แสงสุดท้ายบนเกาะหาย
เสียงฟ้าร้องดังสะท้อนขึ้นเหนือคลื่นยามราตรี ในห้องนักบินแคบของเครื่องบินเล็ก เสียงลมหายใจของแต่ละคนดังกระหึ่มปะปนเสียงเครื่องยนต์วิ่งสู้เมฆฝน เพลิง—a—ชายวัยห้าสิบ ไหล่กว้าง ดวงตาระหองระแหงกว่าคนวัยเดียวกัน—มองเข็มวัดน้ำมันอย่างเงียบงัน นางภรรยาอรทัยนั่งหลังคนขับ มือกอดอกแน่น ดวงหน้าครุ่นคิดแข็งกร้าวไม่ต่างจากลูกสาววัยสิบเจ็ด ปูริน—ที่จ้องออกไปยังหน้าต่างอันเปียกฝนและเร้นตัวเองจากครอบครัว ด้วยอาการเจ้าทุกข์และความดันทุรังที่กระแทกใจตั้งแต่ก่อนเดินทาง ส่วนโต้ง ญาติหนุ่มอายุยี่สิบสาม ที่ใครก็มองเป็นตัวแถม—พยายามถอดรอยยิ้มตื่นตระหนกมาแทรกบรรยากาศติ่งเครียด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยัง…ยังอีกไกลมั้ยครับอา” โต้งนิ่งเงียบไว้ก่อน แต่ในสายตาสีดำเข้มนั้นไหวระริกด้วยความกังวลที่กลบไม่มิด เพลิงไม่ตอบ มองควบบังคับทุกอย่างให้ตรงทาง อรทัยแทรก—เสียงแหบต่ำ “ถ้าแกดูแผนที่มั่ง มันจะไม่หลงลมจนตกอยู่ได้มั้ย” เงียบอีก โต้งกลืนน้ำลาย ฝืนยิ้ม มองปูรินที่เมินสายตาไปนอกหน้าต่าง ยิ่งลึกเข้าเกาะยิ่งไร้แสงใดนอกจากฟ้าแลบ
ติ่งไฟสำรองวาบขึ้น กลิ่นชื้นทะเลซึมผ่านรอยร้าวกระจก หลังเสียงโครม ยางสัมผัสดินโคลน เครื่องบินสั่นสะท้าน หล่นตุบเข้าแนวป่ารก—ทุกคนเงียบกริบในภาวะหัวใจหยุดเต้น สบตากันในห้วงว่างเปล่าก่อนเสียงหอบหายใจประสาน และเสียงฝนพรึบกระหน่ำหนักลงกว่าเดิม
โต้งพุ่งออกหลังควานหาถังดับเพลิง แต่ไร้วี่แววเปลวเพลิง ทุกคนคลำตัวหาแผลอีกรอบก่อนทยอยออกสู่กลางดึก เปลวไฟสันสว่างไหวริบระหว่างต้นไม้สูงช้าที่เม็ดฝนพราวลงไม่ขาดสาย ดินโคลนติดเท้าเหนอะหนะ กิ่งไม้ครูดเนื้อตัว มองรอบทิศ ทางไหนก็มีแต่ป่าเงียบปิดตาย
อรทัยตะคอก “ตั้งแคมป์ไหนก็ไม่ได้ ขอแค่คืนนี้ไม่ตาย” เสียงเธอสั่นผิดปกติ เพลิงจ้องเธอนิ่ง ความถอดใจฝังแน่นแต่ไม่ไหลริน โต้งเลือกจะวางเสื้อบนดินเปียกให้อรทัย ปูรินยังนั่งกอดเข่าข้างต้นไม้นิ่งเฉย น้ำตาคลอแต่ไม่ยอมไหลออกมา
“ไม่ต้องมาทำใจดีป้ะ โต้ง นี่มันเรื่องบ้าอะไร” เธอกระซิบ—เสียงแนบชิด โต้งเม้มปาก ไม่กล้าตอบ อากาศเย็นยะเยือก ไม่มีใครหลับสนิทในคืนแรก
รุ่งเช้า โลกใต้หมอกหนา อากาศไม่เปลี่ยนแสง เหมือนเกาะนี้ไม่มีดวงอาทิตย์ ทุกอย่างถูกย้อมด้วยแสงฟ้าติดเทา ปูรินเดินลุยป่าไปข้างลำธาร เธอตักน้ำใส่ขวด ฝ่าดงไม้ขึ้นเนิน มองเห็นเงาของใครบางคน—เด็กชายรุ่นเดียวกับเธอ ผิวคล้ำ ตาสีเทาปะหลาด ยืนมองกลับมาอยู่ที่ลานกว้างกลางป่า
“ใคร…ใครมาที่นี่ได้?” ปูรินกลายเป็นคนนิ่งกลางดง อกเธอเต้นระส่ำ เด็กชายขยับถอยหายลับป่า ปูรินลังเลไปต่อหรือไม่ แต่ความว่างเปล่าบนเกาะทำให้เธออยากเจอเสียงอื่นซักครั้ง
