ใต้ดิน: ปีกหักแห่งความหวัง
เสียงโลหะครูดกับหินสะท้อนก้องในระเบียงแคบ มืดสลัว โซลวัยสิบสามปี เดินก้มหน้า ไหล่เล็กสั่นระริก ท้องหิวโหย เหน็บหนาว ดวงตากะพริบหาแสงที่ไม่มีอยู่จริง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ข้างทาง เงาดำรูปร่างประหลาดลอยวนเวียน บางเสี้ยวกระซิบถ้อยคำแปลกประหลาดเข้าในหูเขา โซลหลับตาแน่น ฝ่ามือกำหลอดไฟฉายแตกที่ไร้ประโยชน์
“แล้ววันนี้จะหาทางออกได้มั้ยล่ะ โซล” เสียงทุ้มต่ำคล้ายตกอยู่ในความฝันดังขึ้น เด็กชายไม่พูด ได้แต่กระชับร่างหลบเงาดำที่แทบสัมผัสเขาได้ “นายชอบหลงทางเสมอเลย”
โซลถอนหายใจ ไม่ตอบ เขาขยับเดินต่อ พลางจับภาพในหัว พ่อกับแม่ กับรอยยิ้มเลือนรางในความทรงจำล่าสุดในห้องครัว ก่อนประตูระเบิดสะบัดกับลมเย็นจัดหวีดหวิว แล้วเสียงกรีดร้องที่เขาจำไม่ได้ว่านานเท่าไรแล้ว
เขาต้องหาพวกท่านให้เจอ
โซลเลี้ยวเข้าช่องเล็กแคบ หลบพอดีกับร่างเด็กหญิงคนหนึ่ง – เฟนซ์ ผมหยิกยุ่ง ใบหน้ามอมแมมแต่แววตากล้าแกร่ง ต่างจากโซลชัดเจน เธอจ้องจ้องขวดน้ำบนเอวเขา
“สลับกันมั้ย ฉันมีขนม นายมีน้ำ” เสียงเธอเจรจาฟังดูจริงจัง โซลลังเล แต่ความกระหายเหนือกว่า “แบ่งก็ได้…” พูดเบาเสียง โซลส่งขวดไป เฟนซ์ยื่นขนมคล้ายข้าวโพดกรอบให้
ทันใด แสงไฟสีฟ้าสว่างวาบจากด้านหลัง เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้น เฟนซ์ดึงแขนโซลผลักเข้าอุโมงค์แคบด้วยแรงเกินตัว “เจ้าหน้าที่!”
ทั้งสองหมอบคุกกับพื้น เงาไฟวิ่งผ่านหัว สองมือเฟนซ์ปิดปากโซลแน่น สายตาของเจ้าหน้าที่ขาวโพลนอย่างไร้ชีวิต กวาดหาหยาดอาหารหรือเด็กหลง ยังคงผ่านไปโดยไม่เกิดอะไรขึ้น
เสียงหายใจโล่งอกของเฟนซ์ “แม่นายอยู่ไหนล่ะ”
“เขาหายไป” โซลตอบเบา ๆ พยายามไม่มองดวงตาอ้อนวอนของเธอ
“เหมือนกัน…” เฟนซ์หัวเราะแผ่ว ลูบรอยแผลบนแขน “ฉันมีแผนที่แปลก ๆ ของที่นี่ ตามมามั้ย”
โซลพยักหน้า ไม่รู้จะไปทางไหนต่อได้อีก
ข้างหลัง เงาดำยังคงไหลตามอย่างไม่ลดละ
ทั้งสองเดินฝ่าสายลมเย็นใต้ดิน เฟนซ์ค่อย ๆ เล่าว่า พ่อของเธอเคยบอกว่า ‘มีทางออก วิญญาณใต้ดินจะชี้นำ’
ขณะเดิน เสียงกระซิบพูดแปลก ๆ ในหัวโซลเริ่มดังขึ้น “ไปทางขวา” “ระวังบันได”
โซลชะงัก เฟนซ์หยุดมอง “เป็นอะไร”
“ไม่มีอะไร” โซลฝืนยิ้ม เฟนซ์มองรอยเปื้อนบนหน้าเขานานก่อนถอนหายใจ
เส้นทางลาดต่ำชำรุดชื้น เด็กทั้งสองไถลลงไปชนบันไดเหล็กสนิม คราวนี้บันไดทรุดตัวเสียงดัง เงาดำทะลักเข้าหาอย่างหิวโหย โซลเห็นใบหน้าผู้คนที่ร้องไห้กลับกลายเป็นเงาพลิ้ว
เขากระชากเฟนซ์ลุกขึ้นวิ่งสุดแรง ก่อนจะโผล่เข้าโถงขยะทรุดโทรม ที่มุมหนึ่งมีร่างเด็กชายแต่งชุดหลุดลุ่ยฉีกขาด ยืนตัวสั่นงอขดอยู่
