คืนลมใต้หมอก
เสียงเป๊าะของฟืนในเตาผิงกระทบโสตประสาทของคำฝน เธอนั่งขดตัวอยู่มุมห้องไม้กระท่อมกลางเนินสูง อากาศยะเยือกก็ดูจะสู้ความเย็นชืดในใจไม่ไหว แผ่นเสียงเก่าครางกราวเป็นระลอก น้ำค้างเกาะหน้าต่างจนเห็นเพียงเงาจางๆ ของทิวเขาและหมอกที่คืบคลานเข้ามาอย่างเอื่อยเฉื่อย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วิน ผลักประตูเข้ามา เขาถอดเสื้อกันฝนออกแล้วเขย่าผมเปียกน้ำ พลางกวาดตามองไปหาคำฝนที่ยังนั่งนิ่ง วินเอ่ยเบา ๆ “ยังไม่ได้นอนอีกเหรอ คืนนี้มัน…เงียบผิดปกติเนอะ”
คำฝนเม้มปากแน่น พยักหน้าโดยไม่ละสายตาจากหมอกนอกหน้าต่าง “พรุ่งนี้เช้าจะลองเดินขึ้นเนินฝั่งตะวันตกดู เผื่อทางนั้นจะมีสัญญาณโทรศัพท์”
วินถอนใจ “มันลองมาหลายรอบแล้วคำฝน เอาไว้เช้าก็ว่ากันใหม่… หมอกมันยิ่งหนา เมื่อตะกี้ผมได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ด้วย”
คำฝนเงี่ยหูฟัง เสียงหวีดวูบของลมแทรกมาตามชายคา ทั้งคู่เอาแต่จ้องหน้ากันเงียบ ๆ อย่างไม่ต้องการเอ่ยถึงบางอย่างที่คาใจมาหลายคืน
เพียงชั่วอึดใจ ไฟที่เตากระพริบวูบหนึ่งก่อนจะกลับติดใหม่ วินเดินไปหยิบผ้าห่มปกไหล่คำฝนไว้ ทั้งสองนั่งแน่นิ่ง มองหมอกที่ปกคลุมเนินไม้จนขาวโพลน
รุ่งเช้า กลิ่นมอสเปียกน้ำโชยมาในลมหายใจ วินคว้ากล้องคู่ใจสะพายข้างและหันไปกระซิบ “ถ้ามีอะไรแปลกไป รีบกลับทันทีนะ” คำฝนพยักหน้า เธอยังกดโทรศัพท์หวังสัญญาณ แต่เหลือเพียงหน้าจอดำสนิทเหมือนเมื่อวาน
สองหนุ่มสาวเดินลัดเลาะตามร่องดินแคบในป่าเสียงกังวานตอบรับฝีเท้าดังพร่ำ ๆ จากต้นไม้ เนินฝั่งตะวันตกนั้นสูงชัน วินพยายามเปิดบทสนทนา “บางที เราอาจยังไม่รู้เรื่องหมู่บ้านนี้ทั้งหมด…” คำฝนสวนทันที “แล้วนายคิดว่าคนในหมู่บ้านซ่อนอะไรไว้งั้นเหรอ?” เขาอ้ำอึ้ง มองเธอครู่หนึ่ง “ผมแค่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูก”
เดินได้ไม่ถึงครึ่งทาง เสียงร้องแผ่วเบา ปนเสียงลมหายใจติดขัดจากพุ่มสนอีกฝั่ง เด็กชายหน้าตาหม่นเศร้าก้มหน้าอยู่ตรงนั้น พอเห็นวินกับคำฝนเด็กชายก็สะดุ้งกระโดดถอยหลังหลบในเงาไม้
“เฮ้ ๆ ไม่ต้องกลัว พี่สองคนหลงทางเหมือนกัน” วินก้าวเข้าไป ใบหน้าตื่น ๆ ของเด็กชายเหมือนอยากพูดอะไรแต่กลับกัดปากเงียบ
คำฝนโน้มตัว “เธออยู่กับใคร ที่นี่มาได้ยังไง?” เด็กชายไม่ตอบ แต่ชี้ปลายนิ้วโบกไปทางถนนดินลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในหมอกหนา วินกับคำฝนสบตากันก่อนตัดสินใจเดินตาม
ถนนดินตัดผ่านแนวสนหนาทึบยิ่งลึก ยิ่งมีเสียงกรอบแกรบเหมือนฝีเท้าไล่ตาม วินขยับมือจับแขนคำฝนไว้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เด็กชายหยุดยืนอยู่หน้าต้นสนต้นหนึ่งที่มีสัญลักษณ์เหมือนลายแทงแกะสลักจาง ๆ
ขณะที่วินกำลังยกกล้องถ่ายภาพ เสียงร่ำไห้แทรกดังขึ้นรอบตัว ร่างเด็กชายจางหายไปกับหมอก เหลือเพียงความว่างเปล่าและเสียงสะอื้นที่ติดค้างในอากาศ
คำฝนหันมามองวิน “เราต้องกลับแล้ว ฉัน…ไม่ชอบที่นี่เลย” เสียงของเธอสั่น
ช่วงสาย สองคนเดินกลับกระท่อมต้นทาง ใบหน้าซีดจางของคำฝนสังเกตได้ชัดกว่าวันไหน ๆ วินพยายามปลอบใจ “มันอาจเป็นแค่เด็กแถวนี้—”
