แสงสลัวกลางควันหมอก
เสียงนกร้องสูงอยู่เหนือหมอกขาวข้น วิชญ์นั่งอยู่ท้ายเรือไม้เล็ก ใบหน้าซึมเศร้า ไหล่เกร็งตลอดทางขณะเรือแล่นฝ่าทะเลหมอกสู่เกาะวาวา เกาะแห่งบ้านเกิดที่เขาหนีไปหลายปีก่อน ด้วยอดีตอันแสนปวดร้าวและความผิดที่ฝังใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ระหว่างที่แพข้ามน้ำ หมอกเริ่มลงจัดกว่าเดิม เด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งข้างแนะนำตัวอย่างลังเล “ผมชื่อปันครับ มาเยี่ยมน้า” วิชญ์พยักหน้าแต่สายตาเลื่อนลอย ปันดูออกว่าเขาไม่อยากคุยต่อ บรรยากาศถูกครอบด้วยความอึดอัด จนกระทั่งเสียงเรือกระทบโป๊ะชายฝั่ง
ก้าวย่ำบนเกาะ หมอกก็คล้ายจะหนาปกคลุมขึ้นเรื่อย ๆ บ้านเรือนไทยท้ายเกาะที่เคยคึกคักบัดนี้เงียบราวกับไม่มีชีวิต ผู้คนในหมู่บ้านเพ่งมองวิชญ์ราวกับเขาเป็นคนแปลกหน้า วิชญ์รีบเดินผ่านโดยไม่สบตาใคร มือกำกระเป๋าสะพายแน่น ต้นไม้สูงโยกไหวลม เสียงใบไม้เสียดสีกับเสียงฝีเท้าที่รีบเร่ง
เสียงโทรศัพท์สั่น วิชญ์หยิบขึ้นมาดู ข้อความจาก “มารดา” มีเพียงคำว่า “กลับบ้านที มีคนหายเพิ่มแล้ว” เขากัดฟันข่มใจยื้อกับความเจ็บปวด จากนั้นจึงเม้มปาก เดินมุ่งไปบ้านเก่าที่ตอนนี้ดูผุพังหนัก
หน้าบ้าน แม่ของวิชญ์ยืนรออยู่ นัยน์ตาแดงช้ำ พูดสั่นว่า “น้องกานต์หายไป ไม่มีใครพบเธอตั้งแต่เมื่อวาน…ในหมอก” ความตกใจตีขึ้นทันที วิชญ์พยายามกลั้นน้ำตา ถูกความผิดเป็นระลอกซัดกลับมา “แม่…ผมขอโทษ ผมน่าจะอยู่ใกล้ ๆ” แม่ปาดน้ำตา เข้ามากอดวิชญ์แน่น ปันที่เดินมาด้วยยืนมองห่าง ๆ ไม่กล้าแทรก
เย็นนั้นบ้านดูสลัว วิชญ์นั่งบนเก้าอี้เก่า ๆ ไฟสีเหลืองนวลส่องประปราย ทุกคนในบ้านหลบสายตากันอยู่นาน สุดท้ายปันพูดขึ้นเบา ๆ “หมอกนี่…มันพาใครไปไหนหรือเปล่า” เสียงแม่ถอนใจหนัก ใบหน้าชราสั่นไหว “ไม่มีใครรู้หรอก บางคนก็ว่าคนที่กลัว มักจะถูกหมอกกลืน”
หลังเที่ยงคืน วิชญ์ลุกขึ้นไปหน้าต่าง เห็นเพียงเงาใครบางคนนั่งเงียบอยู่ใต้ต้นลำพูกลางหมอก เขาพยายามเบนสายตาแต่ความสงสัยทำให้ต้องก้าวออกไปช้า ๆ ในมือกำไฟฉายไว้มั่น ก้าวไปจนเลือดสูบฉีดเร็วขึ้น หัวใจเต้นแรง พอใกล้ถึง กลับพบหญิงสาวหน้าตาแปลกตา ผมยาวแต่งตัวโบราณกำมือแน่น เธอมองมาแล้วยิ้มบาง ๆ