สายหนืดของเช้าวันใหม่ โต้งช่วยเพลิงยกรังเครื่องบินสำรวจของที่เอาตัวรอด อรทัยตั้งใจค้นวิทยุสื่อสารแต่ไร้สัญญาณ ปูรินกลับมาพร้อมข่าวเจอคนแปลก โต้งเชื่อแทบจะกอดคอ ดีใจเจอเพื่อนมนุษย์ แต่เพลิงกับอรทัยหันไปสบตากันด้วยความระแวง
“ไม่มีทาง มีคนอยู่บนเกาะร้างนี่” เพลิงขมวดคิ้ว “เธอฝันรึเปล่า?” อรทัยไม่ออกความเห็นแต่ดวงตาแข็งขึ้น “ชั้นเห็น ป๊า ชั้นไม่โกหก ตัวเป็นๆ เขาหายเข้าป่าแบบ…แปลก”
อรทัยเหลือบตาโลม โต้งเบาเสียง “บางทีอาจเป็นใครที่ตกเครื่องแบบเรา หรือ…” เขาเว้นวรรคด้วยเสียงหวาดคราม แต่ไม่พูดต่อ
บ่ายนั้นทุกคนสำรวจทิศเหนือของเกาะ ต้นไม้ไร้เสียงนก ปูรินนำหน้า นิ่งเงียบกว่าทุกที เมื่อเดินถึงลานหินที่เธอเคยเจอเด็กชาย จู่ๆ อากาศเปลี่ยนผิดปกติ ลมวนกลับทิศ ดอกไม้สามดอกบานกลางหิน ปูรินย่อตัวเด็ดดอกไม้ กลิ่นหอมกระจาย เธอมองไปรอบ—แล้วเสียงบางอย่างดังกึกในป่า ใบไม้เคลื่อนไหว เงาเด็กชายปรากฏอีกครั้งใกล้ขึ้น เขายกมือผาย “อย่า…อย่าเด็ดดอกนั้น”
ทุกคนหยุด ท่าทีเด็กแปลก ลมหายใจตึงเครียด “คุณ…เป็นใคร?” ปูรินถาม ในน้ำเสียงมีความกลัวเคลือบเจ็บ “ฉันชื่อกิจ อยู่ที่นี่นานแล้ว ไม่ควรเด็ดดอกไม้ตรงนี้” เขาโคลงศีรษะ กลิ่นดอกไม้พลันจาง ปูรินนิ่ง แววสงสัยเกิดขึ้นอีกครั้ง
เสียงเพลิงขัดขึ้น “เด็กคนนี้พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง ไปกัน โต้ง อย่ายุ่งกับคนแปลกหน้า” โต้งลังเลแต่ยอมตาม ส่วนปูรินหันมองกิจอีกชั่วครู่ พบประกายเศร้าทะลุผ่านรอยยิ้มบางของเด็กชาย ก่อนร่างเขาจะหายวับราวกับละอองหมอก ถูกกลืนกับแสงมัวซัวของเกาะนี้
วันเวลาบิดเบือน ทุกคนนั่งรอบกองไฟที่ทั้งเปียกและอุ่นน้อย มืออรทัยถูขาเสียขวัญ ปูรินเหม่อมองเงาตัวเอง—แววตาอัดแน่นความกลัวแฝงแค้น “แม่…ถ้าวันนั้นแม่ไม่ตัดสินใจทิ้งพ่อ เราอาจไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้” น้ำเสียงสั่นสะท้าน อรทัยสะบัดหน้าหนี ปากขบแน่น
“เธอพูดอย่างกับแม่อยากให้มันพัง” อรทัยพูดเร็ว แต่น้ำเสียงนั้นฟังดูเศร้าแผลลึก ปูรินลุกเดินหนีเข้าป่ามีกิจก้าวตามเงียบๆ
กิจนั่งข้างปูรินใต้ต้นไม้ เสียงลมหวิวรอบข้าง “ที่นี่ไม่มีแสง พระอาทิตย์ไม่ขึ้นมาหลายปี คนบางคนเลยหลงทางจนลืมว่าทางออกอยู่ไหน”
“นายอยู่คนเดียวเหรอ?” ปูรินถาม กิจพยักหน้า “แม่ฉัน…หายไปนานแล้ว” ปูรินก้มมองดอกไม้ในมือ “ฉันก็ไม่เข้าใจแม่เหมือนกัน”
รุ่งขึ้นใหม่ โต้งปีนต้นไม้สูงชะโงกมองไปทั่ว เห็นเงาตะคุ่มของบ้านไม้กลางเกาะ รีบลงมาบอกทุกคน ทุกคนเริ่มมีหวังว่าจะเจอคนช่วย อรทัยไม่พูดแต่สีหน้าวูบวาบด้วยความหวาดกลัวไม่เข้าใจ
