เศษเสี้ยวบนขอบฟ้า
เสียงไซเรนแจ้งเตือนดับวูบบนผนังท่อแก้ว สะท้อนเป็นจังหวะสั้นถี่ราวหัวใจใครกำลังเต้นกระสับกระส่าย เด็กหญิงผมดำสั้นชื่อเซเรน วัยสิบหก นั่งชันเข่าข้างประตูกระจกมองออกสู่ช่องหน้าต่าง—ทิวทัศน์ของโลกที่ดูไกลอย่างที่ไม่เคยไกลกว่านั้น เสี้ยวแสงเช้าที่กรองผ่านขอบสถานีอวกาศขนาดมหึมาตัดความเงียบด้วยแสงสีเงิน คิ้วเข้มของเธอขมวดแน่น ซ่อนคำถามมากมายไว้ใต้เปลือกตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไฟฉุกเฉินอีกแล้วเหรอ?” เด็กชายร่างสูง ชื่อมาโค เดินมาหยุดข้างเธอ เหงื่อซึมขมับ สีหน้าเหนื่อยล้าแต่พยายามยิ้มให้ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ “เมื่อคืนฉันตื่นสี่รอบเพราะเสียงสัญญานนั่น เจ๊งบ่อยขึ้นนะ”
“อยากให้พ่อแม่กลับซะที” ดานี เด็กสาวผมแดง เจื้อยแจ้ว ขยับมือกอดอก ยืนมองหน้าต่างอีกฝั่ง สายตาสับสน ริมฝีปากสั่นนิด ๆ “พวกเขาบอกแค่วันเดียว ทำไมยังไม่กลับ…”
คำตอบนั้นเงียบกริบ มีเพียงเสียงหายใจประปรายจากเด็กคนอื่นๆ ที่พักในโถงส่วนกลาง ท้ายสุด อาดิน เด็กหนุ่มท่าทางขี้ระแวง ขยับเข้ามาอย่างลังเล “เรา…ควรทำอะไรบ้างไหม? เผื่อเกิดอะไรขึ้น…ฉันไม่—ไม่ไว้ใจกฎของสถานีแล้ว เซเรน…”
เซเรนแค่นเสียง ห้ามไม่ให้หัวใจไหลย้อนสู่อดีต เธอยังกังวลกับเสียงในฝันเมื่อคืน—เสียงผู้หญิงอ้อนวอนขอให้เชื่อใจ พร้อมภาพแขนเสื้อขาวที่เต็มไปด้วยเลือดบางเบา ความจำนั้นพร่าๆ แต่ความกลัวกลับเหมือนจริงขึ้นทุกวัน “ฉันไม่อยากรออีก เราต้องเช็คศูนย์ควบคุม”
มาโคขยับตัวเหมือนจะขัดแต่เปลี่ยนใจ “ไปกันหมดเลยเหรอ? ไม่มีใครอยู่เฝ้าตรงนี้ล่ะ…”
ไม่มีใครตอบ ทุกคนลังเล สายตาเวียนวนมองหน้ากัน บางคนกลืนน้ำลาย บางคนกัดปากแน่น สุดท้ายเซเรนลุกขึ้นด้วยแรงผลักดันที่มาจากส่วนลึก “งั้นฉันกับอาดินจะไป ที่เหลือรอก่อน ไว้เราติดต่อกลับได้—”
ทันทีที่ประตูเปิด เสียงคล้ายกระจกแตกสะท้อนมาจากอีกทาง ทุกคนชะงัก ท้องฟ้านอกสถานีเปลี่ยนสี—เหมือนมีบางอย่างเคลื่อนผ่านความว่างเปล่า
ดานีตะโกนลั่น “นั่นเสียงอะไร อาดิน! เซเรน! อย่าไป—”
ประตูปิดตัดความวุ่นวาย เซเรนกับอาดินวิ่งไปตามทางเดินโลหะคดเคี้ยว แสงไฟซึมสีฟ้าเจือแรงดันต่ำในอากาศ สองคนพยายามเงี่ยหูฟังสิ่งที่ไม่ใช่เสียงเครื่องจักร เสียงฝีเท้าสะท้อนในทางเดินร้าง “นายกลัวเหรอ?” เซเรนพูดโดยไม่หันมา
อาดินสบตากับแผงควบคุม “ถ้าไม่กลัวคงโกหก…เมื่อคืนฉันฝันเห็นอะไรขยับอยู่ในป่าใต้สถานี—เหมือนตอนเราอยู่โลก…”
เซเรนหยุดเดิน มุมปากกระตุก “ฝันอะไรแบบนั้นบ่อยมั้ย?”
