กลางฤดูฝน…ในวันที่ใจเปียกปอน
เสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีของร้านกาแฟเล็ก ๆ หน้าซอย รสนายืนอยู่นอกชายคา มองหยดน้ำหยดใสที่ร่วงลงมา เธอหยิบสมุดสเก็ตภาพออกมาจากกระเป๋าผ้า ลากเส้นดินสอเบา ๆ เพื่อลดความประหม่าในตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พีเปิดประตูร้านกาแฟออกมา ถือแก้วลาเต้สองใบ เขาชะงักไปนิดเมื่อเห็นรสนากำลังวาดรูป ไม่กล้ารบกวน เธอดูตั้งอกตั้งใจและล่องลอยเหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง
“เอ่อ…รสนา” เขาเอ่ยเสียงเบา ยื่นแก้วกาแฟไปตรงหน้า “ของโปรดเธอ…ลาเต้ ไม่ใส่น้ำตาล”
เธอช้อนตามามองลังเลนิดหนึ่ง ก่อนรับมา “ขอบคุณค่ะ” น้ำเสียงติดขัด เธอหลบสายตาเหมือนกลัวเขาจะรู้ความลับอะไรเข้า
สองคนเดินกลับเข้าออฟฟิศพร้อมกาแฟในมือ ทางเดินเต็มไปด้วยกลิ่นเปียกฝนและเสียงรองเท้ากระทบพื้นเปียก พีเดินนำเงียบ ๆ รสนาก้มหน้า ไม่พูดอะไรต่อ
ออฟฟิศเงียบงัน มีแต่เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดกับเสียงฝนข้างนอก รสนาจ้องจอคอมพิวเตอร์ไม่กระพริบ พีเดินมาหยุดข้าง ๆ ดูงานกราฟิกบนจอ “โลโก้ตัวนี้…ถ้าเปลี่ยนฟอนต์นิดนึง น่าจะอ่านง่ายขึ้นนะ”
รสนาหยุดมือ หันขวับมา โลโก้นั้นเธอคิดอยู่นาน นี่เป็นร่างที่สามแล้ว “ขอเวลาหน่อยค่ะ เดี๋ยวจะลองปรับใหม่” เสียงเธอเบา แววตาชนิดที่ไม่คิดสู้ เขาพยักหน้ารับ รอยยิ้มน้อย ๆ ทำให้เธอเผลอมองนานเกิน
เย็นนั้น ฝนยังตกไม่หยุด รสนาเก็บของกลับแต่พีถูกเรียกให้คุยงานกับหัวหน้า เธอเดินไปกางร่มหน้าประตู สักพักพีวิ่งตามมา หอบนิด ๆ “ขอโทษที ให้รอนาน”
“ไม่เป็นไรค่ะ…ฉันชอบฝนอยู่แล้ว”
เขาหัวเราะเบา ๆ “คนชอบฝน ดูเหมือนจะอมความเศร้าไว้ในใจตลอดเลยรู้มั้ย”
รสนายิ้ม เงียบสักครู่ “แล้วพีล่ะ ชอบฝนไหม”
เขาเงียบไปนาน เสื้อเชิ้ตสีฟ้าเปียกน้ำฝนที่ปลายแขน “ก็…ไม่ได้รู้สึกอะไรกับฝนมากนัก แต่เคยมีคนบอกว่า ฝนทำให้ลืมบางอย่างได้”
เสียงฝนเหมือนจะดังขึ้นกว่าเดิม รสนาหลบตา หัวใจเต้นแปลก ๆ ที่ถูกพูดเหมือนรู้ความในใจ
วันต่อมา การประชุมทีมเริ่มขึ้น พียืนอธิบายงานตามปกติ เสียงเขานิ่ง น่าเชื่อถือ รสนาแอบมองเงียบ ๆ เธอเห็นเขาช่วยเพื่อนร่วมงานตลอด แต่เวลาอยู่คนเดียวกลับเหมือนแบกอะไรไว้จนไหล่ตก
พักกลางวัน เพื่อนร่วมงานชวนไปร้านข้าวแกง พีไม่ได้ไป นั่งทำงานกับรสนาในออฟฟิศ “เธอไม่หิวเหรอ” พีถาม ระหว่างจับเมาส์คลิกงาน
เธอส่ายหน้า “ไม่ค่อย…บางทีทำงานกับฝนตกแบบนี้ มันก็เงียบดี”
“เงียบจนฟังเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้นมั้ย” เขายิ้มให้ นัยน์ตาคู่นั้นซ่อนอะไรบางอย่างไว้
