ชมรมรับฝาก-รับหา: วุ่นรักรับจ้าง
เสียงโทรศัพท์ดังลั่นในห้องชมรมเล็ก ๆ บนตึกเก่ากลางมหาวิทยาลัยตอนไม่มีเรียน มาดและกะทิ เพื่อนซี้สองขั้วที่ไม่มีอะไรเหมือนกันกำลังเถียงกันว่าจะแต่งป้ายชื่อชมรมแบบไหนดี มาดเป็นคนมั่นใจเกินไป คิดเร็วทำเร็ว ส่วนกะทิคิดมาก ลังเลกับทุกการตัดสินใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฟ้อนท์หนาไป ไม่เก๋” กะทิเหล่มาดที่ใช้ปากกาเมจิกลากเส้นใหญ่เปรอะเต็มกระดาษ “เอ็งจะให้มันสามนาทีเสร็จหรือสามวันถึงพอใจ?” มาดย้อนกลับแบบเซ็ง ๆ แล้วตวัดชื่อชมรมลงบนกระดาษ: ‘ชมรมรับฝาก-รับหา ผลงานไว ได้ของชัวร์!’
แป้ง เพื่อนใหม่สุดเนี๊ยบ หน้าตาเคร่งขรึมที่ไร้เซนซ์เรื่องขำขัน เปิดประตูโผล่มาอย่างกับผู้ตรวจสอบคุณภาพชีวิต “ใครฝากพาวเวอร์แบงค์ไว้ เห็นไหม ห้องเริ่มรกเพราะโปรเจกต์เพ้อเจ้อของพวกเอ็ง” มาดยักไหล่ กะทิหันไปสมทบ “ก็รับฝากของ ใครก็ฝากได้ เผื่อได้ลูกค้า!”
เสียงประตูเคาะถี่ยิบ รุ่งเรือง นางเอกสายติสต์ ปากไว ใจเร็วจนใครตามไม่ทัน โผล่พรวด “ขอฝากแหวนวงนี้ไว้ก่อนนะ เดี๋ยวชั้นไปเจออาจารย์” แป้งรับไวอย่างระมัดระวัง “ฝากทำไม ทำไมใคร ๆ มาฝากของกับพวกนาย”
มาดหันขวับ “ก็ชมรมรับฝาก-รับหาไง!” คำตอบที่อยากเท่ แต่โดนแป้งตบ “แต่ฝากแล้วจ่ายเงินยังไง? ถ้าเกิดมีของหาย—” กะทิรีบเบรก “ขอยืมสมุดมาหน่อย จะทำหลักฐานรับฝาก!”
ขณะที่เพื่อน ๆ ง่วนอยู่กับการตั้งชมรมและรับฝากของสารพัด ประสบการณ์ลูกค้ามือใหม่ก็เริ่มเปิดฉาก ลูกค้า “เบิ้ม” หนุ่มสายเกมขี้ลืม ลากกระเป๋าหนังสือเข้ามาวาง “รับฝากคอมให้หน่อย เดี๋ยวไปซ้อมบอล กลับตอนเย็นนะ”
มาดรับกระเป๋าทันทีอย่างภูมิใจ “ของหายไม่มีในดิกชั่นนารีชมรมเรา!” กะทิมองกระเป๋า “ใส่รหัสไว้มั้ย เดี๋ยวลืมให้ผิดคน” เบิ้มตอบงง ๆ “พี่ก็แค่ฝาก ไม่ใช่ฝากกับธนาคาร” ทุกคนในห้องพยักหน้าพร้อมกันแบบงง ๆ
วันถัดมา หน้าชมรมคิวแน่นกว่าร้านชานม แป้งออกใบเสร็จ (เขียนมือ) จนเหนื่อย รุ่งเรืองเปิดเควสใหม่ “ใครหาแฟลชไดรฟ์ให้ฉันได้บ้าง หายอีกละ!” กะทิลงชื่อตัวเองไว้ในสมุด ‘รับหา’ แล้วนั่งนิ่ง ๆ เพราะไม่รู้จะเริ่มหายังไง
