เกาะลอยกลางหมอก
เสียงหวีดลั่นของลมหอบมากับสายหมอกขาวหนาทึบ ท้องฟ้าสีหม่นมืดครึ้มเหนือมหาสมุทร กลุ่มนักศึกษาวัยยี่สิบต้น ๆ เจ็ดคนเกาะกระชับกับซากเรือยางที่คว่ำหงายกลางเกลียวคลื่น ลูกคลื่นสุดท้ายตวัดพวกเขาร่วงลงบนชายหาดกรวดหยาบอย่างแรง กลิ่นเค็มของเกลือปะปนกับกลิ่นดินชื้น ซากเสื้อผ้าเปียกกระจายรอบตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภูผา เด็กหนุ่มหน้าคมผมสั้นลุกขึ้นดูรอบตัว มือสั่นแต่พยายามควบคุมเสียง “ทุกคนโอเคไหม?” เขากวาดตามองเพื่อน ๆ ทีละคน
น้ำผึ้ง เด็กสาวผมหยิกสีดำ นั่งกอดเข่า สายตาไม่กล้าสบ “…น้ำหายไปหมดเลย มือถือก็เปียก” เธอเสียงสั่น
ไตร เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เดินสำรวจป่าเบื้องหน้า เหงื่อเม็ดโตค้างบนใบหน้า “ไม่มีสัญญาณ” เขาพึมพำหลังเช็คโทรศัพท์
ภูผามองทุกคน แววตาแข็งกร้าว ตัดสินใจ “ไป สำรวจกัน มีใครเจ็บตรงไหนไหม?” เสียงเขาเบาจนเกือบกลืนหายไปกับหมอก
ณัฐ เด็กสาวรูปร่างผอมบาง จ้องมือที่แดงเถือกจากแผล พลางยกขึ้นโชว์ “แค่ถลอก ไม่เป็นไร”
เขิน หนุ่มกรอบแว่นกุนเชียงสายตาสั้น เอื้อมหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นเปิดดูอุปกรณ์ฉุกเฉินที่พอรอดรอดมาได้ “ข้าวของหายไปเกือบหมด…” เขากลืนน้ำลาย ยื่นซองขนมกับน้ำดื่มให้แต่ละคน
สายหมอกปริศนาคลุมพื้นที่จนเกือบมองไม่เห็นอะไรไกลไปกว่าห้าสิบเมตร ชายหาดทอดยาวไปถึงโขดหินปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ เสียงเหมือนเกลียวคลื่นกระทบวงรีของเกาะดังเงียบงันท่ามกลางความรู้สึกเคว้งคว้าง
ภูผาขยับเข้าหาน้ำผึ้ง “เราต้องหาที่พักก่อนแดดตก”
“อย่าเข้าไปลึก ยังไม่รู้ข้างในมีอะไร” ไตรเตือนขึ้น เบื้องหน้าเป็นแนวป่ารกครึ้ม เสียงสัตว์บางอย่างสั่นคลอเป็นจังหวะ
ณัฐมองขึ้นฟ้า “เมื่อคืนไม่มีใครเห็นเกาะเลย จริง ๆ เราล่องเรือออกมาแค่ช่วงเช้าเอง…”
“แต่เรามาที่นี่ได้ยังไง?” โซฟี นักศึกษาวาดรูป ลูกครึ่งไทย-เช็ก เสียงลอดผ่านริมฝีปากซีด “มันไม่ใช่เกาะในแผนที่”
เสียงฝีเท้าตะกุกตะกักดังจากป่า ทุกคนหยุด หมอกหนาขึ้น ภูผาก้าวนำ พยายามไม่ให้เสียงกลัวสั่น “ไป ดูให้ชัด ต้องรู้ก่อนว่าเราสู้กับอะไร”
แววตาของแต่ละคนผันเปลี่ยนจากความตกใจ กลายเป็นคำถามค้างคาในใจ ทุกคนต่างกลั้นใจ ก่อนออกเดินวนเข้าไปในป่าลึก
ในป่ารก รอยเท้าบนดินเปียกนำไปถึงกระท่อมไม้เก่าหลังหนึ่งหลัง โป๊ะไม้ผุ แนวเสาเอียง เหล็กดัดขึ้นสนิม ภูผาหยุดหายใจชั่วขณะมองดูประตูที่แง้มอยู่ “มีคนอยู่ก่อนหน้านี้?”