คำฝนสั่นหน้า “เขาไม่ใช่เด็กหมู่บ้านหรอก” น้ำเสียงมั่นใจจนน่าขนลุก “เมื่อวานฉันเห็นรูปเด็กคนนี้ ในข่าวคนหาย… สามปีที่แล้ว เขาหายตัวกลางหมอก”
วินกลืนน้ำลาย ใจกระตุก เขาคว้าโทรศัพท์ที่ใช้ไม่ได้ออกมากดมั่ว “ถ้างั้น…เราก็อาจติดกับดักของอะไรบางอย่าง…”
เย็นวันนั้น สองคนตัดสินใจออกจากกระท่อม ลัดเลาะหาทางไปบ้านใหญ่ของผู้ใหญ่บ้าน หวังว่าจะได้ข้อมูล คำฝนเดินนำแต่ก็ชะงักกลางลานเนิน เมื่อเห็นหญิงชราผมขาวยืนจ้องจากระเบียงบ้านใหญ่ สายตาเยือกเย็นแบบที่เจ้าตัวแทบไม่เข้าใจ
“มีอะไรรออยู่หรือเปล่า?” วินเอ่ยเบา ๆ คำฝนกลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าเดินเข้าไป หลังบ้านใหญ่มีเสียงสวดเบา ๆ คล้ายบทภาวนา
ประตูบ้านแง้มอยู่ หญิงชราผู้นั้นชื่อแม่พลอย กล่าวต้อนรับทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หมอกคืนนี้จะหนากว่าทุกวัน พวกเธออย่าออกไปไหน”
วินขยับเข้าใกล้ “เราต้องการโทรศัพท์ ติดต่อกับทางเมืองได้มั้ยครับ?” แม่พลอยถอนใจพูดช้า ๆ “ทุกคนที่มานี่ ล้วนไม่มีใครติดต่อออกไปได้… หมู่บ้านฟ้าภูหมอกก็เหมือนรอยต่อระหว่างสองโลก”
คำฝนเลิกคิ้ว ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและความกลัวประหลาด “หมายความว่าไง—รอยต่อสองโลก?”
ความเงียบเข้าครอบงำ มีเพียงเสียงพับหยาบ ๆ ของเสื้อคลุมในมือแม่พลอยที่ดังแว่ว หญิงชรานิ่งงันก่อนหันไปกระซิบ “จะเลือกกลับออกไปทันที หรือจะอยู่—จะยอมรับในสิ่งที่หมอกพาเข้ามา”
วินและคำฝน ต้องวางแผนตัดสินใจ คืนนั้นเอง หมอกขาวปกคลุมจนมองไม่เห็นปลายบันได วินพยายามนั่งเฝ้าหน้าต่างแทบไม่ได้นอน มือกำกล้องแน่นราวกับเป็นอาวุธ คำฝนนั่งมองเปลวไฟในเตาปรัศนียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
“วิน…นายกลัวอะไรที่สุดเหรอ?” เสียงคำฝนดังแผ่วท่ามกลางความเงียบงัน วินนิ่งไปนาน “ผมกลัวว่า…สุดท้ายจะต้องติดอยู่ที่นี่…ไม่เจอทางกลับบ้านอีก”
คำฝนหันมา พยายามยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตาเอ่อด้วยน้ำตา “ฉันกลัวการสูญเสีย…กลัวว่าวันที่ฉันกลับไป จะไม่มีใครเหลือรออยู่แล้ว”
ช่วงเที่ยงของอีกวัน ทั้งคู่ตัดสินใจลอบเดินออกไปกลางหมอก ขณะที่เสียงเพลงจากแผงลำโพงเก่า ๆ ในหมู่บ้านดังสะท้อนเป็นคลื่น ๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าใครบางคนติดตามเบา ๆ ทุกก้าว
เส้นทางในหมอกเหมือนหลอกลวง สองคนเดินวนกลับมาจุดเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งได้ยินเสียงคนร้องเรียกจากอีกฝั่ง “ทางนี้ ทางนี้!” เป็นเสียงเดิมของเด็กชายในหมอก วินตะโกนตอบกลับ ทอดสายตามอง แต่กลับพบว่าไม่มีรอยเท้าบนพื้นดินเลย
คำฝนเริ่มตะโกนด้วยความโกรธ “ถ้านายหลอกเราอีก ฉันจะไม่ตามไปรอบต่อไป!” เสียงเหล่านั้นหยุดลงทันที มีเพียงสายลมหม่นหมอกพัดผ่าน
สองคนเหนื่อยล้ามากจนทรุดตัวลงใกล้ลำห้วยเล็ก ๆ วินปล่อยกล้องทิ้งไว้ข้าง ๆ มองน้ำตาลดินไปเรื่อย “พวกเขาอาจไม่ต้องการให้เราออกไป”
คำฝนนั่งกุมหัว ไหล่สั่น เธอยอมรับเสียงสั่นระริก “หรือว่าหมอกนี่…ทำให้เราเห็นในสิ่งที่อยากเห็น กลัวในสิ่งที่อยากกลัว?”
