เสียงหัวใจเหนือทะเลสาบ
เสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีเหนือศีรษะ พีชนั่งกอดเข่าตรงระเบียงไม้ ของรีสอร์ทขนาดเล็กริมทะเลสาบ บ้านหลังนี้ห่างจากกรุงเทพฯ กว่าหกร้อยกิโล เธอเพิ่งหอบหัวใจและกระเป๋าใบใหญ่หนีจากเมืองวุ่นวายมาพักงานเขียน ไม่ใช่เพราะไร้แรงบันดาลใจ แต่เพราะรู้สึกว่าความสุขในชีวิตกำลังไหลหายไปทีละน้อยเหมือนน้ำฝนเมื่อครู่ เธอมองไกลออกไป เห็นเงาต้นไม้ไหว โค้งสะพานไม้ทอดไปสู่น้ำ “ถ้าอยู่ตรงนี้นานๆ จะช่วยให้ลืมอะไรบางอย่างได้ไหมนะ” เธอพึมพำกับสายฝน ไม่มีใครตอบ นอกจากเสียงกบใต้ถุนบ้าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ตอนเช้า พีชลากขาตัวเองแวะที่ล็อบบี้เล็ก ๆ กะจะถามเส้นทางเดินป่าแต่เจอบริการด้วยรอยยิ้มบาง ๆ จากผู้ชายรูปร่างสูง คิ้วตก ลุคดูเป็นมิตรแต่ดวงตากลับไม่เปิดเผย “ขอโทษนะคะ พอจะมีแผนที่เดินป่าไหมคะ?”
เขาเงยหน้าขึ้น มองนิ่งเล็กน้อยก่อนพยักหน้า “มีครับ ไปแถวสะพานไม้นั่นได้ ทางค่อนข้างชัน ฝนหยุดแล้วแต่ทางลื่น ระวังด้วยครับ”
พีชสบตาอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ จะถามอะไรก็กลืนไว้ “ขอบคุณค่ะ” เธอรับแผนที่และก้มมองแผ่นกระดาษ สีหน้าผู้ชายคนนั้นยังคงเรียบเฉย พีชไม่แน่ใจว่าตัวเองควรยิ้มคืนดีหรือแค่เดินจากไป ระหว่างที่เธอเดินออกไป เสียงของเขาเรียกเบา ๆ จากด้านหลัง “ถ้าอยากได้ไกด์ ผมว่างหลังบ่ายสาม”
ความนิ่งของเขากับคำพูดห้วน ๆ ทำให้พีชยิ้มในใจ “ขอโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่บ้างหรือเปล่า” เธอถามตัวเอง
บ่ายนั้น พีชเจอเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครในล็อบบี้เลย “พร้อมไหมครับ?” เขาถามพลางหยิบร่มจากมุมห้อง
พีชพยักหน้า ยิ้มประหม่า “พร้อมค่ะ ชื่ออะไรหรือคะ? ฉันชื่อพีช”
เขาชะงักไปชั่วครู่เหมือนไม่ได้คาดว่าจะถูกถามชื่อ “ต้นครับ” สั้น ๆ จนพีชเกือบอึดอัด แต่ก็มีแววตาสนุกซ่อนอยู่ชัดเจน
เส้นทางเดินป่าชื้นแฉะ กลิ่นดินในอากาศกับเสียงใบไม้เสียดสีกันเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ต้นไม่ได้พูดมาก เขาแค่ชี้ทางและเตือนให้พีชระวัง ตลอดทางมีแต่เสียงรองเท้าบดใบไม้แห้ง
“อยู่ที่นี่นานหรือยังคะ?” พีชพยายามเปิดบทสนทนา
“ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเรียกว่านานหรือเปล่า สามปีได้มั้งครับ คนส่วนใหญ่ผ่านมาแล้วผ่านไป”
แม้จะเป็นคำตอบเรียบเรียงอย่างรัดกุม พีพยายามยิ้ม “ฉันคงเป็นแค่คนผ่านไปอีกคนละสินะ”
ต้นชะงักหันมามอง แต่ไม่ตอบ พวกเขาเดินกันอย่างเงียบงัน ต่อให้บรรยากาศรอบข้างจะสดชื่นเพียงใด แต่ความสันโดษในแววตาของต้นทำให้พีชรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับผนังที่มีรอยแตก
วันต่อมา พีชเจอต้นในโรงอาหารขณะที่เขากำลังเทขยะลงถัง เขาสบตาพีชและพยักหน้ายิ้มเล็กน้อย สิ่งเล็กน้อยนี้สร้างรอยยิ้มบนหน้าพีชได้มากกว่าที่คิด
เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ พีชกับต้นเจอกันแทบทุกวัน บางวันเธอแวะไปขอคำแนะนำเรื่องสถานที่ถ่ายรูป บางวันไปขอยืมหนังสือ ต้นยังคงพูดน้อยแต่เริ่มมีคำถามบ้าง เช่น “วันนี้ลงมาเดินเล่นเหรอครับ” หรือ “อาหารเหนือที่ชอบมีอะไรบ้าง”
วันหนึ่งขณะที่นั่งริมทะเลสาบ พีชนั่งวาดภาพบนสมุดเรื่องราว ต้นเดินมาเงียบ ๆ ยืนมองอยู่มุมหนึ่งแต่ไม่เอ่ยทัก พีชเหมือนได้ยินเสียงฝีเท้า เงยหน้าขึ้น “มาดูผลงานเหรอคะ”
ต้นเม้มปาก ทำท่าจะเดินผ่านไปแต่กลับนั่งลงข้าง ๆ แทน “ผมไม่ค่อยเข้าใจศิลปะเท่าไหร่ แต่ดูแล้ว… รู้สึกสงบดีนะ” เขาไม่สบตาพีชตรง ๆ
พีชหัวเราะเบา ๆ “คนส่วนใหญ่วาดเพราะอยากให้ใครสักคนรู้สึกอะไรแบบนี้นั่นแหละค่ะ ขอบคุณนะคะ” เงียบอีกครั้งระหว่างลมเย็นจากทะเลสาบชะล้างความกลัวของทั้งสองออกไปทีละน้อย
พีชชวนต้นเดินเล่นรอบทะเลสาบ โอกาสนี้ต้นเริ่มถามกลับบ้าง “แล้วทำไมต้องหนีเมืองมาอยู่ที่นี่” เสียงเขาเบาเหมือนกลัวคำตอบ
พีชยิ้มจาง ๆ เหมือนกลั้นอะไรไว้ “บางทีความเงียบง่ายกว่าเสียงฝูงชน… ฉันเขียนนิยาย แต่หลัง ๆ มาจินตนาการมันเหมือนถูกดูดไปกับชีวิตประจำวัน เลยอยากหาที่ที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใครมาก”
ต้นพยักหน้าช้า ๆ หันไปมองผืนน้ำ “เข้าใจครับ… คิดว่าชีวิตคนเราทุกคนต่างหนีอะไรสักอย่าง หรือเปล่า”
เงียบไปสักพัก ต้นเปลี่ยนท่าที “แล้วเวลาเขียนนิยายไม่กลัวคนอ่านไม่เข้าใจสิ่งที่เราอยากสื่อเหรอ”
พีชชะงัก ยิ้มแหย “กลัวค่ะ กลัวตลอด แต่ต่อให้กลัวก็อยากลองเสี่ยงดูมากกว่าไม่กล้าเลย”
อีกวันหนึ่ง ฝนตกหนักจนทั้งรีสอร์ทเงียบสงัด พีชนั่งหน้าเตาผิง ท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง ส่วนต้นเก็บกวาดใบไม้ที่หลุดปลิวอยู่หน้าล็อบบี้ ผ่านไปพักใหญ่ เขาเข้ามาเปลี่ยนชุด เอาผ้าขนหนูซับผม เดินตรงไปหาพีช
“เปียกหมดแล้ว” พีชพูดพลางขำ
ต้นยิ้มมุมปาก “ก็ต้องเก็บงานก่อน ทิ้งไว้ก็รก” เงียบไปอีกสักพัก “แล้วทำไมไม่อยู่ในห้อง ออกมาหนาวแบบนี้”
พีชทำหน้าคิดก่อนตอบ “คิดว่าไฟจะทำให้เขียนออกบ้าง แต่ดูเหมือนคิดอะไรไม่ออกเลย”
ต้นนิ่งไป สักพักพูดเบา ๆ “บางทีคนก็ต้องว่างเปล่าเหมือนตู้เสื้อผ้าบ้าง เหลือที่ให้ใส่อะไรใหม่ ๆ” พีชเงียบไปกับประโยคนี้
หลังจากวันนั้น พีชกับต้นเริ่มกล้าที่จะอยู่ด้วยกันเงียบ ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เริ่มมีรอยยิ้มง่ายขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครล้ำเส้นของอีกฝ่าย วันหนึ่งพีชเจอสมุดโน้ตเล่มเก่าของต้นลืมไว้ที่เก้าอี้สนาม
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดดู ข้างในเป็นงานสเกตช์เล่นกับบันทึกย่อภาษาอังกฤษหยาบ ๆ เรื่องชีวิต ความฝัน และชื่อใครบางคนที่ถูกขีดฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต้นเห็นพีชกำลังถือสมุด เขารีบคว้าแทบจะทันที ดวงตานิ่งเย็นแตกตื่น “ขอโทษครับ นี่ของส่วนตัว” สีหน้าและน้ำเสียงเปลี่ยนไปชัดเจนพีชรู้สึกผิดขึ้นมาทันที