มาดเปิดไอเดีย “ลองถามกลุ่มไลน์ไหม” แป้งสวน “คนก็เยอะ เค้าจะอ่านมั้ย” มาดไม่สนใจ ส่งข้อความทันที สองนาทีถัดมา สาวนิเทศรุ่นพี่โผล่พร้อมกระเป๋าผ้าสามใบ “รับฝากโน้ตชีทวิชาอาจารย์พรชัย” ทันที ทุกคนรับงง ๆ โดยไม่ลืมเขียนชื่อผิดไปหนึ่งใบ
สถานการณ์เริ่มสั่นคลอนไปอีก เมื่อค่ำหนึ่งมีเสียงโทรศัพท์สายปริศนา “ขอฝากซองเอกสารลับ ห้ามเปิดเด็ดขาด!” กะทิรับโทรศัพท์แล้วทำหน้าจริงจังตามสไตล์ “ถ้าอย่างนั้นต้องชาร์จเพิ่มไหม ของแบบลับ” มาดเผลอตะโกน “จ่ายพิเศษ อะไรก็ได้!” ก่อนแป้งถอนใจ “ขอให้มันไม่ใช่ของผิดกฎหมาย”
เวลาล่วงเลย ลูกค้าหลากหลายมากขึ้น หนุ่มสาวสลับกันฝากของแปลก เช่น หลอดไฟหน้ารถ อาหารแมว ประวัติการศึกษา มาดยิ่งภูมิใจเหมือนเป็นศูนย์กลางข้อมูล กะทิเริ่มจดตารางล่วงหน้าว่าจะคืนของใครวันไหน รุ่งเรืองกระตือรือร้นจนใคร ๆ เข้าใจผิดว่าเธอคือหัวหน้าชมรม
แต่แรงกระเพื่อมเกิดขึ้นจริงเมื่อรุ่งเรืองนำข้าวกล่องสิบกล่องมาฝาก “จะเอาไว้เลี้ยงหมาในมหา’ลัย ต้องใช้กล่องเดิม!” แป้งทำหน้างง “หมาในมหา’ลัยรับกล่องข้าวคืนด้วยเหรอ?” รุ่งเรืองเถียงสุดพลัง “สำคัญมาก กล่องนี้มีลายเซ็นต์ฉัน!”
มาดเริ่มเบื่อ “ทำไมฝากแต่ของประหลาด” กะทิกังวล “แล้วใครจะหาแฟลชไดรฟ์ให้รุ่งเรืองได้” ปมเล็ก ๆ เริ่มบานปลาย ใครบางคนเอากล่องข้าวของรุ่งเรืองไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เรื่องเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่
วันทีมมีความเครียดสูงสุด เมื่อแป้งค้นพบว่าเอกสารลับหายไปจากล็อกเกอร์ การสืบสวนแบบสมัครเล่นก็เริ่มขึ้น ทุกคนมีท่าทีร้อนรน รุ่งเรืองดราม่า ส่วนมาดซึ่งมั่นใจผิด ๆ พยายามหาทางออกด้วยแผน ‘ให้ทุกคนลองเดาเองว่าใครหยิบไป’ กะทิบันทึกคำให้การแบบแน่นยิ่งกว่าถ่ายทอดสด แป้งเริ่มคิดว่าอาจมีสายลับจริงในกลุ่ม
แต่การสืบเรื่อง ‘เอกสารลับ’ ดันสับสนเมื่อพบว่าแผ่นกระดาษที่หาย จริง ๆ แล้วคือแฟลชไดรฟ์ที่ต่อสายเข้ากับคอมเบิ้ม ซึ่งมาดดันจำผิดประเภทของรับฝาก ทั้งกลุ่มถึงกับเงียบ ทุกคนพูดสวนกันแบบคนละเรื่อง
“เฮ้ย นี่คือแฟลชไดรฟ์ รุ่งเรือง!”
“ไม่ใช่! ชั้นฝากไว้เป็นซองกระดาษ!”
“แต่นายไม่ได้ใส่ซอง!”
“แล้วอาจารย์จะว่าไง…”
“ใครอยู่เวรฝากอะไรบ้าง!”
