หมอกในหุบเขาบัว
เสียงเครื่องยนต์รถตู้สั่นกระเทือนในความเงียบของถนนสายแคบ กลางป่าหุบเขาเจิ่งด้วยหมอกขาวหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นข้างหน้า มิน มือกล้องสาวสวมแว่นหนา เหลียวมองเพื่อนในรถทีละคน—เจตน์ ผู้กำกับหน้าใหม่, ฟ้า ผู้ตัดต่อเสียงหัวเราะแห้ง, ปริญญ์ คนขับที่มีท่าทีเก็บตัว, และวาวา นักศึกษาสาวที่มักสังเกตสิ่งรอบตัวเงียบ ๆ ความตึงเครียดแผ่ซ่านมากกว่าความตื่นเต้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันจะถึงเมื่อไรอะ” ฟ้าถามเสียงแผ่ว ซ่อนความกลัวไว้ใต้รอยยิ้ม “ฉันไม่เห็นอะไรเลย”
ปริญญ์พยักหน้า ไม่ตอบ มองหน้าปัดรถซ้ำ ๆ มือขวากุมพวงมาลัยแน่นเกินจำเป็น มินยกกล้องขึ้นแต่หมอกปิดทุกภาพ
เจตน์ชะโงกคอออกไปนอกหน้าต่าง เงียบอยู่พักหนึ่งก่อนพูดว่า “อีกไม่ไกล ตามแผนที่ มันต้องมีหมู่บ้านร้างของจริงอยู่ข้างหน้า…”
รถหยุดกระทันหัน เสียงเบรกหวีด หมอกล้อมรอบเป็นกำแพง ปริญญ์ถอนหายใจยาว “ถึงแล้วมั้ง”
ทุกคนลงจากรถพร้อมเสียงประตูปิดสนั่น พวกเขายืนล้อมวง ท่ามกลางหมอกขาวที่หนาขึ้นอีก มินก้มดูนาฬิกา มันหยุดเดินตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้
“ดูนี่สิ” วาวาชี้ไปที่ป้ายไม้หักครึ่ง ข้อความเขียนด้วยอักษรสีแดงซีด “บ้านบัวหุบ”
เจตน์ยิ้ม “หายากแบบนี้แหละ เดี๋ยวเราจะได้ภาพดี ๆ”
เสียงจิ้งหรีดเงียบฉับพลัน ทุกคนหยุดเดิน หมอกปกคลุมทุกอย่าง จนรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่ถูกตัดขาดจากความจริง
กลุ่มเดินเข้าไปในหมู่บ้าน บ้านไม้โบราณยืนเรียงกันเป็นแนวยาว หลังคาหักพัง ประตูหน้าต่างปิดแน่น ทุกบ้านมีรอยมือสีดำเปื้อนอยู่บนบานประตู ราวกับเตือนว่าห้ามเข้าไป
“ทำไมมันเงียบขนาดนี้” ฟ้ากระซิบ เสียงสะท้อนกลับมาเบา ๆ ราวกับมีคนตอบ
ปริญญ์เดินนำเข้าไปใกล้บ้านหลังหนึ่ง มินยกกล้องถ่ายภาพ บางจังหวะเห็นรอยเงาตัดกับหมอก แต่ทุกครั้งที่หันไปก็ไม่มีอะไร
วาวาจ้องมองรอยมือบนประตู สีหน้าเคร่งเครียด “มันเหมือน… มีใครพยายามปีนเข้าไป หรือออกมา”
เจตน์หัวเราะแห้ง “อย่าคิดมากน่าวา มันก็พวกเด็กเล่นพิเรนทร์นั่นแหละ”
ทันใดนั้นเสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ลอยมากับสายลม ทุกคนหยุดชะงัก ฟ้าหันไปมองแต่ไม่เห็นอะไร
“ใครได้ยินเสียงเด็กหรือเปล่า” ฟ้าถาม วาวาพยักหน้า สายตากวาดไปทั่วหมู่บ้าน