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ…”
ต้นไม่พูดอะไร เขาเดินออกไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกผิดของพีช เธอนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น น้ำตาคลอ รู้ตัวว่าตัวเองล้ำเส้นความไว้ใจของใครบางคนเข้าแล้ว
ตั้งแต่วันนั้น พีชไม่เจอต้นเป็นสัปดาห์ เขาผลุบโผล่ออกมาทำงานเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เธอพยายามเดินไปล็อบบี้หลายครั้ง มีแต่ความเงียบกับหมอนข้างเก่า ๆ บนโซฟาเท่านั้น
ระหว่างนี้ พีชเริ่มทบทวนความรู้สึกตัวเอง เธอคิดถึงต้นมากกว่าที่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ รู้ว่าตัวเองผิดจึงไม่กล้าเข้าไปขอโทษโดยตรง คืนหนึ่งท้องฟ้ามืดหม่น ฟ้าแลบไกล ๆ พีชตัดสินใจเขียนจดหมายสั้น ๆ วางไว้หน้าห้องพักต้น
“ขอโทษที่ละเมิดพื้นที่ส่วนตัว ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาคุยกันได้เหมือนเดิม”
เธอไม่คาดหวังอะไร เพียงแต่รู้ว่าความเงียบระหว่างพวกเขาหนักหนากว่าฝนฟ้าที่ตกมาตลอดสัปดาห์
ผ่านไปอีกสามวัน ต้นเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่เหมือนตั้งกำแพงบาง ๆ ระหว่างกัน พีชกับต้นไม่พูดคุยเหมือนเดิม ต้นยังช่วยเธอหาหนังสือแต่ไม่สนิทใจชวนคุย งานเขียนของพีชก็ชะงัก เธอไม่รู้จะแก้ไขยังไง นอกจากรอ
วันหนึ่งต้นนั่งมองทะเลสาบ พีชนั่งข้าง ๆ ทั้งสองเงียบกันนานมาก จนสุดท้ายต้นพูดขึ้น “ผมกับอดีตเราแปลก ๆ บางทีเลยไม่ค่อยไว้ใจใครง่าย ๆ” เขาพูดช้า ๆ เหมือนคิดไปด้วย
พีชไม่ตอบ เธอแค่เอามือกุมเข่าตัวเอง “ฉันก็เหมือนกันค่ะ ถึงหนีมาก็ใช่ว่าทิ้งทุกอย่างได้”
ความเงียบเข้าแทรกอีก จนพีชถอนหายใจ “ความเงียบบางทีมันก็หนักเกินไปนะคะ”
ต้นชะงัก เหมือนเข้าใจ “แต่บางทีมันก็ปลอดภัยสำหรับคนที่ยังไม่พร้อมพูดทุกอย่าง”
ค่ำวันฝนตกหนักอีกคืน ไฟฟ้าดับทั้งรีสอร์ท ทุกห้องมืดสนิท พีชใช้ไฟฉายเดินออกมานอกห้อง เธอมองเห็นเงาของต้นนั่งอยู่ระเบียงล็อบบี้คนเดียว
พีชเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ “กลัวความมืดบ้างไหมคะ”
ต้นหัวเราะเบา ๆ “ถ้าคิดว่าเป็นแค่ความมืดบนโลกนี้มันก็ไม่ได้อันตราย ไม่มีใครต้องกลัว จริงไหมครับ”
พีชถอนหายใจ “บางทีสิ่งที่กลัว มันอาจจะไม่ได้อยู่ข้างนอกก็ได้…”
ต้นพยักหน้า “ผมกลัวความรู้สึกผิดครับ กลัวจะไว้ใจใครแล้วผิดหวัง เกลียดตัวเองตอนกล้ายอมรับไม่ได้”
พีชนิ่งไปนาน เธอคิดถึงชีวิตของตัวเองกับอดีตที่เลือกลาออกจากงานประจำ ทิ้งครอบครัวที่คาดหวังสูง จนวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ ว่าตัวเองกล้าพอหรือเปล่า
“ฉันกลัวอนาคตที่มองไม่เห็นค่ะ”
คืนต่อมา ฝนซา พีชเดินมาทะเลสาบแต่เช้า เธอเห็นต้นกับเด็กหญิงท่าทางแก่นนิด ๆ นั่งกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง พีชแกล้งเดินผ่าน ต้นชวน “มานั่งกินด้วยกันไหม”