ไตรยื่นมือแต่ลังเล “อย่าเพิ่งเปิด…เราไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร”
น้ำผึ้งกระซิบ “หรือเคยมีคนติดบนเกาะนี้เหมือนเรา”
เขินเปิดไฟฉายมือถือฉายลำแสงเบาบางเข้าไปในกระท่อม เผยให้เห็นกองของเก่ารกรุงรัง ข้าวของแตกพังวางกอง เหรียญประหลาดสลักลายเส้นเวียนเหมือนยันต์ ฝุ่นเกาะแน่นบนกล่องไม้ใบเล็ก
โซฟีเดินตรงเข้าไปนั่งลงข้างกล่อง กลืนน้ำลาย เหมือนถูกบางอย่างดึงดูด “ใครมีไฟแช็ก?” เสียงสั่น
ณัฐโยนไฟแช็กให้ โซฟีจุด สะท้อนเป็นเงาวูบในห้อง โซฟีใช้นิ้วไล้ลวดลายบนกล่อง ก่อนเปลี่ยนใจ ตัดบทเพื่อกลบความกลัว “เราน่าจะหาน้ำก่อนนะ”
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างขูดขีดกับกระจกหน้าต่าง ทุกคนแนบแน่นใกล้กันโดยไม่รู้สึก ภูผาใจเต้นแรง “อย่าแยกกันเด็ดขาด”
ไตรพยายามเปิดวิทยุพก “เงียบ…ไม่มีสัญญาณอะไรสักนิด มันเหมือนเกาะนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก”
เสียงจิ้งจกเกาะอยู่ใต้หลังคาสะท้อนสั่นประสาท ณัฐแอบมองออกไปนอกรูหน้าต่าง พบเงากลุ่มคนลางๆ เคลื่อนผ่านปลายหมอก “มีใครตามมา?”
“อย่า…อย่ามองนาน เดี๋ยวจะเรียกของ” เขินเสียงเบาราวกระซิบ
ทุกคนต่างนั่งนิ่ง อยู่ในความเงียบ ต่างคนต่างลอบมองกันและกันด้วยแววตาไม่ไว้วางใจ หมอกลอยเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
ภูผาเดินกระเถิบเข้าใกล้ไตร “มึง…มีอะไรปิดบังกูรึเปล่า? กูเห็นมึงทำหน้าผิดปกติเมื่อวานก่อนขึ้นเรือ”
ไตรสบตาก่อนเมิน “อย่ายุ่งเรื่องของกู” เสียงกระด้าง สั่นน้อย ๆ น้ำผึ้งเม้มปากแน่น เข้าไปนั่งข้างเขิน “ฉันรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เกาะธรรมดา”
“แล้วจะเอายังไง…” ณัฐเสียงแผ่ว
“รอให้เช้ากว่านี้แล้วจะวนสำรวจรอบเกาะ หาแหล่งน้ำ หาเสบียง” ภูผาตัดสินใจ ทุกคนพยักหน้าอย่างหมดแรง
ตะวันเช้าแรกที่ ‘เกาะลอย’ ทะลุหมอกจากยอดเขา ทุกคนตื่นขึ้นมาด้วยความโหยหิว เขินสำรวจกล่องไม้ พบเหรียญอยู่ข้างในพร้อมกระดาษแผ่นหนึ่งลายมือหวัดยากอ่าน “อย่าไว้ใจเงา…บนเกาะนี้” ทุกคนมองหน้ากันอย่างตกตะลึง
น้ำผึ้งชะเง้อมองออกไปนอกกระท่อม “มันมีอะไรในหมอก…”
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังห่าง ๆ ก่อนเงาลาง ๆ เคลื่อนผ่านหน้าต่าง ทุกคนหยุดหายใจ
ภูผาขยับตัว หยิบเหรียญขึ้นมาดูใกล้ ๆ “มันมีสัญลักษณ์บางอย่าง”
โซฟีต่ำตาคิด ก่อนพูดเบา ๆ “พวกนาย…คิดว่าเราจะรอดไหม?” ไม่มีใครตอบ แม้แต่น้ำผึ้งที่ปกติเฉลียวฉลาดที่สุดก็เลือกเงียบ
แสงเช้าอ่อน ๆ ส่องผ่านแนวหมอก ทุกคนออกสำรวจรอบเกาะ เจอบ่อน้ำตื้นริมโขดหิน และเศษซากเสื้อผ้าเปื้อนเลือด เขินหยิบขึ้นมา ก่อนปล่อยทิ้งอย่างรวดเร็ว “มีคนเคยอยู่ที่นี่จริง ๆ”
ไตรเดินนำ กล่องไม้ในมือแน่น “พวกเราต้องระวัง แทบไม่มีใครเชื่อใจใครได้เหมือนเดิม”
น้ำผึ้งพยักหน้า “นั่นคือปัญหา พวกเรามีอะไรที่ไม่อยากพูดกันใช่ไหม?”