เด็กคนนั้นชื่อราญ…
ราญจ้องสองคนใหม่อย่างหวาดระแวง “อย่าเข้ามา ฉันมี…” เขายกท่อสนิมขึ้นขู่ ทั้งโซลและเฟนซ์หยุดห่างจากเขา “ไม่เอา! พวกนายจะมาแย่งอาหารฉันใช่มั้ย”
โซลยกมือ “เราไม่ได้หาเรื่อง แค่หาทางหนี ฉันเห็นเงามากมายที่นี่”
ราญเบนสายตา เหมือนกลัวบางอย่าง “ที่นี่…มันไม่ปลอดภัย พวกนั้นมาเงียบ ๆ แล้ว…พร้อมกลืนกินทุกคน”
เฟนซ์มองรอยฟกช้ำแปลก ๆ บนแขนราญ “นายรอดมาได้ยังไง”
เด็กชายเลี่ยงตอบ ซ่อนท่ออยู่ข้างหลัง
ทั้งสามหันมาสำรวจโถง วางแนวรอบ ๆ ขยะ วางแผนเผชิญคืนแรกด้วยกัน เสียง “กระซิบ” ในหัวโซลยังดังกว่าเดิม
คืนนั้นเสียงลมหายใจของวิญญาณกับเสียงคนเป็นแยกแทบไม่ออก ความฝันของโซลเต็มไปด้วยภาพพร่าเบลอ พ่อ แม่ อยู่ไกลแสนไกล เสียงหนึ่งกระซิบข้างหู “กุญแจแสง ยังมีทางออก”
รุ่งเช้า โซลตื่นขึ้นพบว่าเฟนซ์ลากแผนที่กระดาษเก่าออกมา พวกเขาพบจุด ‘วงกลมแดง’ ใต้ดินลึกสุดที่ไม่รู้ใครวาดไว้
“วาดโดยคนที่เคยหนีรอดไปได้จริงรึ?” ราญถามเสียงแผ่ว
“แค่หวังลม ๆ แล้ง ๆ” เฟนซ์ประชด โซลจ้องวงกลมสีนั้นนาน รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
เครื่องส่งเสียงเตือนดังขึ้นใกล้ ๆ มีบางสิ่งเคลื่อนไหวในผนัง เงาดำก่อตัวเป็นรูปร่างบางสิ่งที่ไม่ใช่แค่เงาคน มันพูดออกมาเป็นภาษาโบราณที่โซลเข้าใจชัดเจน “จงถอดใจ หรือเป็นของเรา”
ทั้งสามตะลึง โซลใจเต้นแรง “ผมจะไม่ถอดใจ”
เสียงนั้นหัวเราะดังก้องราวกับสะท้อนหลายชั้นของผนัง “งั้นจงเดินหน้าเข้าใกล้ความจริงยิ่งกว่านี้สิ…”
ทันใด รอยร้าวกลางห้องปรากฏแสงกระจิริดออกมา ทั้งสามโผเข้าไปใกล้ ราญเอื้อมแตะก่อนทุกอย่างพังทลาย ห้องทั้งห้องตกสู่ความมืดเฉียบพลัน วิญญาณหลากรูปร่างไหลทะลักเข้าหา แผ่นดินไหวสะเทือน คนทั้งสามกลิ้งลงโพรงลึกที่ไม่รู้จบ
ภาพเบลอในใจโซล สลับกับเสียงกรีดร้องแล้วเงียบงัน โซลสัมผัสได้ว่าร่างตัวเองตกสู่อ้อมแขนเย็นเยียบ ดวงตาใกล้ปิดลง สุดท้ายมีเสียงใหม่กระซิบว่า “ถ้านายรอด…ชั้นจะช่วยหาทางออกให้”
เมื่อลืมตา ร่างทั้งสามกระแทกพื้นห้องทรงเหลี่ยมประหลาด ผนังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์แปลกตาคล้ายไสยเวท เฟนซ์ถอนหายใจพรืด มองรอบข้างอย่างระแวง
ขณะนั้นประตูกระจกขุ่นถูกผลักเข้ามาจากด้านหนึ่ง เกษียณชายสูงวัยนามว่าซัมมาดิ ปรากฏขึ้น พร้อมตะเกียงเล็กในมือ
“เด็ก ๆ มายังไงกันถึงนี่” น้ำเสียงเขาติดเหนื่อยปนเศร้า ราญหันไปขู่ด้วยท่อสนิม เฟนซ์หยิบมีดเล็ก โซลรับรู้พลังบางอย่างในชายชรานี้
“ฉันชื่อซัมมาดิ ที่นี่เคยเป็นศูนย์ทดลอง คิดว่าพวกนายหลงมากันเกินจะเข้าใจเอง”