พีชยิ้มอย่างเขิน ๆ และนั่งร่วมโต๊ะ
เด็กหญิงชื่อลูกข้าว เป็นน้องสาวของต้นที่เพิ่งย้ายมาอยู่เพราะแม่ป่วย ต้นดูแลครอบครัวเงียบๆ พีชอดไม่ได้ที่จะมองอย่างชื่นชม เธอเห็นต้นในอีกมุมหนึ่ง ไม่ใช่แค่ผู้ชายเก็บตัวแต่คือพี่ชายที่อ่อนโยน
การมาของลูกข้าวทำให้ต้นเปิดใจมากขึ้น เขาเริ่มพูดเยอะกับพีชแม้จะยังมีแต่ช่องว่างของอดีต วันหนึ่งต้นเล่าให้ฟังถึงความฝันที่อยากเปิดร้านกาแฟของตัวเอง รวบรวมงานวาดภาพกับชงกาแฟ ฝันเล็ก ๆ ที่บอกใครน้อยมาก
พีชเล่าให้ต้นฟังว่าเธออยากเขียนหนังสือที่ทำให้ใครสักคนรู้สึกอยากเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่แค่หนี หรือซ่อน แต่เผชิญกับสิ่งที่กลัว
เมื่อฤดูฝนใกล้ผ่านไป งานหนังสือประจำปีที่กรุงเทพเรียกตัวพีช ทีมสำนักพิมพ์อยากให้เธอกลับไปทำงานที่เก่า สัญญาฉบับใหม่ที่ดีกว่าเก่า เพื่อน ๆ พร้อมจะเจอ และอนาคตที่สะดวก สบาย แม้จะไม่มีทะเลสาบเงียบ ๆ เหล่านี้
เธอลังเล ต้นก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่อาศัยลูกข้าวเป็นข้ออ้างมาพบกันที่ตลาดบ่อยขึ้น พีชรู้ดีว่าสิ่งที่เธอกำลังจะเสียไปคือความสงบ และต้น
คำพูดของต้นคืนนั้นยังวนเวียนอยู่ “บางทีความเงียบก็เป็นที่พัก แต่มันไม่ใช่ที่อยู่ของเราตลอดไป”
พีชถามเขาตรง ๆ “ถ้าวันนึงฉันกลับกรุงเทพ คุณจะคิดถึงไหม”
ต้นนิ่งไปนาน เขาหลบตา “ผมไม่ใช่คนพูดเก่ง…แต่ถ้าคุณไม่อยู่ ผมคงเหงา”
พีชยิ้มเจื่อน ๆ “ถ้าฉันไป ฉันคงคิดถึงที่นี่ คิดถึง…เพื่อนใหม่ที่ไม่เคยพูดอะไรเกินความจำเป็น”
ระยะห่างในใจของทั้งสองคล้ายจะย่นเข้ามา แต่ไม่มีใครกล้าก้าวข้ามเส้นไป อีกไม่กี่วันพีชจะเดินทางกลับ กรุงเทพ ต้นช่วยเธอขนของแต่ไม่พูดรั้ง ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีน้ำตา เธอเดินจากไปด้วยใจหนักอึ้ง
ฤดูฝนแปรเปลี่ยน พีชกลับมาใช้ชีวิตในกรุงเทพ แต่เขียนไม่ออก วันแล้ววันเล่า เธอเผลอเขียนถึงคนที่เงียบๆ ริมทะเลสาบมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือเล่มใหม่เปลี่ยนจากเรื่องราวหนีอดีต เป็นเรื่องที่มีแสงสว่างแห่งความกล้า ไม่ใช่ความเงียบอีกต่อไป
งานเขียนเสร็จ พีชขึ้นรถไฟข้ามคืนกลับไปหาทะเลสาบในวันที่ฝนโปรย พอถึงเช้า ต้นรออยู่ตรงสะพานไม้ เขาดูงุนงงนิดๆ ที่เห็นเธอ
“คิดว่าคงไม่กลับมาแล้ว” เสียงเขาเบาเหมือนครั้งแรกที่พบกัน
“บางทีฉันก็หนีไปได้แค่ร่างกาย หัวใจยังอยู่ที่นี่”
ต้นยิ้ม มุมปากมีรอยเศร้าแต่ดวงตาสดใส “งั้นช่วยอยู่เล่าเรื่องให้ผมฟังนาน ๆ หน่อยได้ไหมครับ”
เสียงสายลมเหนือทะเลสาบดังคลอเบา ๆ หัวใจทั้งสองที่หยุดนิ่งมานานเริ่มเต้นในจังหวะเดียวกันอีกครั้ง ไม่มีคำพูดใหญ่โต ไม่มีสัญญา มีเพียงความจริงใจที่เติบโตช้า ๆ แต่มั่นคง อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยอมรับหัวใจคนไม่สมบูรณ์และอ้อมแขนของวันใหม่