บ้านหลอนในม่านหมอก
หมอกขาวข้นเริ่มปกคลุมถนนเล็ก ๆ ที่แยกเข้าไปยังบ้านไม้หลังใหญ่กลางหุบเขา ราวกับเป็นม่านหนาเตอะที่ปิดกั้นไม่ให้เสียงใดลอดเข้าหรือลอดออก รถกระบะสีหม่นเลี้ยวเข้าไปช้า ๆ ไฟหน้ารถเจาะทะลุม่านหมอกเป็นลำแสงเพียงริ้วเดียว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในรถ เฟิร์นขับรถด้วยใบหน้าหนักใจ มือเธอกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวราวจะฝังลงกับหนัง เธอแอบมองกระจกมองหลัง ร่างของรินนั่งเงียบ ๆ ดวงตาเหม่อลอย มินเตรียมกล้องถ่ายรูปไว้บนตัก ส่วนเบนซ์นั่งเบาะข้างหน้าคอยชะเง้อมองทางอย่างระแวดระวัง ทุกคนดูเกร็ง แม้จะไม่พูด อากาศในรถก็หนักอึ้ง
“ถึงแล้วมั้ง?” เสียงเบนซ์แผ่วเบา มินหัวเราะกลบเกลื่อน “บ้านหลังนี้ยังอยู่ดีจริง ๆ เหรอ?”
เฟิร์นจอดรถข้างประตูรั้วเก่า ไม้ผุพัง เม็ดฝนหยดลงมาเป็นระยะ ๆ พวกเขาช่วยกันขนกระเป๋า ไฟฉายในมือส่องไปตามพื้นดินที่มีแต่เศษใบไม้แห้ง
“สิบปีแล้วนะ” รินเปรยเบา ๆ ขณะเดินผ่านซุ้มไม้เลื้อย เสียงฝีเท้าเบียดเสียดกันในความเงียบ เฟิร์นกลืนน้ำลาย “เรามาเพื่ออะไรจริง ๆ กันแน่”
ไม่มีใครตอบ มิหนำซ้ำ ทุกคนเหมือนกลัวที่จะพูดถึงเหตุผลจริง ๆ ที่กลับมาที่นี่ บ้านไม้หลังนี้เคยเป็นที่พักฤดูร้อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และเป็นสถานที่สุดท้ายที่พวกเขาได้อยู่กับเอิง เพื่อนสนิทที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ประตูบ้านเปิดออกด้วยเสียงแกรก ทุกคนเดินเข้าไป ไฟในบ้านติดสลัว เฟิร์นสูดหายใจลึก กลิ่นไม้เก่าและความชื้นแผ่ซ่านอยู่ทุกอณู
“เดี๋ยวคืนนี้เรานอนห้องเดิมนะ ใครกลัวก็ไปนอนรวมกันได้” มินพูดขณะจัดของ รินแค่นหัวเราะ “ตอนนั้นพวกเราไม่กลัวอะไรเลย แต่คืนนี้…มันไม่เหมือนเดิม”
เงาเคลื่อนผ่านหน้าต่าง ฝนตกหนักขึ้น ทุกคนแยกย้ายไปสำรวจบ้านโดยไม่พูดมาก เบนซ์เดินไปยังห้องใต้หลังคา มินสำรวจห้องโถง รินเปิดตู้เก็บของเก่า เฟิร์นเดินมาหยุดหน้าบันได ลังเลจะขึ้นไปดีไหม
เสียงบางอย่างดังแว่วจากชั้นบน คล้ายเสียงลากของบนพื้นไม้ เฟิร์นชะงัก “มีใครอยู่ข้างบนรึเปล่า?” เงียบ ไม่มีใครตอบ
มินเดินมาสมทบ “ก็ไม่มีใครขึ้นไปนี่นา” เฟิร์นลังเลแต่ไม่ได้พูดอะไร ทั้งสองเดินขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงไม้ลั่นครืดคราด