ทุกคนเดินตามแผนที่ธรรมชาติผ่านดงไม้ ซากสัตว์เล็กๆ ถูกวางเรียงรายเป็นสัญลักษณ์แปลก โต้งสบตาปูริน กระซิบ “เหมือนมีใครอยู่จริง ๆ” เพลิงว้าบหน้าหงิก “หยุดจินตนาการแล้วเดิน” แววโมโหของเขาแฝงทั้งกลัวและอับจน
ระหว่างเดินลึกเข้าไปในป่าความรู้สึกในอากาศเปลี่ยน เงาผิดปกติของต้นไม้ยืดยาวราวจะกลืนคน แต่กิจเดินนำปูรินอย่างมั่นคงถึงด้านหน้าบ้านไม้เก่า
อรทัยลังเลแต่ยอมเคาะประตูไม้ เสียงเปิดของเด็จชายสูงวัยกว่ากิจนิดหนึ่ง “เข้ามา…” เสียงประหลาด ทุ้มต่ำแต่สุภาพ พวกเขาพบว่าบ้านนี้เต็มไปด้วยของสะสมโบราณ
ชายชื่อวัน อยู่บนเกาะนี้ตั้งแต่ยังเล็ก พาแขกไปดูกล่องใส่กระดูกที่วางบนหิ้ง “นี่คือที่สาปไว้ ถ้ามือใครแตะกล่อง แสงจะดับตลอด” วันซ่อนรอยยิ้มเศร้า
เพลิงหัวเราะหยัน “ไร้สาระ มีอะไรกินกับน้ำเปล่าจะดีกว่า” วันยักไหล่ “เกาะนี้อาจทำให้แต่ละคนเห็นอดีตของตัวเองซ้ำ ๆ ไม่จบจนกว่าจะยอมรับมัน”
อรทัยจ้องกล่องนั้น น้ำตาร่วงโดยไม่รู้ตัว ปูรินจ้องดูการเปลี่ยนสีของแสงในบ้าน ทุกอย่างเย็นชาเหมือนติดอยู่ในอดีต
เหงื่อไหลอาบแก้มโต้ง “แปลกนะ” เขากระซิบข้างหูปูริน “พวกเราทุกคนต่างติดกับดัก อะไรกันแน่ที่ต้องปลดปล่อยให้จบ”
กิจเปิดม่านหน้าต่างให้ดูนอกบ้าน พบเพียงสายฝน กับเส้นแสงเล็ก ๆ รุ่นรางบนฟ้า “ถ้าตั้งใจฟัง บางทีแสงสุดท้ายจะบอกวิธีออกไปจากที่นี่ แต่ต้องพร้อมเสียอะไรบางอย่างไปก่อน”
คืนถัดมา ทุกคนฝัน – คนละแบบ เพลิงเห็นอดีตที่ไล่ตามเงาความผิดตัวเอง อรทัยฝันถึงมือที่เอื้อมหาลูกแล้วกลับว่างเปล่า โต้งฝันถึงบ้านที่ไม่มีใครรอ ปูรินฝันเด็กหญิงร้องไห้กลางดงไฟแห่งความกลัว
วันต่อมา เงาบิดเบี้ยวล้อมรอบบ้าน กิจพยายามนำทางปูรินหนีออกป่า ทิ้งคนอื่นไว้ แต่เธอกลับเลือกย้อนกลับไปช่วยแม่ ทุกคนต้องเผชิญโซ่ตรวนในใจตัวเองในบ้านนั้น
อรทัยสารภาพรักผิดรูปกับเพลิง ภาพแต่งงานที่เคยหวานกลายเป็นโศกเศร้า พวกเขายอมรับความเสียใจ เพียงเพื่อเรียกแสงรำไรในหน้าต่าง โต้งเปิดอกเรื่องความรู้สึกด้อยค่า อยากเป็นคนสำคัญ สายตาทุกคนเปลี่ยนไปอ่อนโยนขึ้น แม้ความเจ็บปวดจะไม่จาง
เช้ามืด เงาต่าง ๆ จางลง เฉดสีใหม่ฉาบบรรยากาศ ทุกคนได้รับโอกาสใหม่ เพลิงจับมืออรทัย น้ำตาลูกผู้ชายไหล อรทัยยิ้ม ปูรินจ้องสบตากิจ เธอกลัวแต่กล้าตอบรับความเจ็บในอก โต้งรับความอ่อนไหวของตัวเองไม่ต้องซ่อน
ก่อนออกจากบ้าน กิจเอื้อมมือปูริน “ขอบใจนะที่กลับมา” ปูรินยิ้มละลายกำแพง ทันใดนั้นแสงอาทิตย์สาดส่องตัดหมอกครั้งแรกในเวลา 15 ปี บ้านทั้งหลังถูกย้อมทอง เงาทุกอย่างหายไปพร้อมเสียงหัวใจที่ได้ก้าวข้ามความกลัวตัวเอง
เครื่องบินไม่จำเป็นอีกต่อไป ทุกคนเดินออกจากป่าไปสู่เส้นขอบฟ้า ไหล่ที่งองุ้มกลับตั้งตรง ไม่มีใครเหมือนเดิมอีก—แม้ไม่ได้ลืมอดีต แต่เลือกให้อภัยมันและตนเอง แสงสุดท้ายบนเกาะหายทำให้กล้าตามหาวันใหม่