ภูผาเบือนหน้า “ไม่ใช่เวลาจะมาแฉความลับ รอดก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
เสียงแปลกประหลาดเหมือนใครเดินย่ำตามหลังมาตลอดเส้นทาง ทุกคนต่างจับตามองใครบางคนในกลุ่ม บรรยากาศอึมครึมก่อตัว
ไตรยืนชะงัก สายตาแดงก่ำ “เมื่อคืน…ใครออกไปนอกกระท่อม?” ไม่มีใครกล้าตอบ
กลางดึกคืนนั้น เมื่อความเงียบตกครอบงำ เสียงฝีเท้าและเสียงขีดข่วนบนไม้ดังลอดเข้ามา น้ำผึ้งลุกขึ้นยืน เก็บมีดเล็กในกระเป๋าไว้แนบตัว เธอค่อย ๆ ก้าวออกนอกประตูแคบ ๆ
ณัฐหรี่ตาตาม “น้ำผึ้ง จะไปไหน?”
“ฉัน…ได้ยินเสียงเหมือนแม่…” น้ำผึ้งเสียงสั่น
ภูผารีบลุกตาม “อย่า! กลับมา!”
น้ำผึ้งหยุดนิ่งที่ขอบชายป่า พลันเห็นเงาดำผอมสูงเคลื่อนผ่านหลังแนวไม้
เงานั้นกระซิบบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยิน น้ำผึ้งทรุดตัวลง น้ำตาไหลช้า ๆ เธอกุมหัวใจ แน่นิ่งอยู่ตรงนั้น
ไตรและภูผาหิ้วน้ำผึ้งกลับเข้าไปในกระท่อม ท่ามกลางความตึงเครียด แววตาของแต่ละคนสะท้อนความรู้สึกผิดบางอย่างซ่อนเร้น
วันต่อมา บนจุดสูงสุดของเกาะ พวกเขาพบปืนลูกซองเก่ากระบอกหนึ่งกับจดหมายคำเตือน “อย่าไว้ใจคนข้างตัว” เขินอ่านข้อความทุกคำอย่างขนลุก
ไตรหันไปทางภูผา “แก…เก็บอะไรไว้รึเปล่า?”
ภูผานิ่ง สำรวจเงาของกลุ่มเพื่อนในหมอก “แล้วแกเองล่ะ? ทุกคนต่างมีอะไรในใจหมดแหละ” เสียงเหนื่อยล้ากดทับบรรยากาศ
น้ำผึ้งบีบมือ “ถ้าเราไม่บอกความจริงกัน เราไม่มีวันรอด…”
กลางคืนอีกคืน ทุกคนถูกปลุกด้วยเสียงกรีดร้อง ไตรลุกพรวด ตามด้วยภูผาและณัฐ พวกเขาวิ่งไปที่โขดหิน ร่างของเขินนอนหมดสติ เลือดซิบจากแผลบนแขน มีรอยขีดคล้ายถูกของมีคมกรีด
ภูผารีบช่วย “ใครทำ!?” เสียงเขาสั่น เครียดจัด
ณัฐถอยกรูด กรีดร้อง “มันมี…ใครอยู่ในป่า!”