บนชั้นสอง เฟิร์นเปิดประตูเข้าไปในห้องที่เคยนอนกับเอิง ทุกอย่างยังอยู่เหมือนเมื่อสิบปีก่อน ข้าวของวางอยู่ที่เดิม เธอเดินไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่า มีรอยขีดเขียนด้วยลายมือของเอิง
ขณะเดียวกัน รินยืนอยู่ในห้องโถง เธอสังเกตเห็นกรอบรูปที่พลิกคว่ำอยู่บนโต๊ะ เมื่อหยิบขึ้นมาดู ภาพนั้นคือรูปกลุ่มเพื่อนถ่ายร่วมกับเอิงในวันที่มาที่นี่ครั้งสุดท้าย ใต้ภาพมีรอยขีดฆ่าใบหน้าของเอิง รินสะดุ้งวางกรอบรูปลงอย่างรวดเร็ว
เบนซ์เดินออกมาจากห้องใต้หลังคา ใบหน้าซีดขาว “เมื่อกี้…เหมือนมีใครอยู่ตรงมุมห้อง” เขาพูดเสียงสั่น มินพยายามกลั้นหัวเราะ “คิดมากน่า ไม่มีใครอยู่จริง ๆ หรอก” แต่สีหน้าของเบนซ์ดูจริงจังมาก
ฝนยังคงตกไม่หยุด เสียงฟ้าร้องดังห่าง ๆ เฟิร์นหยิบสมุดบันทึกของเอิงมาเปิดอ่าน เธอเห็นข้อความขีดฆ่าและประโยควนซ้ำ ๆ ว่า “ออกไปไม่ได้…ออกไปไม่ได้…”
เฟิร์นเงยหน้ามองรอบห้อง ดูเหมือนเงาในกระจกจะขยับตัวได้เอง เธอหลับตาแน่น พยายามบอกตัวเองว่าแค่คิดไปเอง
คืนนั้น ทุกคนนอนไม่หลับ เสียงฝน เสียงไม้ลั่น เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ด้านนอกหน้าต่างราวกับมีบางอย่างเฝ้าดูอยู่
รุ่งเช้า หมอกยังหนาเหมือนเดิม เฟิร์นมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่เห็นถนน ไม่มีแม้แต่แสงอาทิตย์ เบนซ์เดินมาหา “เมื่อคืน…นายได้ยินเสียงอะไรไหม?” เฟิร์นส่ายหน้า แต่แววตาไม่แน่ใจ
รินเดินลงมาพร้อมถ้วยกาแฟในมือ เธอเงียบผิดปกติ มินชวนคุยเรื่องสมัยเรียน แต่บรรยากาศกลับอึดอัด ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องของเอิง
หลังอาหารเช้า พวกเขาตัดสินใจเดินสำรวจรอบบ้าน หมอกขาวหนาทำให้ทุกอย่างดูแปลกตา เฟิร์นหยุดยืนที่ศาลาไม้หลังบ้าน สังเกตเห็นถุงผ้าสีซีดที่เคยเป็นของเอิงวางอยู่ตรงมุมศาลา เธอเอื้อมมือไปแตะ ถุงนั้นเย็นเฉียบ
เมื่อเปิดดู พบเพียงเศษกระดาษฉีกขาด ข้อความเดียวบนกระดาษเขียนด้วยลายมือหวาดระแวง “ถ้ากลับมา…อย่าไว้ใจใคร” เฟิร์นหันไปมองเพื่อนในศาลา แต่ละคนดูเงียบขรึม ต่างคนต่างมีแววตาระแวง
กลางวันกลายเป็นเวลาที่น่ากลัวไม่แพ้กลางคืน เสียงกระซิบยังคงดังแว่วมาเป็นระยะ เสียงฝีเท้าในบ้านโดยไม่มีใครอยู่ที่นั่นจริง ๆ บางครั้งประตูเปิดเอง ทั้งหมดพยายามหาเหตุผลอธิบาย แต่ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ
ในมื้อเที่ยง มินพูดขึ้น “เราควรออกไปจากที่นี่ก่อนจะมืด” รินเงียบไปนาน “นายกลัวอะไร?” มินชะงัก “มันไม่ใช่แค่เรื่องเอิง หรือเปล่า?”
