คืนสัจจะที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ตีความเงียบเหนียวแน่นระหว่างทางเดินยาวของสตูดิโอศิลปะ “ป่าน อย่าไปเดินตรงนั้น เดี๋ยวกาวมันติดเท้าอีก” แก้ม เงยหน้าขึ้นจากผืนผ้าใบ ผมเปียตกรุ่มกระจายรอบแก้ม “พอดีวางขวดน้ำเอาไว้ตรงนั้นอะ” ป่านตอบเบาๆ ดวงตาเหนื่อยล้าแต่ยังคุกรุ่นด้วยความฝัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนสามสี่คนดังตามมา เสียงเตะขวดเป๊ปซี่แกร๊กๆ กระดิกเท้าอย่างลืมโลก “ศิลป์คืนนี้โคตรเวิร์คเลยว่ะ” จ๋าเพื่อนตัวแสบหัวเราะเหมือนหยอกเย้า เธอเป็นคนชอบท้าทาย แม้แต่กับงานของตัวเอง “กูขาดสีฟ้าอีกแล้ว ชีวิตก็เหมือนงานนี้เนอะ ขาดอะไรสักอย่างตลอด” แต่ไม่มีใครขำกลับ ต่างเงียบกับตัวเองหนึ่งอึดใจ
เหนือประตูไม้ที่แบกฝุ่นและรอยขีดเขียนของนักศึกษารุ่นก่อน แสงไฟข้างนอกเป็นเพียงริบหรี่ ถูกรูดม่านทึบปิดกันไว้ ราวกับเหลือแค่โลกข้างในกับเสียงลมหายใจและแสงไฟสลัว
“คืนนี้นอนนี่กันหมดใช่ปะ” เป้ หนุ่มตัวสูงหน้าตาเงียบ ๆ สะพายเป้เข้ามาเสียงกลิ่นอายกลิ่นบุหรี่อ่อน ๆ ติดตัว “งานเราต้องส่งเช้า บอกเลยถ้าไม่เสร็จ ตายเป็นตาย” เสียงจ๋าติดตลกกลบความเครียด
แสงโทรศัพท์กระพริบตามมุมห้อง มีเพียงนิดที่ตอบข้อความ แต่คืนนี้มีบางอย่างต่างไป ไม่มีใครพูดถึงการกลับบ้าน ต่างทำเหมือนกลัวจะไม่มีโอกาสได้กลับไปอีก
นิ้วของป่านละเลียดลงไปบนผืนผ้าใบ รูปแม่ของเธอในความทรงจำยังไม่เสร็จ ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่มันถูกกลบด้วยสีขียวแก่ที่กำลังจะแห้งสนิท “ป่าน งานนั่นยังไม่จบอีกเหรอ” แก้มถาม กระซิบเบา ๆ ราวกลัวจะรบกวนความรู้สึกข้างใน “เคยสัญญากับแม่ไว้ว่าจะวาดรูปนี้ให้จบ…แต่ทุกคืนมันจบไม่ลงเลย” เสียงของป่านสะท้อนผ่านม่านลม ลึก ๆ ดูเหมือนคืนนี้จะไม่เหมือนทุกคืนที่ผ่านมา
แก้มเหลือบสายตากลับไปมองจ๋าที่นั่งสเก็ตช์รูปเป้ลับหลัง ริมฝีปากเม้มแน่น ลมหายใจมันสั้นผิดปกติ เพราะเธอรู้ว่าตัวเองแอบรักเป้ และคืนนี้อาจถึงเวลาบอกเสียที “จ๋า กูบอกอะไรหน่อยได้ไหม” แก้มกระซิบ จ๋ายกคิ้วขึ้นราวกับไม่ทันตั้งตัว
แต่ก่อนแก้มจะพูดต่อ เสียงกุกกักแปลกประหลาดก็ดังมาจากห้องเก็บของด้านใน ทุกคนหยุดชะงัก เป้หยิบไฟฉายโทรศัพท์ขึ้นทันควัน “เดี๋ยวนะ ใครเข้าไปในนั้นตอนนี้วะ” เสียงเป้หนักแน่น ตาดูจริงจัง แก้มมองจ๋ากับป่านอย่างกังวล เจน เพื่อนร่างเล็กผู้ขี้ตกใจ เริ่มตัวแข็ง