“ตอนเด็กพวกเขาปล่อยให้ฉันเก็บตัวในป่า อยู่นอกศูนย์ควบคุม…ฉันกลัวจะเป็นแบบนั้นอีก” อาดินเสียงสั่น แอบยกมือเช็ดน้ำตาเร็วๆ
เซเรนวางมือบนหลังเขา “นายอยู่คนเดียวมาตลอดสินะ”
อาดินพยักหน้า ลมหายใจถี่เร็วจากความประหม่า “ฉันอยาก…อยากเชื่อใจใครสักคน แต่ตอนมีอะไรผิดปกติ ฉันทนความไม่แน่นอนไม่ได้”
เซเรนหายใจช้าๆ มือกำหมัดไว้แน่น “ถ้าเธออยู่กับฉัน เราจะรอดไปด้วยกัน”
เสียงลั่นจากห้องควบคุมทำลายความเงียบ ทุกอย่างดับพรึบ เหลือเพียงแสงเขียวๆ จากหน้าจอฉุกเฉิน เซเรนกับอาดินชะโงกหน้าดู—พบข้อความบนจอ: ‘รอยร้าวตรวจพบในส่วน M-7 ออกไปโดยด่วน’
“เราต้องกลับไปหาคนอื่น!” อาดินกระชากแขนเซเรน ทั้งสองวิ่งถลันตรงกลับไป ระหว่างนั้นเสียงในลำโพงดังพร่าขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่ประตูโถงใหญ่เลื่อนเปิด อากาศเย็นเฉียบตีกลับหน้า ภายในห้องกลางเงียบผิดปกติ มีเพียงดานีกับมาโกยืนกอดกันแน่น สีหน้าหวาดกลัวx2. “คนอื่น ๆ หายไปไหนหมด!” ดานีร้องไห้ ตาของเธอแดงวาบ
มาโคพูดเบา ๆ “รอยร้าวใน M-7 กลั้นออกซิเจน บางคนไปตรวจเองแต่…สัญญาณหายหมด ไม่มีใครตอบ”
เซเรนกัดฟัน น้ำเสียงแข็ง “เราต้องค้นหายูนิตต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เผื่อพวกเขายังอยู่” เธอพูดเสียงต่ำ แตกต่างจากก่อนหน้าเพราะพรางความกลัวไว้ไม่มิด
ดานีสั่นเทา “แต่ถ้าพวกเขาไม่รอด…”
อาดินโอบไหล่เธอไว้ “อย่าเพิ่งสิ้นหวัง—ตอนนี้ทุกคนมีเรา เรายังช่วยกันได้”
กลุ่มย่อยคลุมฮู้ดออกเดิน เบื้องหน้าคือทางแยกสู่อุโมงค์ซ่อมบำรุง บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงใจตัวเองเต้น—แต่ละคนเลือกไม่พูดเพราะกลัวว่าจะเผลอพูดในสิ่งที่ไม่กล้ายอมรับ
ขณะพวกเขามาถึงประตูทางเข้า M-7 ประตูล็อคแน่น เสียงแตกระรัวเหมือนมีบางอย่างเคาะอยู่ข้างใน มาโคกลืนน้ำลายก่อนจะพูด “มันปลอดภัยจริงเหรอ…”
เซเรนเหลือบตาขวาง “ถ้าไม่เสี่ยง เราก็ไม่รู้อะไรเลย!”
ดานีพึมพำ “ฉันทนอยู่กับความไม่รู้นี่ต่อไปไม่ได้…”
แต่ในที่สุด เซเรนยกมือแตะแผงสแกน ประตูขยับ เผยให้เห็นควันขาวลอยเอื่อย โถงเงียบผิดมนุษย์ เหมือนถูกทิ้งร้างมานานกว่านี้หลายปี
แสงกะพริบจากปลายทางเดิน เห็นเงาคนราง ๆ เด็กน้อยคนหนึ่งโผออกจากซอกมืด เซเรนรีบวิ่งไปรับ “เซนต์! เธออยู่นี่เอง!”
เด็กหญิงตัวเล็กกว่าใคร คนใหม่ในกลุ่ม สะอึกสะอื้น “หนูหลงทาง…ได้ยินเสียงแปลก ๆ มีคนร้องไห้ข้างในนั้น…”
อาดินขยับใกล้ “มีใครตามมามั้ย…?”
เด็กน้อยส่ายหัวแรง ดวงตาตื่นตกใจ “ไม่มีค่ะ…แต่หนูเห็น—เหมือนเงาของคนโต เดินหายเข้าไปในความมืด”
เวลาผ่านไปอย่างน่ากระวนกระวาย คนในกลุ่มรวบรวมกล้าตามเส้นทางสายหลักกลับ สถานีสะท้อนเสียงหยดน้ำและเสียงแตกของแผ่นเหล็กเก่าวัตถุ ไม่พูดอะไร—ทุกคนต่างพาอดีตของตัวเองเดินไปด้วยกัน
ขณะหยุดหลบในล็อบบี้ร้าง เซเรนเหลียวกลับไปหาอาดิน พึมพำ “ถ้าต้องเลือกระหว่างเชื่อใจคนอื่นกับเชื่อตัวเอง นายจะทำยังไง?”