เฟิร์นสบตากับริน ความลังเลฉายชัด เบนซ์พูดขึ้นกลางความเงียบ “เราโกหกกันมานานพอแล้ว” คำพูดนี้เหมือนเป็นสัญญาณ ทุกคนเงียบกริบ รินกำถ้วยกาแฟแน่นจนมือสั่น
บ่ายวันนั้น เฟิร์นเดินไปที่ห้องใต้หลังคาตามลำพัง เธอกลัวแต่ตัดสินใจขึ้นไปสำรวจ ที่มุมห้องมีลังกระดาษเก่า ๆ เมื่อเปิดออก พบเสื้อนักศึกษาของเอิงเปื้อนบางอย่าง เฟิร์นยกขึ้นดม กลิ่นอับโชย เธอเห็นรอยปากกาขีดข้อความ “อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังอยู่ด้านหลัง เฟิร์นหันขวับไป ไม่มีใคร เธอเดินลงบันได พบรินยืนรออยู่ “เธอเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า?” รินถามเสียงเบา เฟิร์นลังเล “เหมือนมีคนเดินตาม”
บรรยากาศในบ้านยิ่งกดดันขึ้น มินเก็บตัวเงียบ เบนซ์มองออกไปนอกหน้าต่างบ่อย ๆ ราวกับกลัวบางสิ่งจะปรากฏออกมาจากหมอก
ตกเย็น พวกเขารวมตัวในห้องโถง เฟิร์นเอาสมุดบันทึกกับเสื้อมาให้เพื่อนดู “เอิงเขียนอะไรพวกนี้เอาไว้…มันหมายความว่าไง?”
รินเม้มปาก “บางทีเอิงอาจรู้ว่ามีคนจะทำร้ายเธอ…” น้ำเสียงรินแฝงความกลัว เบนซ์สะดุ้ง “เธอหมายถึง…หนึ่งในพวกเรา?” มินหัวเราะเยาะ “นี่นายเชื่อเรื่องผีจริง ๆ เหรอ?”
ท่ามกลางความเงียบ เสียงกระซิบจากทางเดินข้างล่างดังขึ้น “…ออกไปไม่ได้…” ทุกคนหันขวับ เสียงนั้นค่อย ๆ เบาลง มินลุกขึ้น “พอที ฉันจะออกไปข้างนอก!”
มินเดินไปที่ประตูหน้าแต่พบว่าประตูล็อกแน่น เขาพยายามเปิดหลายครั้งจนหมดแรง “ประตูมันติด! ใครล็อกไว้?”
เฟิร์นใจเต้นแรง ทันใดนั้นไฟในบ้านดับพรึบ ทิ้งทุกคนไว้ในความมืดสลัว มีเพียงแสงไฟฉายเล็ก ๆ ของโทรศัพท์
ในความมืด เสียงฝีเท้าดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกลิ่นอับของไม้เก่า เสียงหายใจแผ่ว ๆ ราวกับมีใครเดินวนอยู่รอบ ๆ
เฟิร์นพยายามโทรศัพท์หาคนช่วย แต่ไม่มีสัญญาณ ทุกคนรวมตัวใกล้กันมากขึ้น เบนซ์เริ่มพูดเสียงสั่น “นี่มันเรื่องบ้าอะไร”
รินมองไปรอบ ๆ “บางที…เราอาจจะต้องพูดความจริงกันเสียที” เงียบไปครู่หนึ่ง เฟิร์นเป็นคนแรกที่พูด “คืนนั้น…ฉันเห็นเอิงออกไปที่ศาลา ฉัน…ควรจะตามไปแต่ฉันกลัว” น้ำเสียงเธอสั่น
มินเสริม “ฉันเห็นเอิงทะเลาะกับใครสักคนในป่า…แต่ฉันไม่กล้าเข้าไปยุ่ง” ทุกคนค่อย ๆ สารภาพความจริงที่ปิดบังกันมานาน
เสียงกระซิบแว่วมาอีกครั้ง คราวนี้ใกล้ขึ้น “…ขอโทษ…ขอโทษ…” เบนซ์หน้าซีด “ฉัน…ฉันเผลอผลักเอิงล้มตอนเมา ฉันคิดว่าเธอไม่เป็นอะไร…”
บรรยากาศในบ้านหนักอึ้ง ทันใดนั้นประตูหลังบ้านเปิดแอ๊ดเอง ลมหนาวและหมอกทะลักเข้ามา เบนซ์กลืนน้ำลาย “เรา…ควรออกไปไหม?”