บรรยากาศเย็นจัดลงฉับพลัน ทุกสายตาต่างเงี่ยหูฟัง เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังอย่างจงใจราวมีใครบางคนเดินวนเวียนอยู่ในเงามืดของห้องเก็บของ เป่าพูดเสียงค่อยจนแทบไม่ได้ยินว่า “หรือจะเป็นแก๊งค์ซ่อมไฟ?” แต่ไม่มีใครเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ
เสียงบางอย่างหล่นกระแทกพื้น ทุกคนเงียบงันก่อนเป้จะค่อย ๆ เดินนำ กลิ่นกลัวฉาบบนใบหน้าทุกคน “มีใครอยู่มั้ยครับ?” เขาถามออกไปตามสัญชาตญาณ เจนกุมแขนแก้มแน่นบีบจนมือขาว
ทันใดนั้น ไฟห้องก็ดับลง เหลือเพียงแสงสลัวจากหน้าจอมือถือ ทุกคนสะดุ้ง ใจเต้นแรง เสียงของป่านค่อย ๆ แทรกขึ้นกลางความเงียบ “เราอยู่กันแค่พวกเราจริง ๆ ใช่ไหม”
จู่ ๆ จ๋าเป็นคนเบรกความกลัวด้วยการหัวเราะเสียงแหบ “กลัวอะไรกันวะ ไม่เห็นมีใคร เจน อย่าคิดมาก เดี๋ยวสีในหัวก็พังหมด”
แต่ไม่มีใครปรบมือให้เสียงตลกของจ๋า เพราะทุกคนสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ประตูบานนั้นปิดลง สตูดิโอเก่ากลับอบอวลด้วยความลับที่ใหญ่เกินกว่าจะวาดลงบนผืนผ้าใบ
เป้เดินเข้าไปในห้องสต็อกกับจ๋า ที่เหลือรออยู่ข้างนอก เสียงของจ๋าตะโกนจากในนั้นแว่วกลับมา “เฮ้ เป้นี่มัน… รูปของใครวะ ที่มุมห้องน่ะ” ตามมาด้วยเสียงข่วนกระจกเบา ๆ
ป่านกับแก้มมองหน้ากันอย่างสับสน “เราไม่เคยเห็นใครวาดรูปนั้นในนี้เลย” ป่านพูดเบา ๆ แต่เสียงของเป้เงียบไปแล้ว สัญญาณโทรศัพท์กลายเป็นเงาดำบนฝ่ามือ เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
ไม่นาน เป้กับจ๋ากลับออกมาในสภาพหน้าซีดเผือด มือของจ๋าถือกระดาษแผ่นเล็ก ๆ สีน้ำตาลเก่าเอาไว้แน่น “นี่… ใครลืมไว้” เสียงของจ๋าแผ่วพร้อมกับมองตาใครไม่ได้ “มันเป็นจดหมาย ไม่รู้ของใคร แต่เหมือนมีใครเขียนถึงเรา”
เป้จับมือไว้แน่น อ่านตัวอักษรบนจดหมายนั้นออกเสียงที่ละคำ “หากคืนนี้ใครสักคนสารภาพความจริง ทุกคนจะได้รับอิสระ…แต่ถ้าเลือกโกหกต่อไป ความลับนี้จะอยู่กับพวกเจ้า… ตลอดไป”
บรรยากาศหนักยิ่งกว่าเดิม ทุกคนเงียบ เหงื่อแตกซึม เจนกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“ใครเขียน ทำไมอยู่ในนี้” แก้มถาม สีหน้าสั่นเครือ
จ๋าพยายามแก้เครียด “ใครก็ได้ เอาง่ายๆ เอามาล็อบบี้ความกลัวให้เราสารภาพกันแน่ ๆ คนทำซน ทำเป็นเรื่องผี” แต่เสียงของเธอชะงัก เมื่อป่านสบตาแล้วพูดช้า ๆ “แต่ละคนที่นี่…มีเรื่องอะไรอยากพูดไหม”