กลุ่มเดินต่อไปจนถึงลานกลางหมู่บ้าน มีบ่อน้ำเก่า ข้างบ่อมีต้นบัวเหี่ยวแห้ง รากพันกันแน่นจนดูผิดปกติ เจตน์เดินไปยืนข้างบ่อ มองลงไปในความมืดข้างใน
“ในนี้อาจจะมีอะไรซ่อนอยู่” เจตน์พูดยิ้ม ๆ แต่เสียงสะท้อนกลับจากบ่อ ทำให้ทุกคนขนลุก
ปริญญ์เหลียวมองรอบตัว พูดเบา ๆ “รีบถ่าย รีบกลับดีกว่าไหม”
“กลัวเหรอ” เจตน์แกล้งยิ้ม แต่แววตาดูไม่มั่นใจเหมือนตอนแรก
วาวาเดินไปข้างบ่อ เอามือแตะขอบบ่อ สัมผัสเย็นเฉียบแล่นเข้าสู่ร่าง เธอชะงัก ถอยหลังทันที ฟ้ามองตาม น้ำเสียงลังเล “เรา… เหมือนต้องมีอะไรผิดปกติกว่านี้”
มินยกกล้องขึ้นอีกครั้ง ภาพผ่านเลนส์บิดเบี้ยวเหมือนมีเงามืดตัดผ่านในหมอก เธอสะดุ้ง แต่ไม่พูดอะไร
“เข้าไปในบ้านหลังใหญ่สุดไหม” เจตน์เสนอ ทุกคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปริญญ์พยักหน้า
บานประตูใหญ่เปิดด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าดในความเงียบ บ้านภายในมืดสนิท มีแต่ฝุ่นกับกลิ่นอับคละคลุ้ง เจตน์เดินนำหน้า ส่องไฟฉายไปตามทางเดิน มินถ่ายตาม ฟ้าเดินเกาะหลังวาวาแน่น
ภายในมีตู้ไม้เก่า ๆ โต๊ะอาหารวางจานแตก ๆ และตุ๊กตาดินเผาหลายตัววางเรียงอยู่บนหิ้ง แต่ละตัวมีผ้าขาวพันตาไว้แน่น
“ทำไมต้องพันตาด้วย” วาวากระซิบ
“พิธีอะไรสักอย่างมั้ง” ฟ้าตอบ กอดตัวเองแน่น
มินลองถ่ายตุ๊กตา แต่เลนส์กล้องพร่ามัว จนภาพกลายเป็นเงาดำ เธอกดปิดกล้องทันที
เจตน์เปิดลิ้นชักโต๊ะ เจอกระดาษแผ่นนึง ตัวหนังสือลายมือหวัดเขียนไว้ว่า “อย่ามอง อย่าเชื่อ อย่ากลับหลัง”
เจตน์อ่านให้ฟัง ก่อนหัวเราะอย่างไม่แน่ใจ “ใครเขียนเล่นไว้เนี่ย”
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าดังอยู่บนชั้นสอง ทุกคนหยุดขยับ มองหน้ากันนิ่ง
“มีใครอยู่ข้างบนหรือเปล่า” ปริญญ์ตะโกนถาม ไม่มีเสียงตอบ แต่ฝีเท้ายังคงดังต่อเนื่อง
“ไปดูไหม” ฟ้าถามเสียงสั่น
วาวาส่ายหน้าแรง “อย่าเลย เราควรออกไปได้แล้ว”
เจตน์ลังเลแต่สุดท้ายตัดสินใจเดินขึ้นบันได มินตามไปถ่าย ฟ้าและวาวาเดินตามอย่างอึดอัด ปริญญ์ยืนลังเลอยู่ข้างล่าง
ชั้นบนเป็นห้องโถงยาว มีประตูหลายบานปิดสนิท มินยกกล้องถ่ายตามระเบียง แต่พลันเห็นเงาดำแวบหนึ่งตรงปลายทางเดิน เธอหยุดกึก กลั้นหายใจ
เสียงฝีเท้าหายไป เหลือแต่เสียงลมหายใจตัวเอง
เจตน์เดินไปเปิดประตูห้องหนึ่ง เตียงไม้ผุและกลิ่นเน่าคละคลุ้ง มีผ้าขาวบางคลุมบนเตียง ร่องรอยบางอย่างดูเหมือนคนเพิ่งนอนอยู่
ฟ้าสูดหายใจลึก “ที่นี่มีคนอาศัยจริงเหรอ”