รสนาชะงัก มองเส้นผมของพีที่เปียกฝนจากเมื่อเช้า ความอยากรู้เกี่ยวกับเขาถามขึ้นมาในใจ แต่เธอเลือกแค่พยักหน้า “…มั้งคะ”
เย็นวันนั้น รสนากลับเร็ว พีเดินรั้งไว้ที่บันได “เธอ…อยู่กับตัวเองบ่อย ๆ ไม่เหงาหรือไง”
รสนาตกใจนิดหน่อยกับคำถามนั้น ฮึดฮัดกลบเกลื่อน “ทำไมล่ะ ไม่ทุกคนจะต้องกลัวความเหงาหรอก”
พีสบตา “แต่บางที ความเหงาทำให้เราหลงผิดคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งที่มันไม่ใช่”
เขาเองก็เลือกจะเงียบ เธอไม่กล้าถามต่อ เดินหนีฝนไปอย่างอึดอัด
กาลเวลาผ่านไป ใกล้วันส่งงานใหญ่ ทั้งคู่ต้องอยู่ดึกบ่อย ๆ ในออฟฟิศ รสนาออกไอเดียแก้ไขสีโปสเตอร์ พีถามความเห็นจริงจัง ทำให้ต้องถกเถียงกันบ่อย “สีนี้มันแสบตาไปนะ เดี๋ยวคนลูกค้าจะไม่ชอบ” เขาวิจารณ์ตรง ๆ
รสนายืนกราน “แต่ลูกค้าเจาะกลุ่มวัยรุ่น สีสันสดต้องเด่นเข้าตา คุณไม่ได้อ่านบรีฟเหรอ”
พีถอนหายใจ “มันต้องประนีประนอมบ้าง เราต้องรับฟังคนอื่น”
“แต่บางทีเราก็ต้องเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดบ้าง…” เธอพูดเสียงแข็ง
บรรยากาศในห้องอึดอัดขึ้น ทั้งสองต่างหันหน้าหนี ต่างคนต่างกลับบ้านโดยไม่มีคำพูดเพิ่มเติม
วันหลัง เพื่อนในออฟฟิศเริ่มซุบซิบกันว่าพีดูเครียดกว่าเดิม รสนาสังเกตเห็นเขาอ่านอีเมลอยู่เงียบ ๆ บ่อยครั้ง ตาแดงเหมือนอดนอน เธอขอเข้าไปนั่งข้าง ๆ ส่งขนมบนโต๊ะ “กินข้าวบ้างนะ” เสียงเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เขารับขนม ทิ้งตัวพิงเก้าอี้ถอนหายใจหนัก “ขอโทษนะ ถ้าทำอะไรให้เธอลำบากใจ”
รสนาไม่ตอบทันที แค่นั่งนิ่ง พอเขาดูเปิดใจ เธอถามออกไปเบา ๆ “คุณมีเรื่องอะไรหนักใจเหรอ”
เขาหลบตา “มันก็…แค่เรื่องครอบครัวเก่า ๆ กับงาน มันเหมือนแบกภูเขาอยู่บนหลังพยายามจะไม่ให้ใครเห็น แต่ก็มองออกใช่มั้ย”
รสนาเดินออกไประเบียง สูดลมหายใจฝนเข้าปอด เขาตามออกมา ยืนข้างเธอ เงียบ ๆ
“ฝนตกนี่มันดีนะ” พีว่าเบา ๆ
“ฉันชอบเวลาที่มันซ่อนน้ำตาให้ด้วย” เธอยิ้มเจื่อน ๆ
ทั้งคู่หัวเราะออกมาพร้อมกัน มันเป็นช่วงเวลาเดียวที่ไม่มีใครปิดบังอะไรไว้อีก
หลังวันนั้น สายสัมพันธ์เริ่มนุ่มนวลขึ้น พีชวนรสนาออกไปร้านขนมปังเจ้าดังยามเย็น ครั้งแรกที่ได้เห็นเธอยิ้มกว้าง เขาชวนคุยเรื่องการ์ตูนวัยเด็ก เธอก็แชร์รูปพ่อที่วาดเล่นไว้ ซ้ำ ๆ โมเมนต์นี้มันดูปลอดภัยเหลือเกิน
แต่ความสัมพันธ์ไม่ง่าย ฝ่ายบริหารเรียกประชุมกะทันหัน พีมีโอกาสเลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์แต่ต้องไปเชียงใหม่อย่างไม่มีกำหนด รสนากระวนกระวายใจ เธอถามเขาตรง ๆ วันหนึ่งหลังเลิกงานขณะเดินลุยฝนกลับบ้าน
“คุณจะไปเชียงใหม่จริง ๆ เหรอ” รสนาถามเสียงเบา หยดน้ำฝนเกาะขนตาเป็นเม็ดใส
พียิ้มเศร้า “โอกาสมันก็มาตอนที่เราไม่พร้อมเสมอแหละ”