เฟนซ์กัดฟัน “จะพาเราออกไหม หรือจะเอาเราไปส่งเจ้าหน้าที่”
ซัมมาดิหัวเราะ “ถ้าอยากกลับขึ้นบนนั้นจริง นักวิญญาณต้องตัดสินใจเอง ฉันรอคนอย่างนายมานาน”
สายตาซัมมาดิขยับมามองโซลนิ่ง “พ่อแม่นาย…อยู่ใกล้กว่าที่คิด แต่อดีตของเธอเองคือกุญแจ”
โซลใจหายวาบ พยายามล้วงความทรงจำ แต่กลับพบภาพความกลัวไหลปะทะกัน สลับกับเสียงแม่ร้องเรียก “อย่ากลัว…โซล ลูกต้องเชื่อในแสง”
ซัมมาดิผละออกจากประตู เชิญทั้งสามเข้าไปในห้องข้างในซึ่งสว่างด้วยเพลิงจากตะเกียง พวกเขาพบสมุดบันทึกเก่า เลือกหยิบขึ้นมาเปิด เจอข้อความ “กุญแจแสงอยู่ในใจ … ไม่ใช่สิ่งของ แม้เงาจะกลบแสง แต่ใจมนุษย์ย่อมเปล่งประกายได้เสมอ”
เสียงเงาดำโผล่มาข้างหู “นายคิดจะสู้กับความมืดกี่ครั้งแล้ว”
โซลสั่น แต่เฟนซ์กำมือเขาแน่น “เธอยังมีพวกเรา”
ราญกัดฟัน ขยับตัว “ฉันเองก็ไม่อยากอยู่แบบนี้ตลอดไปเหมือนกัน”
เงาดำรอบห้องรวมตัวสูงใหญ่ จู่ ๆ ซัมมาดิกระซิบกับโซลเบา ๆ “ปล่อยความกลัวไป แล้วนายจะเห็นประตู”
ใจกลางห้อง เงาดำยืดยาวสูงท่วมเพดาน เสียงพ่อแม่โซลดังก้อง “ลูก…อย่ากลัว อย่าให้เงาควบคุม”
โซลยืนขวางเพื่อนทั้งสอง ชูไฟฉายแตกในมือ แล้วพูดเสียงแผ่ว “ฉันกลัว…แต่จะไม่หนีอีกแล้ว”
ทันใดแสงจาง ๆ ผุดขึ้นกลางอกโซล สะท้อนเรือนร่างเงากลางห้อง เงาดำนั้นแค่นหัวเราะ หมุนวนกระโจนเข้าหาตัวโซล
เฟนซ์ตะโกนชื่อโซล ราญพุ่งตามวิ่งเข้าขวาง แต่แสงกลางอกโซลขยายตัวจนเงาดำสั่นพร่า ทุกอย่างเงียบลงในชั่วขณะ
โซลหลับตา เห็นพ่อแม่โอบอ้อมแขน “ลูก…ความกลัวไม่ใช่จุดจบ แต่มันจะชี้ทางรักและกล้าให้เจอแสงในสิ่งที่มืดที่สุด”
แสงเงียบสงบค่อย ๆ แผ่ขยายออกไป แผ่นผนังแตก เผยอุโมงค์ลับ ฝุ่นคละคลุ้งลอยฟุ้งไปทุกทิศ
ซัมมาดิหัวเราะเสียงเศร้า “กี่ปีแล้วนะที่ไม่เห็นแสงนี้”
ราญเช็ดน้ำตาแบบไม่ให้ใครเห็น เฟนซ์กลั้นสะอื้นอยู่ข้าง ๆ ทุกคนฝืนยิ้มให้กัน รอยแผลจากอดีตยังอยู่ แต่เปลี่ยนความหมาย
อุโมงค์ใหม่นำพวกเขาขึ้นสู่ส่วนตื้นของนครใต้ดิน ใกล้ประตูเหล็กสูง เงาดำเจือจางเหลือเพียงเงาของพวกเขาเอง
ที่นั่น โซลได้ยินเสียงแม่ครั้งสุดท้าย “ลูก…ลูกทำได้แล้ว อย่าลืมแสงในใจ แม้ต้องเดินคนเดียว”
ประตูเหล็กแง้มออก กลิ่นอากาศสดชื่นแทรกเข้ามา ราญยืนลังเล เฟนซ์จับมือเขาไว้แน่น ซัมมาดิก้มศีรษะให้โซลและผองเพื่อนอย่างเงียบงัน
โซลสูดลมหายใจลึก ก้าวพ้นประตู เดินออกสู่รุ่งเช้ารอบใหม่ของมหานครใต้ดิน เปิดรับความไม่แน่นอนเบื้องหน้า แต่แสงในใจกลับเข้มแข็งกว่าครั้งใด
เสียงกระซิบพร่าจากอดีตเงียบลง มีเพียงเสียงเพื่อนและโลกใหม่ให้ฟังแทน