เงาแห่งหอหิมะ
แสงไฟตามระเบียงสะท้อนกับผงหิมะนอกหน้าต่าง มันเป็นคืนวันศุกร์ที่เมืองหิมะ เงียบงันชวนขนลุก หากใครเดินผ่านคงได้ยินเสียงรองเท้าเหยียบพื้นไม้ลั่นเอี๊ยด กลิ่นกาแฟจาง ๆ ลอยมาจากห้องครัวรวม “เรน” ชายหนุ่มปีสามหน้าตาเฉยชา กับ “อุ้ม” หญิงสาวจอมซุ่มซ่าม นั่งประจัญหน้ากัน มือของอุ้มกำแก้วไว้แน่นเป็นพิเศษ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อยู่ ๆ ก็ไฟดับเมื่อคืน ยังไม่มีใครเจอแก้วเลยเหรอ” อุ้มเอ่ยเบา ๆ ตาจ้องออกนอกกระจกจนเหน็บหนาว “หรือจริง ๆ…เขาไปเจออะไรเข้า”
เรนไม่ตอบ เขาอมยิ้ม พยายามซ่อนรอยกังวล “คงเมากลับห้องผิดแหละ เดี๋ยวก็คงกลับมาเอง อย่าคิดมากสิอุ้ม คนหอเรามันชอบแกล้งกันอยู่แล้ว”
เสียงกรอบแกรบลั่นหน้าห้องดังขึ้น เสี้ยววินาทีนั้นอุ้มสะดุ้ง ดวงตาของเรนจับจ้องโพรงมืดใต้บันได แต่ไร้เงาใคร
“ไม่มีอะไรหรอก มึงนั่นแหละนอยไปเอง” เรนพูดต่อ เสียงต่ำลงกว่าปกติ ก่อนที่เสียงอีกคนจะโพล่งขึ้นมาอย่างขัดจังหวะราวกับกลั้นมานาน
“แล้วถ้ากลับไม่ได้ล่ะเรน? หิมะมันตกไม่หยุด ออกไปข้างนอกก็ไม่มีสัญญาณ ซักวันจะมีคนตามมาแล้ว หลังหอมีแต่ป่าสน พวกเราติดอยู่นี่จริง ๆ เหรอ” น้ำเสียงของ “กัญ” สูงโปร่งแตกพร่าด้วยความวิตก เธอกอดอกแน่นมองนาฬิกาข้อมือทุกสิบนาที
เรนขมวดคิ้ว นั่งหลังตรง “ถ้ากลัว ก็ออกไปตามหาสิ ไม่ต้องรอ!”
อุ้มกับกัญสบตากัน มีบางสิ่งในน้ำเสียงเรนที่ทั้งสองไม่กล้าโต้ เฉพาะเวลานี้ เสียงหัวเราะจากห้องข้าง ๆ ก็หายไปเช่นกัน
บรรยากาศขั้วโลกเข้าครอบงำทั้งหอเหมือนเงาดำเริ่มแอบลอบคลืบคลาน ไม่มีใครพูดวาจาต่อ ต่างใช้ความเงียบกลบความกลัวในใจ
พลันเสียงเคาะประตูดังปังสามทีต่างจังหวะ ลึกและหนักจนพวกเขาสะดุ้ง “ให้ตายเถอะ ใครมาเล่นตลกดึก ๆ ยังงี้วะ!” กัญโมโหก่อนเดินฝ่าความมืดไปที่หน้าประตู เรนส่งสัญญาณมือห้าม
แต่กัญหมุนลูกบิดทันที ประตูแง้มออกเพียงนิด กลับพบแต่ความว่างเปล่าและละอองหิมะกลิ้งเข้ามา “ไม่มีใคร…” เธอสบถ แล้วปิดประตูเสียงดัง
เรนวางแก้วกาแฟลง แววตาครุ่นคิดแบบคนมีบางอย่างปิดบัง “ถ้ามีคนแกล้ง กูจะเอาคืนให้สาสม”
เสียงโทรศัพท์บ้านในหอที่ไม่ควรมีใครใช้เพราะไม่มีสัญญาณดังขึ้นกลางดึก ทุกสายตาเบนไปยังเครื่องเก่า ๆ ริมห้องรับแขก อุ้มตัดสินใจลุกเดินไปหยิบขึ้นมา
“ฮัลโหล…?” เธอขานรับแต่ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงลมหายใจพร่า โรยแผ่ว
“ใครโทรมา! อย่าเล่นแบบนี้นะ!” อุ้มตะโกน แต่ปลายสายก็ยังเงียบ ช่วงเวลานี้เอง ที่ขนหัวลุกเกรียว เสียงนั้นเหมือนกระซิบบางอย่างเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ
วินาทีนั้นเอง ไฟในหอพักดับพรึบ ทุกอย่างถูกกลืนในความมืด ข้างนอกหิมะยังคงโปรยหนาแน่น กลิ่นบางอย่างเหม็นคาวแทรกมาในบรรยากาศ เรนเท้าเปล่าเดินไปควานหาไฟฉาย แต่กลับสะดุดบางสิ่ง นิ่มและเย็นชา
“เฮ้ย! เรนเกิดอะไรขึ้น!” อุ้มวิ่งไปกอดแขนเขาแน่น ใจเต้นระรัว
เรนไม่ตอบทันที หยิบไฟฉายสำรองส่งให้กัญเปิด แสงกระทบเข้ากับร่างคนหนึ่งนั่งพิงผนังใต้บันได ซีดขาว เกือบกลืนไปกับผนัง
ทุกคนเงียบงัน “…แก้ว?” เสียงอุ้มเบาราวกระซิบ ร่างนั้นไม่ขยับ
กัญพึมพำ “ไปเรียกผู้จัดการหอเถอะ พวกเราอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว”
ในช่วงเวลาสับสน “วิน” เด็กหนุ่มผิวคล้ำรูปร่างบอบบางอีกคนโผล่พรวดจากหลังม่าน เหงื่อผุดเต็มใบหน้า “อย่าเพิ่งออกไป! ข้างนอกมีอะไรบางอย่างตามเราอยู่ มัน…ไม่ใช่คน ฉันเห็นมันเมื่อคืน…”
เสียงอุ้มสั่น “นายพูดอะไรเนี่ย อย่ามาขู่พวกเราได้มั้ย!”
วินเงียบ ร่างสั่นเทา สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ “ฉันไม่ได้ขู่นะ มันเหมือนเงามันสูงเกือบถึงเพดาน”
ขณะที่ความตึงเครียดพุ่งสูง เสียงกุกกักจากชั้นสองดังขึ้น ราวกับมีใครเดินวนไปมา กัญลังเลครู่หนึ่งก่อนจะคว้าไม้กวาดเดินขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ทุกอย่างในหอดูนิ่งงัน แต่เหนือชั้นสองกลับไม่มีใคร เมื่อกัญเดินสำรวจจึงพบว่าประตูดาดฟ้าเปิดแง้ม ท่ามกลางหิมะที่ไหลบ่า เธอยืนลังเลหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไป
เมื่อก้าวเดินผ่านธรณีประตูดาดฟ้า เงาของเธอกลับทอดยาวผิดปกติ เจือเงาอีกเส้นหนึ่งทาบทับผิดหลักของแสงจันทร์ กัญก้าวถอยแต่ลมหายใจติดขัด เสียงกระซิบจากเงานั้นเบาแผ่ว “ใครซ่อนความลับไว้ใต้หิมะ ใคร…”
กัญเบิกตากว้าง รีบวิ่งกลับเข้าไปข้างใน ปิดประตูดาดฟ้าอย่างแรงแต่หิมะก้อนหนึ่งก็ร่วงลงมา เธอกำลังจะร้องเรียกคนข้างล่างแต่กลับพูดไม่ออก
เสียงฝีเท้าหนักตามลงจากบันได ทุกคนขยับมารวมกลุ่มกันที่ห้องรับแขก ยืนจับมือกันแน่นวินพูดเบา ๆ “ต้องมีอะไรที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับที่นี่ หรือเกี่ยวกับ…พวกเราเอง”
เรนนั่งนิ่งไป หัวใจเต้นแรง สายตาขุ่นเคืองราวคิดอะไรบางอย่างอยู่แต่ไม่ส่งเสียง อุ้มมองมาที่เรน สายตาสงสัย “ถ้ามีอะไรที่นายรู้…บอกเราเถอะ”
เรนลังเล นิ่งจนเหงื่อซึมหน้าผาก “กู…เคยเห็นตารางเวรกลางคืนกับชื่อใครบางคนในนั้นคนละวัน เหมือนเขาอยากให้มีคนอยู่คนเดียว”
กัญครุ่นคิดพลางเช็ดผมหยาดน้ำแข็งออก “หรือว่าพวกเรามีคนในกลุ่มที่โกหกอะไรบางอย่าง?”
อุ้มเม้มปาก “เมื่อคืนแก้วนัดฉันไปห้องใต้ดิน แต่พอฉันไปถึงก็มีแต่กลิ่นเหม็น แล้วไฟก็ดับ…ฉันเลยวิ่งขึ้นมาบนห้อง”
วินกำมือแน่น กระแทกโต๊ะด้วยความโกรธ “ถ้ามีใครเล่นตลกกับชีวิตคน ฉันทนไม่ได้!”