“พี่…กำลังหาใครเหรอ” เสียงของเธอเบา ราวกับมากับหมอก วิชญ์สะดุ้งพลางขยับถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะฝืนพูดว่า “หา…น้องสาว ชื่อกานต์ เธอเห็นไหม” หญิงสาวนิ่งไป ก่อนจะเอื้อมมือจับใบไม้แห้งบนพื้น เธอกระซิบเบา ๆ “เวลาหมอกลงจัด…อย่าเชื่อสิ่งที่เห็นด้วยตาทั้งหมดนะพี่ อย่าเดินลึกเข้าไป เพราะบางครั้ง เราอาจไม่ได้ออกมา”
คืนนั้นวิชญ์นอนไม่หลับ เสียงหมอกข้างบ้านครืดคราดอย่างผิดปกติ เงาของหญิงสาวยังคงวนเวียนในหัว ภาพน้องกานต์ยังคงพร่ามัวในความทรงจำ ระหว่างล้มตัวคว้าผ้าห่ม เสียงข้อความเด้งมาอีกสาย เขากดดู พบว่าเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก คำว่า “กานต์ ไม่เป็นไร อย่าตาม” สั้น ๆ เท่านั้น
รุ่งเช้า วิชญ์ออกเดินตามรอยเท้าเล็ก ๆ ที่ปรากฏบนหญ้าใต้หมอก เขาจำได้ว่าเป็นรองเท้าน้องสาว เขาตะโกนเรียก แต่เสียงกลับสูญหายไปกับความนิ่งของหมอก ไม่ทันไรเงา ๆ เคลื่อนไหวบริเวณข้างคลอง วิชญ์รีบวิ่งไปเจอหญิงสาวคนเดิม วางดอกไม้ขาวริมบ่อน้ำ
เธอหันขวับมา ดวงตาสั่นระริกด้วยความเศร้า “ไม่เจอเหรอ…หมอกมันเอาไปแล้ว” วิชญ์ฟังไม่เข้าใจ “เธอรู้จักหมอกนี่เหรอ หมอกคืออะไร ทำไมถึงกลืนคนไป” หญิงสาวยิ้มเศร้า “บางทีคนที่เจ็บ…หรือคิดจะหนีกลับเป็นคนที่หมอกเลือก” เธอมองลึกเข้าตาเขา
เสียงระฆังดังจากอีกฟากของเกาะ ทุกคนในหมู่บ้านต่างหยุดนิ่ง สายตาหวาดกลัว หญิงสาวพูดกับเขาเบา ๆ “คืนนี้…ถ้าหากอยากพบคนที่รักจริง ๆ ต้องกล้าถามใจตัวเอง ว่าอยากปล่อยหรืออยากหา” วิชญ์หลบสายตาเธอ สับสนกับคำพูดและความจริงที่ยังจับต้องไม่ได้
สายวันนั้น ภายในบ้าน วิชญ์ค้นกล่องไม้เก่า เจอภาพถ่ายครอบครัวสมัยเด็ก ๆ ใบหน้าของเขา กานต์ และแม่ ทุกคนยิ้มมีความสุข วิชญ์ลูบรูปนั้น น้ำตาซึม คิดถึงอดีตที่เคยหนีไปไกล ไม่กลับมาดูแลกานต์ยามเธอร้องไห้
แม่ยืนอยู่ข้างหลังเงียบ ๆ พูดแผ่ว “ช่วงที่แกไป กานต์กลัวทุกคืน…คิดว่าวิชญ์ทิ้งเธอ” คำพูดนั้นบีบหัวใจลูกชายรุนแรง เขาเงียบ ไม่กล้าสบตาแม่
เย็นวันนั้น หมอกลงหนามากผิดปกติ ทุกหลังคาบ้านจุดไฟโคมราวกับหวังไล่หมอก แต่แสงไฟกลับถูกกลืนหายอย่างรวดเร็ว ผู้เฒ่าในหมู่บ้านตะโกนบอกคนหนุ่มสาวห้ามออกจากบ้าน ขณะที่เสียงบางอย่างคล้ายเสียงร้องเล็ก ๆ ล่องลอยตามสายลม