“แล้วคุณอยากไปจริง ๆ หรือว่า…แค่หนีอะไรบางอย่าง”
เขาอึ้งไป เพ่งมองรสนาอยู่นาน “บางทีผมก็อยากลองเริ่มต้นใหม่…อาจจะมีอะไรดี ๆ รออยู่ไหม”
รสนาเม้มปาก น้ำเสียงสั่น ๆ “แล้วเราล่ะ…จะเป็นยังไง”
พีเงียบไปนาน ก่อนจะพูด “เรา…ห่างกันสักพักดีไหม รสนา อยากให้เธอได้มีอิสระ ไม่ต้องรออะไรที่ยังไม่แน่นอน”
เธอกลืนก้อนสะอื้นลงในลำคอ พยักหน้า “ค่ะ…”
สายฝนที่ตกต่อข้ามคืน เหมือนหัวใจเธอจมดิ่งลึกลงในความเงียบ
หลังจากพีย้ายไปเชียงใหม่ รสนายังคงทำงานที่เดิม เฉยชามากกับทุกคนในออฟฟิศ เพื่อนพยายามปลอบใจ เธอเอาแต่ทำงานหนัก หน้าจอคอมพ์เป็นรูปถ่ายวัดพระธาตุที่พีส่งมา เธอลบมันทิ้งในคืนที่ฝนตกหนักที่สุดปีนั้น
หลายเดือนผ่านไป ทั้งคู่ต่างแยกย้ายใช้ชีวิตของตัวเอง พีเริ่มปรับตัวได้กับเมืองใหม่ แต่ก็รู้สึกว่าใจยังติดอยู่ที่บางอย่าง เขาลองนั่งเขียนจดหมายหาเธอแต่ไม่กล้าส่ง
รสนาค่อย ๆ กลับมายิ้มกับโลกอีกครั้งเมื่อน้องในทีมออกไอเดียใหม่ เธอลองเปิดใจให้คนรอบข้าง ซ้อม present งานจนลื่นไหล วันหนึ่งขณะออกแบบโลโก้โปรเจ็คต์ใหม่ ฝนแรงจนไฟดับ รสนานั่งนิ่งกับความเงียบจนคิดถึงคำพูดของพีวันเก่า
“เงียบจนฟังเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้นมั้ย”
เธอหลุดหัวเราะออกมา กับความไร้เดียงสาชั่วคราวนั้น
ผ่านไปเกือบปี รสนาได้รับอีเมลจากบริษัทที่เชียงใหม่ ขอให้ไป present งานใหญ่ เธอลังเลแต่ก็รับปาก ในที่สุดก็ได้พบกับพีอีกครั้งระหว่างฝนพรำในลานจอดรถเมืองเหนือ
ทั้งสองสบตากันต่างนิ่งเงียบ ลมหายใจฝนปะทะใบหน้า พีพูดก่อน “สบายดีนะ”
รสนาพยักหน้า “คุณล่ะ…สบายดีไหม”
“บางวันก็ใช่ บางวันก็ไม่…เหมือนกันมั้ย”
เธอยิ้มจาง “อืม…แต่รู้มั้ย บางครั้งฉันก็คิดถึงคำพูดคุณนะ”
ฝนเริ่มตกแรงจนร่างสองคนยืนใกล้กันใต้ร่มเล็ก ๆ พีพูดออกมา “ระหว่างเรามันยังเหลืออะไรอยู่ไหม”
รสนาชะงัก นานมากกว่าจะตอบ “มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เรายังอยากเริ่มต้นใหม่ได้อีกไหม”
เขาดูหนักใจอยู่ครู่ long pause “ผมยังอยากลองอยู่…แต่กลัวจะทำให้เธอต้องเจ็บอีก”
เธอยิ้มทั้งน้ำตา “ฝนมันตกไม่ตลอดไปหรอกพี ถ้าไม่เสี่ยงสักครั้ง เราคงไม่รู้จริง ๆ ว่าพายุจะผ่านไปไหม”
เขากุมมือเธอไว้แน่น เป็นครั้งแรกที่มือสองข้างนั้นไม่ได้สั่นด้วยความกลัวอีกต่อไป
เสียงฝนกลบเสียงหัวใจ แต่ในความเงียบนั้น มีคำตอบอยู่แล้ว
เย็นนั้นทั้งสองเดินเคียงกันใต้ร่มเก่า คราวนี้ไม่มีใครเร่งเดิน ไม่มีใครปิดบังหรือหนีอดีต ต่างคนต่างเรียนรู้ที่จะยอมรับแผลเดิมและให้โอกาสใหม่กันอีกสักครั้ง
ฤดูฝนปีนั้น…หัวใจที่เปียกปอน ได้มีโอกาสแห้งแล้งและเบ่งบานพร้อมกันเป็นครั้งแรก