เสียงกุกกักใต้พื้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม ทุกคนเบิกตากว้าง ต่างตะโกนเรียกกันให้ไปที่ชั้นล่างพร้อมกัน
เมื่อพวกเขาถึงห้องใต้ดิน ประตูถูกล็อกจากด้านใน เสียงกรีดร้องแผ่วลอดออกมา เสียงเหมือนแก้ว ทุกคนยืนเก้ ๆ กัง ๆ ใจเต้นรัว
เรนจับลูกบิด กัญระล่ำระลักในลำคอ “อย่าเปิดนะ อาจเป็นกับดัก!”
แต่เรนกัดฟันหมุนกุญแจ ประตูค่อย ๆ เปิด เผยให้เห็นห้องแคบ ๆ ที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟฉายของวินที่ส่องไปที่กองเนินหิมะสีเทากลางห้อง กลิ่นคาวฉุนจนคลื่นไส้
ร่างหนึ่งนอนนิ่งข้างกองหิมะ ไม่ขยับ มันคือแก้วจริง ๆ แต่ยังมีลมหายใจรวยริน กัญรีบเข้าไปพยุง “แก้ว! แก้ว!”
แก้วลืมตาขึ้นช้า ๆ เสียงกระซิบ “…ห้ามพูด…มันจะมา…ถ้ารู้ความลับ…ทุกคนจะตาย…”
เรนทรุดข้างร่าง เขาใจเต้นแรง กำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าทุกคนหยุดนิ่งเมื่อเงาดำคล้ายคนรูปร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตรโผล่มุมห้อง มันไม่เคลื่อนตัวแต่เหมือนทุกการหายใจถูกกลืนกิน
อุ้มร้องไห้เสียงดัง วินคว้ากำลังจะลากแก้วหนี เงานั้นเคลื่อนเข้าหาทีละก้าว พื้นห้องเย็นเฉียบจนทุกคนเท้าแทบไม่ขยับ
เรนหันมาก้มหน้า กระซิบเสียงร้าว “มันตามเพราะพวกเราต่างปิดบังกันเอง…ถ้าใครคนหนึ่งกล้าเปิดเผยก่อน มันจะหายไป”
ความเงียบอึดอัด กัญเงยหน้าทั้งน้ำตา เสียงสั่นเบา ๆ “ตอนที่ไฟดับวันก่อน…เราเป็นคนล็อกแก้วไว้เอง เพราะกลัวโดนขโมยของ ฉันขอโทษ…”
เงาดำกะพริบวูบหนึ่งเหมือนจะแคบลง วินร้องออกมา “ผมเคยเห็นมันก่อนคืนหิมะตก ผมแอบสอดแนมข้อมูลในห้องคนอื่น กลัวถูกจับได้…”
แต่อุ้มยังเงียบ เรนมองมาหา สายตาเหมือนขอร้อง อุ้มสะอื้นพลางพูดเบา ๆ “ฉัน…เคยเห็นเรนขโมยของจากหอวันนั้น ฉันกลัวเลยไม่กล้าแฉใคร ฉันปิดบังเอง…”
คราวนี้เงาดำคล้าย ๆ ถูกบังคับให้แคบลง แทบจะเลือนลางลงไปกับมุมห้อง ทว่าความรู้สึกขนลุกยังคงตรึงอยู่ในใจทุกคน
แก้วที่นอนนิ่งขยับตัว บอกด้วยเสียงแผ่วสุด “พวกเรา…ต้องให้อภัยกันและกัน ให้มันจบวันนี้”
เสียงลมหิมะนอกหน้าต่างหยุดนิ่ง สายลมพัดเบาหวิว เงาดำสลายไปเหลือเพียงความว่างเปล่าในห้องใต้ดิน ทุกคนลุกขึ้นกอดกัน ต่างปล่อยน้ำตาอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศหนาว
หลายชั่วโมงหลังจากนั้น กลุ่มเพื่อนรวมตัวกันหน้าหอพัก ในสายตาของพวกเขาไม่มีใครเหมือนเดิม—หนักอึ้งด้วยความพลาดพลั้ง แต่ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม
ขณะหิมะบางเบาหยุดตก แสงอาทิตย์แรกโผล่ขึ้นที่ขอบฟ้า เงาของแต่ละคนทอดยาวจางลาง ราวกับไม่มีเงาดำตามหลอกหลอนอีกต่อไป เสียงหัวใจยังคงสั่นไหว แต่ความกล้าก็เกิดขึ้นครั้งแรก…
แม้ความลับบางเรื่องจะคงอยู่ แต่พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะให้อภัยและก้าวข้ามคืนที่มืดมิดไปด้วยกัน เหลือไว้แต่เงา — ของตนเอง ท่ามกลางหิมะบนโลกที่เปลี่ยนแปลงไป