รินยืนขึ้น “ไม่ว่าเราจะอยากลืมแค่ไหน…บ้านนี้ไม่ยอมให้เราลืม” ทุกคนเดินตามกันช้า ๆ ออกไปที่ศาลาหลังบ้าน
เมื่อไปถึงศาลา หมอกขาวปกคลุมหนาแน่น เฟิร์นเห็นเงาคนยืนอยู่ข้างศาลา ใบหน้านั้นค่อย ๆ เดินเข้าหาจากในหมอก ดวงตาเอิงมืดสนิท แต่น้ำเสียงแผ่วเบาสะท้อนในหัว “ออกไปไม่ได้…”
ทุกคนยืนนิ่ง รินน้ำตาไหล “ขอโทษ…เราขอโทษจริง ๆ” เสียงฝีเท้าหยุดลง เอิงมองเพื่อนทีละคน ก่อนจะพูดว่า “ไม่มีใครออกไปได้…จนกว่าความจริงจะถูกพูดครบ”
ทันใดนั้น ความทรงจำในคืนนั้นผุดซ้อนขึ้นมาในหัวแต่ละคน — เอิงทะเลาะกับมินเรื่องความลับบางอย่าง เบนซ์เข้ามาห้ามแต่ผลักเอิงล้ม ศีรษะกระแทกหิน เฟิร์นเห็นแต่กลัวจนไม่กล้าเข้าไปช่วย รินพยายามตามหาแต่กลัวความผิดพลาด ทุกคนเลือกเงียบและช่วยกันปกปิดเรื่องทั้งหมด
หมอกยิ่งขาวหนาขึ้น เฟิร์นทรุดตัวลงร้องไห้ “ฉันผิดเอง…ฉันขี้ขลาด…ฉันปล่อยให้เธอตาย” เสียงสะอื้นดังสะท้อนในความเงียบ
ทันใดนั้นหมอกเริ่มจางลง เงาของเอิงค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับเสียงกระซิบ “ขอบคุณ…ที่พูดออกมา”
แสงแดดส่องผ่านเมฆหมอก เฟิร์นยืนขึ้นช้า ๆ ทุกคนต่างน้ำตาอาบหน้า พวกเขามองหน้ากันอย่างอ่อนแรง บ้านหลังเก่ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เมื่อเดินกลับเข้าบ้าน ประตูที่เคยล็อกเปิดออกได้เอง ทุกคนเก็บข้าวของเงียบ ๆ ก่อนจะออกจากบ้านโดยไม่พูดสิ่งใดเพิ่มเติม
บนเบาะรถ เฟิร์นหยิบสมุดบันทึกของเอิงขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หน้าสุดท้ายมีข้อความใหม่ปรากฏขึ้น “จงใช้ชีวิตต่อ…อย่าปล่อยให้ความกลัวผ่านเข้ามาแทนความจริง” เธอปิดสมุดลง น้ำตาคลอเบ้า ก่อนขับรถออกจากม่านหมอกไปอย่างเงียบงัน