โซฟีทรุดลงกับพื้น “เงานั่น มันไม่ใช่คน…” เธอตัวสั่น น้ำตาร่วง
ไตรพยายามคุมอารมณ์ “เราต้องอยู่รวมกัน ห้ามใครหลงทางไปไหนคนเดียว”
ทุกคนเกาะกลุ่มแน่น เฝ้ารอเช้าอย่างหวาดผวา
วันใหม่ ทุกคนโต้เถียงวุ่นวายเกี่ยวกับแผนหนี ไตรเสนอให้สร้างแพล่องจากต้นไม้รอบเกาะ ภูผาไม่เห็นด้วย “เรือต้องมีมากกว่านั้น คลื่นแรงมาก”
น้ำผึ้งเสนอ “ถ้างั้นกลับไปที่กระท่อม หาความหมายของยันต์ในกล่องไม้ บางทีมันจะช่วยเราได้”
โซฟีค่อย ๆ นั่งลง นำกล่องไม้เปิดออกอีกครั้ง สำรวจรูปสลักอย่างละเอียด “มันเป็นอักษรโบราณ ฉันเคยเห็นในสมุดเก่าแม่…”เธอกัดฟัน “ผู้ถือเหรียญจะต้องสารภาพความลับ มิฉะนั้นหมอกจะกลืนชีวิตไปทีละคน”
ทุกคนนิ่งสนิท ใจเต้นแรง “เราจะ…ต้องบอกอะไรบ้าง? ทุกคน?” ณัฐกระซิบ
ไตรน้ำเสียงลั่น “เรื่องทุกอย่างที่เราไม่เคยกล้าบอกใคร!”
ภูผากำเหรียญแน่น ใบหน้าซีดเผือด “กูกลัว…กลัวเสียพวกมึงไป กลัวไม่มีใครให้อภัย…กูกับไตร เราเคยทะเลาะกันหนัก เพราะมึง…ณัฐ”
ณัฐตกใจ “อย่าโทษฉัน! ที่จริงแล้ว ฉัน…เป็นคนรายงานความผิดในกลุ่มตอนปีหนึ่ง เพราะกลัวถูกซ้ำเติม!”
ความตึงเครียดยิ่งทวีขึ้น หมอกลอยวนรอบกระท่อมอีกชั้น เงาดำโผล่เร่งเร้า ทุกคนยืนเผชิญหน้ากับเงาของตนเองในจิต สลับกันสารภาพสิ่งที่กดทับใจมาแรมปี
ไตรเผย “กูเคยคิดจะขโมยเงินกลุ่ม…เคยให้ข้อมูลผิดเพราะเกลียดมึง ภูผา”
น้ำผึ้งหลบตา “ฉันเคยดัดแปลงภาพในโปรเจกท์…กลัวจะสอบตก เลยมโนความสำเร็จขึ้นมาเอง”
โซฟียอมรับ “ฉันขโมยรูปวาดของเพื่อนในเวิร์กช็อปและแกล้งเป็นของตัวเอง”
บรรยากาศเย็นเยียบคลายลงเพียงชั่วครู่ หมอกแหวกออกเผยแสงจันทร์ ทุกคนต่างระทมใจ แต่สัมผัสได้ถึงการยอมรับในความผิดพลาดของกันและกัน
แต่ในขณะที่ทุกคนเริ่มคลายใจ เสียงคลื่นซัดแรงกว่าทุกคืน ดวงตาเงาดำปรากฏใกล้พร้อมเสียงกระซิบในหู “ยังไม่ครบ…” ร่างของเขินสั่น บอกว่า “ผม…ผมไม่เคย…ผมเป็นคน…ผมเป็นคนฉีกโปสเตอร์รับน้องที่ภูผาทำ แล้วใส่ความให้เพื่อนคนอื่น…”
ภูผานิ่ง หลับตา กระซิบขอโทษเขิน “กูไม่เคยคิดมาก่อน…”
ณัฐเดินกอดโซฟี น้ำผึ้งโอบไตร ทุกคนซบเข้าหากัน ในวินาทีนั้น เงาดำในหมอกค่อย ๆ สลายกลายเป็นควันจาง ๆ ลอยไกลออกจากเกาะ
แสงแรกของเช้าวันใหม่โผล่ขึ้น หมอกค่อย ๆ หายไป สัญญาณมือถือกลับมาอย่างช้า ๆ ทุกคนโผกอดกันอย่างโล่งใจ น้ำตาไหลทั่ว
ภูผามองเพื่อนทุกคน “ไม่ว่าอะไรจะเกิดต่อจากนี้…เราจะไม่โกหกกันอีก”
เสียงลมหอบสูดผ่านป่าเขียว เสียงคลื่นกระทบฝั่งที่เกือบไม่มีใครเหลือร่องรอยความหลอนของเมื่อคืน ทุกคนเดินออกสู่ชายหาด จ้องทะเลเวิ้งว้างที่พร้อมรับโอกาสใหม่
ทิ้งท้ายไว้เพียงเหรียญในกล่องไม้ที่กระท่อมกลางป่า…และความลับที่กลายเป็นความกล้าเผชิญใจตัวเอง