คืนเดียวกันนั้น วิชญ์ตัดสินใจเดินฝ่าออกไปยังชายป่าลึก ยิ่งเดินหมอกก็ยิ่งห่อหุ้มจนเหมือนอยู่กลางโลกไร้สี วิชญ์ตะโกนเรียก “กานต์!” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงก้องสะท้อนกับหมอกกลับไม่มีคำตอบ มือเขาสั่น ความกลัวเอ่อล้น ทันใดนั้นเงาเลือนรางปรากฏขึ้นข้างหลัง
เป็นหญิงสาวปริศนา เธอเดินตรงมาหาเขา สายตาไม่ได้โกรธแต่กลับเต็มไปด้วยความสงสาร “พี่…รู้ไหมทำไมคนเราต้องหลงทางในหมอก เพราะในใจมีสิ่งที่ยังไม่ยอมให้อภัยตัวเอง” เธอวางมือบนไหล่วิชญ์ เย็นเฉียบ
น้ำเสียงหญิงสาวแฝงความเหงา วิชญ์กลืนน้ำลาย ฟังคำพูดเหมือนสะกิดแผลในใจ “ฉัน…ฉันผิดเอง” เขาพูดออกมาในที่สุด น้ำตาไหลจริง ๆ ในหมอก เธอเดินวนรอบเขาราวกับจะปลอบโยน “มีทางออกจากหมอกแค่เปิดใจ แต่ก็มีบางคนเลือกจะอยู่กับหมอกตลอดไป”
วิชญ์นิ่งไปสักพัก จากนั้นจึงร้องไห้ฟูมฟายกลางหมอก “ผมไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว ผมจะไม่หนีอีก จะไม่ทิ้งน้อง จะไม่ทิ้งแม่” เสียงสะอื้นของเขากลืนไปกับสายหมอก เงาหญิงสาวยิ้มบาง ๆ พร้อมกับพูดเบา ๆ “บางทีมันอาจไม่สายเกินไป”
เช้าวันถัดมา หมอกบางลงอย่างน่าประหลาด คนในหมู่บ้านเริ่มออกเดินหาอีกครั้ง วิชญ์เดินตามกลิ่นดอกไม้และเสียงกระซิบเบาบาง ในที่สุดก็พบรอยเท้าน้องสาวใต้ต้นลำพูหลังบ้านเลือนลาง เขาวิ่งไป พบกานต์นั่งหลบอยู่ในพุ่มไม้ สภาพตกใจแต่ยังปลอดภัย กอดเธอกอดแน่นจนร้องไห้ทั้งคู่
กานต์พูดเสียงสะอื้น “หนูกลัว…พี่ไปอีกหนูจะทำยังไง” วิชญ์โอบเธอแน่น ตอบในแววตาจริงใจ “พี่จะไม่หนีอีกแล้ว กานต์ เราจะสู้อยู่ด้วยกัน” สายลมรำเพย หมอกในเช้าวันใหม่จางจางลงอย่างช้า ๆ
หญิงสาวลึกลับปรากฏตัวข้างต้นลำพู เธอส่งยิ้มเศร้าให้วิชญ์ ก่อนจะหายตัวไปในอากาศเหมือนไม่เคยมีตัวตน วิชญ์ยืนมอง บางอย่างในใจสงบลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เด็ก
วันเวลาผ่านไป วิชญ์กลับมาช่วยงานบ้านเก่า ดูแลแม่ ดูแลน้อง แม้บาดแผลในใจยังมี แต่เขากล้าเผชิญหน้ากับอดีต หมอกยังคงมาเยือนเกาะ แต่ดูเหมือนจะไม่น่ากลัวสำหรับเขาและกานต์อีกต่อไป ทุกวันแสงแดดอ่อน ๆ ค่อย ๆ เจาะหมอกลงถึงพื้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา วิชญ์ช่วยแนะนำเรื่องเล่าของลำพูปริศนา ที่ใครได้ฟังแล้วไม่มีวันลืม