สถานการณ์ทำให้ขั้นตอนรับฝากปั่นป่วนไปทั้งตึก จนข่าวลือแพร่กระจายว่ามีชมรมลับเก็บของผิดกฎหมาย มาดต้องเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ค่ายนักกิจกรรมที่เข้าใจผิดว่าเด็กๆ คิดตั้ง ‘วงแชร์ของกลาง’ มาดพยายามอธิบายกะทันหันแบบเลิ่กลั่ก กะทิเก็บรายละเอียดบันทึกอย่างแจกแจง แป้งยืนเซ็ง รุ่งเรืองพยายามเคลียร์กล่องข้าวแต่ยิ่งพูดยิ่งเข้าใจผิด แถมลูกค้ากลุ่มใหม่แอบเอากุญแจรถมาฝากแบบลับ ๆ
ทันทีที่ยุ่งเหยิงไปสุดขีด สตาฟฟ์ฝ่ายกิจกรรมมหาวิทยาลัยประกาศจะเข้าตรวจสอบชมรม ลมหายใจทุกคนเกือบหยุด คำถามผุดขึ้นพร้อม ๆ ว่า “ต้องปิดชมรมไหมเนี่ย?” ทุกคนเริ่มโทษกันเองทีละคน ความลับกับของฝากหลายอย่างปะปนไปหมด ไม่มีใครรู้ว่าอะไรกับของใคร
ท่ามกลางความลุกลี้ลุกลน มาดเสนอแผน “เอาของทุกอย่างมาเรียงกัน แล้วให้เจ้าของออกมาชี้ตำแหน่ง!” กะทิลังเลแต่ต้องยอม ขบวนการคืนของสุดป่วนจึงเริ่มต้น
รุ่นพี่ฝ่ายกิจกรรมเข้ามาดู พบกองของวางเรียงตั้งแต่ตุ๊กตาที่เสียไปข้างนึง ยันหม้อหุงข้าว แถมยังเจอเอกสาร “ลับ” เป็นสมุดจดรายการอาหารหมา! นาทีนั้นทุกคนเงียบปนฮา รุ่นพี่งงจนต้องขอเวลาทำใจ
แป้งตัดสินใจบอกความจริงว่า เรื่อง “เอกสารลับ” ก็เป็นรายการอาหารหมาจริง ๆ แต่เธอไม่กล้าเปิดเผยกลัวถูกล้อ รุ่งเรืองสารภาพแฟลชไดรฟ์เป็นของให้เพื่อนสมัยมัธยม มาดหัวเราะปนโล่งใจ กะทินั่งนับของต่อแบบหวั่น ๆ ด้วยนิสัยคิดมาก “อย่างน้อยก็ไม่มีใครฝากระเบิดใช่ไหม”
ผลจากเรื่องวุ่นวายยกใหญ่ ทุกคนได้บทเรียนว่า ทุกอย่างซับซ้อนเพราะการสื่อสารผิด ๆ มาวุ่นแค่ไหนก็ยังหัวเราะได้ มาดเริ่มยอมรับฟังความเห็นคนอื่น กะทิเผลอมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แป้งใจอ่อนกับความติสต์ของเพื่อน รุ่งเรืองเลิกฝากกล่องข้าวสักพัก แต่ยังตั้งใจจะฝากอะไรที่แปลกกว่าเดิมให้ได้
ชมรมรับฝาก-รับหา ผ่านวิกฤติแบบแทบเอาตัวไม่รอด แต่เมื่อเรื่องสงบ จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เบิ้มโทรมา “พี่… ผมขอฝากรองเท้าซ้อมบอลไว้หน่อยนะ รองเท้าแฟนผมก็ฝากด้วย เผื่อแยกสีกันไม่ถูก” มาดหยิบสมุด ปากกา พยักหน้า “เอางี้ วันไหนซวย วันนั้นจะรุ่งเอง!” ทุกคนหัวเราะทิ้งท้าย – เหมือนทุกเรื่องวุ่นวายกลายเป็นเรื่องขำที่ไม่มีวันจบในชมรมนี้