วาวากระซิบ “หรือเคยมี…”
ทันใดนั้นเสียงประตูอีกบานดังปัง มินสะดุ้งเผลอกดถ่ายรูป ภาพที่ออกมาเป็นเงามนุษย์ยืนอยู่ริมหน้าต่าง แม้ในห้องจะไม่มีใคร
เจตน์เดินไปดูตรงนั้นแต่ไม่พบอะไร
กลุ่มรีบเดินกลับลงมาชั้นล่าง แต่ทันทีที่พวกเขาออกจากบ้าน หมอกข้างนอกหนาขึ้นกว่าเดิม จนแทบมองไม่เห็นแม้แต่กันและกัน
“เรากลับรถกันเถอะ” ฟ้ากระซิบ
ปริญญ์เดินนำ ทุกคนเดินตาม เสียงฝีเท้าตัวเองกับเสียงลมหายใจดังอยู่ในความเงียบ
แต่เมื่อพวกเขามาถึงตรงที่จอดรถ ทุกอย่างว่างเปล่า รถตู้หายไป
“มันเป็นไปไม่ได้!” ปริญญ์พึมพำ เสียงสั่น เจตน์ตะโกนเรียกแทบไม่เป็นภาษา หมอกกลืนเสียงทุกคน
ทุกคนวิ่งกลับไปที่ลานหมู่บ้าน มินมองดูรอบตัว เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ—บ้านบางหลังดูเหมือนเปลี่ยนตำแหน่ง รอยมือบนประตูเปลี่ยนเป็นรอยเล็บขีด
วาวายืนมองหมอกนิ่ง ๆ พึมพำกับตัวเอง “ที่นี่… รู้สึกเหมือนเคยมาแล้ว”
ฟ้าหันมามอง “เธอว่าไงนะ”
วาวาสบตาทุกคนช้า ๆ สีหน้าสับสน “ฉัน… เหมือนเคยฝันถึงที่นี่…”
เจตน์พยายามตั้งสติ “ไม่มีฝัน! ไม่มีอะไรแบบนั้น! เราต้องหาทางออก…”
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งดังขึ้นสามครั้ง ทุกคนเงียบ เจตน์ตัดสินใจเดินไปดู ปริญญ์ห้ามไว้ “อย่าไป เจตน์!”
เจตน์ลังเลชั่วครู่ก่อนมือแตะลูกบิด ประตูเปิดออกช้า ๆ ข้างในมืดสนิท มีแต่ความว่างเปล่าและกลิ่นเย็นเฉียบ
มินยกกล้องขึ้นถ่าย ภาพในเลนส์กลายเป็นภาพบ้านหลังเก่าในอดีต คนมากมายเดินวนเวียน มีเสียงหัวเราะ ร้องไห้ เสียงพิธีกรรมลึกลับ เธอสะบัดหน้าปฏิเสธสิ่งที่เห็น
เจตน์เดินกลับออกมา สีหน้าซีดเซียว “ข้างในไม่มีอะไรเลย… แต่เหมือนมีใครจ้องอยู่”
ฟ้าตัวสั่น กลั้นน้ำตา “เราออกไปไม่ได้ใช่ไหม”
ไม่มีใครพูด ทุกคนรู้สึกถึงบางอย่างที่มองไม่เห็นในหมอก
เวลาผ่านไป มินเริ่มรู้สึกสับสน เธอนั่งลงข้างต้นบัวเหี่ยว ๆ ขอบบ่อ วาวานั่งข้าง ๆ
“วา เธอจำอะไรได้ไหม” มินถามเสียงแผ่ว
วาวาก้มหน้า “ฉัน… มีความฝันซ้ำ ๆ… ฝันว่าเราติดอยู่ที่นี่ ตลอดไป ไม่มีวันออกได้”
ฟ้านั่งลงใกล้ ๆ ซบไหล่วาวา น้ำตาคลอ “ที่นี่มันอะไรกันแน่…”
ปริญญ์เดินวนรอบ ๆ บ่นพึมพำถึงรถ เจตน์นั่งกุมขมับ สีหน้าเครียดหนัก
เสียงเด็กร้องเพลงเบา ๆ ลอยมา ทุกคนหันขวับไปทางเดียวกัน เห็นเงาเล็ก ๆ วิ่งผ่านหมอก
เจตน์ลุกวิ่งตามทันที “เฮ้! เด็กนั่น!”
ฟ้าตะโกนตาม “อย่าไป!”