อาดินนิ่ง นานก่อนตอบ “…ฉันอยากเชื่อใจนายมากกว่า”
เสียงสะอึกบนลำโพงดังขึ้น—“ระบบจะหยุดทำงานในหนึ่งชั่วโมง กรุณาอพยพออกจากสถานี” เสียงผู้ใหญ่แปลกหูทุกคน แต่ไม่มีใครติดต่อเข้ามา
มาโคหน้าซีด “พวกเขาทิ้งเราไว้จริง ๆ เหรอ…”
ดานีร้องขึ้น “เราไม่มีทางรอดถ้าแยกกัน!”
เซเรนขมวดคิ้ว แม้หวั่นไหวแต่ยังแกล้งนิ่ง “ใครอยากรอด ต้องเชื่อใจฉันตอนนี้!”
อาดินพูดเสียงสั่น “มีแต่เราที่จะช่วยตัวเองได้แล้ว…”
เด็กกลุ่มนี้เริ่มคุยกันถึงทางหนี เซเรนเสนอแผนตัดไฟที่ศูนย์พลังงาน และปลดล็อกแคปซูลฉุกเฉิน ทุกคนต่างมีความลังเล กลัวและหวังสลับไปมา บางคนเสนอให้แยก บางคนอยากอยู่รอพ่อแม่มาแต่ไม่มีใครมั่นใจ
ท้ายที่สุด เซเรนกับอาดินเป็นผู้นำ กลุ่มแบ่งหน้าที่อย่างไม่มีประสบการณ์ ช่วยกันรวบรวมเสบียงกับชุดออกซิเจน เสียงทะเลาะผะแผ่วดังตามทางเดินมาเป็นระยะ ทุกคำพูดคือการต่อรองทั้งความกลัวกับความศรัทธาในกันและกัน
เมื่อถึงศูนย์พลังงาน มาโคลังเลกดปุ่ม “ถ้ามันผิดพลาด เราจะติดอยู่ในนี้…”
เซเรนพูดเสียงต่ำ “แต่อยู่นี่ก็ไม่รอดเหมือนกัน”
ความเงียบถาโถม ทุกคนมองหน้ากัน ก่อนที่ในวินาทีสุดท้าย มาโคกดปุ่ม ปลดล็อกสัญญาณขอความช่วยเหลือ
สัญญาณขาดหายไปครู่ใหญ่ แล้วเสียงคล้ายผู้ใหญ่ดังตอบกลับมาแผ่วเบา “…รับทราบ พวกเธอรออยู่ อย่าไว้ใจใครนอกกลุ่มเด็ดขาด!”
ทันใดนั้น ดานีสะดุ้ง “ทำไมเสียงนั้นเหมือนแม่ฉัน แต่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่ใช่ตัวเธอเลย…”
เกิดความสงสัยในกลุ่ม ทั้งอดีตและอดีตถูกขุดขึ้นกลางความโกลาหล แต่สถานการณ์บีบให้เดินหน้าเท่านั้น
ในจังหวะขืนใจ ทุกคนทยอยเข้าสู่แคปซูลฉุกเฉิน เสียงแคปซูลกระทบรางโลหะดังก้องขณะเซเรนมองย้อนกลับมายังสถานีที่เธอรู้จักมาตลอดชีวิต—เหมือนบ้าน แต่เก็บกดไว้ด้วยบาดแผลและคำถามที่ไม่เคยได้คำตอบ
อาดินกระซิบ “ถ้าเรารอด ฉันอยากกลับบ้านที่มีคนรอจริง ๆ”
เซเรนไม่ตอบ แต่ยิ้มเจื่อน—ขณะที่แคปซูลค่อย ๆ สั่นรัวเมื่อถูกปล่อยออกสู่ห้วงอวกาศ เส้นขอบฟ้าสีน้ำเงินพร่าเป็นภาพสุดท้ายที่ทุกคนได้เห็น
เมื่อแคปซูลตกลงสู่พื้นโลก ทุกคนยังอยู่พร้อมหน้า ร่างกายเจ็บช้ำแต่หัวใจเหมือนถูกแกะออกเผยใหม่ ผ่านวิกฤตที่แทบเอาชีวิตไม่รอด ทุกคนเรียนรู้จักเชื่อใจ ละทิ้งอดีต และเริ่มสร้างครอบครัวอย่างแท้จริง…ด้วยกันเอง