สะดุดล้มตรงโถงใหญ่ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นเห็นป้าอ่อนยืนอยู่ ป้ากระซิบเบา ๆ “ถ้าไม่อยากอยู่ที่นี่ตลอดไป…อย่าหยุดฟังความจริง”
ทันใดนั้น เสียงลมหายใจทั้งหมดหายไป เหลือเพียงความเงียบที่หนาวเหน็บ นิศาเอื้อมมือไปแตะประตูหน้าหอพัก แต่ประตูไม่ขยับ เธอหันกลับไปเห็นฝ้ายยืนอยู่ข้างหลัง ใบหน้าขาวซีดราวกับคนไร้ชีวิต
ฝ้ายพูดเสียงแผ่ว “เธอก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว…เราอยู่ที่นี่ด้วยกันเถอะ”
นิศากรีดร้อง แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา—มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาที่ก้องสะท้อนอยู่ในหอพักร้างตลอดไป