เจตน์หายไปในหมอก เงียบงัน
ทุกคนเงียบ รออยู่นาน เจตน์ไม่กลับมา
ฟ้าร้องไห้ “เขาจะเป็นอะไรไหม”
ไม่มีใครตอบ วาวาลุกขึ้นช้า ๆ “เราต้องหาทางออก… หรืออย่างน้อยต้องรู้ว่าที่นี่เกิดอะไร”
มินกดดูภาพในกล้อง พบว่ารูปที่ถ่ายไว้ทั้งหมด กลายเป็นภาพซ้อนของคนจำนวนมากในชุดโบราณ ทุกภาพมีรอยมือสีดำเต็มไปหมด
ฟ้าสะอื้น “เรากำลังจะตายที่นี่เหรอ”
ปริญญ์กัดฟัน “ฉันจะไปหาเจตน์”
วาวาจับข้อมือปริญญ์ไว้ “อย่าไปคนเดียว”
ทั้งสี่คนเดินตามกัน เข้าไปในหมอก เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ดังสลับกันในสายลม บ้านแต่ละหลังเหมือนขยับเคลื่อนที่ช้า ๆ เปลี่ยนตำแหน่งจนกลุ่มหลงทาง
ทุกคนหันกลับไป ไม่มีบ่อน้ำ ไม่มีต้นบัว ไม่มีลานบ้าน ทุกอย่างกลายเป็นหมอกสีขาวหนาทึบ
มินทรุดลงนั่ง หายใจถี่ “เรา… เหมือนเดินวนที่เดิม”
ปริญญ์พูดเสียงแข็ง “เราต้องเดินต่อ… ต้องมีทางออก…”
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นด้านหลัง ฟ้าหันไปเห็นเงาดำรูปร่างมนุษย์ยืนอยู่นิ่ง ๆ ในหมอก
ฟ้ากรีดร้อง ทุกคนวิ่งหนี เงาดำนั้นไม่ไล่ตาม แต่มองอยู่ตลอดในหมอก
กลุ่มแตกกระจาย มินกับวาวาวิ่งหลบเข้าบ้านหลังหนึ่ง ฟ้ากับปริญญ์หลบอีกหลัง
ในบ้าน มินหอบหายใจ วาวานั่งเงียบ “ฉันรู้สึกเหมือนเขาจ้องอยู่”
มินจับมือวาวาแน่น “อย่าเงียบ อย่าทิ้งกัน”
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา วาวาสะอื้น “เธอเห็นเงาเมื่อกี้ไหม เหมือน… รู้จัก”
มินพยักหน้า น้ำตาไหลเงียบ ๆ
ในอีกบ้าน ฟ้ากับปริญญ์นั่งหลังประตู ปริญญ์ตัวสั่น “เราต้องออกไป… เราต้องออกไป…”
ฟ้ากอดเข่า “เราถูกอะไรบางอย่างขังไว้… ฉันรู้สึกเหมือนเคยเป็นแบบนี้มาก่อน”
เสียงเคาะหน้าต่างดังขึ้น ปริญญ์เอามืออุดหู ฟ้ากรีดร้อง
เงาดำปรากฏนอกหน้าต่าง เฝ้ามองนิ่ง ๆ ไม่ขยับ
เวลาในหมอกดำเนินไปอย่างช้า ๆ มินกับวาวาลุกออกจากบ้าน พวกเขาตะโกนเรียกฟ้ากับปริญญ์ แต่ไม่มีเสียงตอบ
วาวาเดินไปที่บ่อน้ำ พบเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างบ่อ ผมยาวปิดหน้า ใส่ชุดโบราณ
“หนู… มาจากไหน” วาวาถามเสียงแผ่ว
เด็กหญิงเงียบ ไม่ตอบ ชี้นิ้วไปในบ่อ
มินเดินมาข้าง ๆ มองลงไปในบ่อ พบแต่ความมืดลึกสุดสายตา มีเสียงกระซิบดังมาจากข้างล่าง
“อย่ามอง อย่าเชื่อ อย่ากลับหลัง”
วาวากลั้นหายใจ มินจับแขนเพื่อนแน่น
ทันใดนั้น เงาดำโผล่ขึ้นจากบ่อช้า ๆ ร่างสูงโปร่งไม่มีหน้า ไม่มีตา ยืนเงียบ ๆ เฝ้าดูทั้งสองคน
วาวาหันมามองมิน น้ำตาไหล “เราจะออกไปได้ไหม”
มินกอดวาวาแน่น เงาดำค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ หมอกหนาขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงเด็กร้องเพลงลอยผ่านหมอก “กลับบ้านไม่ได้… กลับบ้านไม่ได้…”
ขณะที่หมอกกลืนทุกอย่าง เงาดำและเสียงในอดีตผสานเข้ากับเสียงปัจจุบัน ความทรงจำเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นที่เข้ามาในหมู่บ้านนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าช้า ๆ ปรากฏขึ้น
กล้องของมินตกลงกับพื้น ภาพสุดท้ายค้างอยู่ที่รอยมือดำเต็มหน้าจอ
เสียงหมอกและเงาดำยังคงวนเวียนอยู่ในหุบเขาบัว—รอผู้มาเยือนคนต่อไป