ยามเย็น ฝนกระหน่ำใส่หลังคากระท่อมอย่างหนัก คนทั้งคู่แทบหมดแรง คำฝนทรุดตัวลงกับพื้นห้องและร้องไห้ออกมา วินเดินเข้ามาใกล้ ลังเลก่อนจะโอบไหล่เธอไว้ “เรายังมีฉันนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น… เราจะฟันฝ่ามันไปด้วยกัน”
พายุหมอกเข้าครอบงำทั้งหมู่บ้านจนเงียบงัน มองไม่เห็นแม้กระทั่งปลายเท้า เสียงหวีดหวิววูบผ่านหน้าต่าง พร้อมเงาร่างประหลาดที่ปรากฏขึ้นในหมอก วินรีบปิดประตูแต่คำฝนกลับเปิดออกดู เธอตัดสินใจก้าวเท้าเดินออกไปกลางหมอก ลมหอบพัดเอาเสียงวินที่ร้องเรียกไว้ “อย่าออกไปคำฝน!”
ฉับพลัน ภาพที่เห็นข้างนอกคือเส้นทางเก่า ๆ ที่เคยเดินผ่านแต่อะไรสักอย่างไม่เหมือนเดิม หมอกเริ่มกลายเป็นฝูงเงาผ่านไปรอบตัว ร่างเด็กชายค่อย ๆ โผล่มาข้าง ๆ
“เธอ…กลัวอะไร” เสียงของเขาตรงเข้าในใจ คำฝนกัดฟันตอบ “ฉันกลัวถูกทิ้งไว้คนเดียว” เด็กชายยิ้มเศร้าและชี้มือถือของเธอที่อยู่ในมือ “ที่นี่ไม่มีใครถูกละทิ้ง มีแต่คนที่ยอมปล่อยทุกอย่างไว้ข้างหลัง”
ทันใดนั้น ภาพอดีตของคำฝนกับการสูญเสียพ่อแม่ผุดขึ้นต่อหน้าเหมือนจริง เธอตัวสั่น หยดน้ำตาไหลเงียบ ๆ เงาสีขาวล้อมรอบตัวมากขึ้น แต่เสียงวินตะโกนไกล ๆ “กลับมา! ฉันไม่ปล่อยเธอไปเด็ดขาด!”
คำฝนวิ่งพรวดกลับเข้ากระท่อม ร่างเบียดเข้าหาวิน ทั้งคู่หอบแฮก วินกอดรัดเธอแน่น “เราไม่หนีอีกแล้ว… เราต้องสู้ด้วยกัน”
คืนนั้น สองคนตัดสินใจเผชิญหน้าความจริง เดินไปบ้านแม่พลอย พร้อมขอคำตอบ แม่พลอยต้อนรับด้วยแววตาเศร้า “ถ้าจะออกไปต้องทิ้งกลัว ทิ้งอดีตเอาไว้กลางหมอกนี่…รอยต่อโลกที่แท้จริง คือหัวใจคนเอง ใครเจ็บ ใครยังยึดอดีตก็ไม่มีวันไปต่อ”
วินสบตาคำฝน ทั้งคู่ตัดสินใจจับมือกัน ก้าวผ่านหมอกออกไป เสียงหมอกหวีดวูบจางหาย กลิ่นมอสเปียกจางลงช้า ๆ ทันใด สายลมเช้าใหม่พัดหมอกเปิดทาง ทั้งสองเดินออกจากหมู่บ้าน ฟ้าใสปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง
คำฝนหันกลับมอง หมู่บ้านและแม่พลอยราวกับเลือนรางไปในอากาศ เธอกอดวินแล้วเปรย “เคยคิดว่ากลัวที่สุดคือการสูญเสีย—แต่จริง ๆ คือกลัวจะไม่กล้าเริ่มต้นใหม่” วินจับมือเธอไว้แน่น “ตั้งแต่วันนี้ เราเริ่มใหม่ด้วยกัน”
เสียงเปลวไฟแตกเป๊าะในเตากระท่อมเก่าเงียบสงัดลง เหลือเพียงเสียงหัวใจของสองคน ที่เต้นพร้อมกันในเงียบงันของฟ้าหลังหมอก…