บรรยากาศเริ่มอึดอัด เสียงหัวใจและลมหายใจพ่นผ่านผืนผ้าใบเก่า เจนยืนขึ้น ฉับพลัน ร่างสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ เธอกระซิบเหมือนสารภาพกับผี “ฉัน… แอบฉีกภาพผลงานของจ๋าเพราะอิจฉา ฉันขอโทษ” เจนหน้าซีดน้ำตาคลอ
จ๋าชะงัก สีหน้าขึงขัง ก่อนจะโล่งใจ “เอ้า เข้าใจหมด ไม่มีใครเจ็บจริง ๆ หรอกงานแค่ใบนึง” แต่ป่านกลับเงียบมองยาว ๆ ซ่อนอะไรบ้างอย่างในดวงตา
แก้มขยับจะลุกขึ้นบ้าง ริมฝีปากสั่น พยายามควบคุมเสียง “ฉันก็…ชอบเป้ ชอบมาก เลยโกหกว่าหัดวาดรูปเพื่อจะได้คุยกับเป้ ทั้งที่จริงแล้ว…ฉันวาดไม่ได้เลย” เสียงหัวเราะขืน ๆ ลอยมาตามอากาศ
เป้ขมวดคิ้วมึนงงแต่ปล่อยให้ความเงียบอาบซึม นิ่งก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแก้มเบา ๆ “พูดแล้วก็ดี ดูสิ งานแก้มวันนี้เลยใส่ความรู้สึกเข้าไปได้น่ะ” ความอบอุ่นในรอยยิ้มกลบความฝืน
ทุกคนยังไม่ลุก เสียงหายใจดังขึ้นอีก คราวนี้ป่านดูตัดสินใจหนัก แน่นิ่งอยู่นานเหมือนรอให้เวลาเดินช้าลง ถึงพูด “ทุกคน…แม่ฉันเสียแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว ฉันอยู่กับป้า แล้วก็ไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะฝังใจ ฉันกลัวจะโดนทิ้งเหมือนแม่” น้ำตาคลอเต็มดวงตา
แก้มกับจ๋าโอบป่านไว้แน่น ตอนนี้ความกลัวบางระลอกถูกซักถามกลายเป็นความอบอุ่นเปราะบาง
ไฟห้องสตูดิโอสว่างขึ้นอีกครั้งโดยไม่คาดคิด ทุกคนตกใจกับแสงไฟแต่ไม่มีใครพูดถึงเหตุผล ราวกับรู้กันว่าคืนนี้เป็นคืนพิเศษที่ความลับต้องถูกปล่อยวาง เสียงลมหายใจผ่อนคลายลง แขนที่กอดไว้แน่นคลายออกเหลือแต่ความเข้าใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นในห้องนี้
แต่จังหวะที่ทุกคนเหมือนจะเริ่มยิ้มออก ประตูห้องก็เปิดออกอย่างช้าๆ เสียงสายลมเย็นแทรกเข้ามา “ใครเปิดประตูวะ” เป้ร้องถาม ไม่มีใครตอบ
เงาขาวเล็กๆ คล้ายเด็กนั่งอยู่ปลายทางเดิน ไม่มีเสียง ไม่มีเสียงหัวเราะเหมือนเด็กทั่วไป มีแค่รอยยิ้มที่เศร้าแหลมลอยในความมืด ป่านนิ่งจ้องไป ไม่พูดอะไร ทุกคนขยับตัวไม่ได้
เด็กนั่นเพียงเงยหน้า รอยยิ้มเหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง สายตาทุกคู่จับจ้องปะทะกับอดีตของตนเอง ก่อนเงานั้นจะจางรางไปกับสายลมและแสงไฟที่พลิกเปลี่ยนเป็นปกติ
ทุกอย่างเหมือนกลับมาเดิม แต่ทั้งห้องรู้ดีว่าไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป
รอยยิ้มความเข้าใจซ่อนน้ำตาและคำสัญญาใหม่ ๆ กลายเป็นภาพแปลกตาบนผืนผ้าใบ งานของป่านเสร็จลงในค่ำคืนหนึ่งที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล