เสียงเพรียกแห่งทะเลสาบหมอก
ละอองหมอกลอยปกคลุมผิวน้ำและบ้านเรือนเล็ก ๆ ที่ปลูกเรียงรายริมทะเลสาบ เสียงเรือไม้กระทบไม้เป็นระยะเหมือนเครื่องหมายบอกกาลเวลาในหมู่บ้าน ทว่าช่วงเย็นนี้ ณดาเดินช้า ๆ ตามหลังพ่อ เธอตีแขนตัวเองเบา ๆ ราวกับจะไล่ความเย็นซึ่งลอดทะลุเสื้อคลุมหนา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รีบเดินเข้าเถอะ เราต้องไปเก็บของที่บ้านใหม่” พ่อหันมากำชับเสียงนิ่ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม บัดนี้เหลือแต่ความหม่นเศร้า เด็กสาวสังเกตคำพูดนั้นแล้วจึงจำใจเร่งฝีเท้า
เมื่อเดินผ่านสะพานไม้ตรึงแน่นที่ทอดยาวข้ามลำคลองแคบ เธอหยุดมองไปยังวังน้ำกลางทะเลสาบ สายหมอกเริ่มข้นขึ้นจนนึกคลับคล้ายเงาร่างใครบางคนในละอองขาว ครู่หนึ่งเธอสะดุ้ง เมื่อเสียงกระซิบแผ่วเบาผ่านเข้ามา “กลับมา” เด็กสาวมองไปรอบตัว แต่พ่อกลับเดินล่วงหน้าไปไกล
ณดาวางกระเป๋าเดินเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็ก บรรยากาศใหม่เย็นยะเยือก ร่องรอยฝุ่นเขรอะกับกลิ่นไม้เก่าไม่ได้ทำให้รู้สึกต้อนรับ แม้พยายามอดกลั้นน้ำตา แต่เสียงนกหวีดลมจากหน้าต่างก็เหมือนเสียงคร่ำครวญ การย้ายบ้านใหม่ในวันที่แม่ไม่อยู่… มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
พ่อเดินวนตรวจบ้านเงียบ ๆ จนค่ำ อาหารมื้อแรกคือข้าวกับผัดผักจืด ๆ เขานั่งลงข้างเธอโดยไม่มีรอยยิ้ม “ณดา ที่นี่ปลอดภัยกว่ากรุงเทพฯ นะ อีกหน่อยลูกจะชินเอง”
“ถ้าหนูจะไม่ชินล่ะ?”
เขาเงียบไปนาน ดวงตานั้นสั่นไหว ก่อนค่อย ๆ ตอบ “เราจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่จริง ๆ”
คืนนั้นเธอทำได้แค่นอนตาโต เงยหน้าขึ้นดูเงาจันทร์ผ่านหมอกที่หน้าต่าง เสียงกระซิบคล้ายเดิมกลับมาอีกครั้ง “ณดา…” มันเหมือนเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง เสียงของแม่ เธอฟังนานจนกระทั่งน้ำตาเริ่มไหล พยายามบอกตัวเองว่าฝันไป
เช้าวันแรกที่โรงเรียนใหม่ เพื่อนร่วมชั้นมองเธอเหมือนตัวประหลาด “บ้านแกติดทะเลสาบเหรอ?” เด็กชายตัวสูงใส่เสื้อกีฬาเดินเข้ามาถาม “อย่าไปเชื่อเรื่องเล่าอะไรนะ แถวนั้นน่ะ…เขาว่าผีดุ”
สาวน้อยชื่ออิ่มยิ้มหวานนั่งข้าง ๆ กระซิบเสียงเบาว่า “แม่ของฉันบอกว่าทะเลสาบนี่เคยมีคนหาย ตอนกลางคืนอย่าไปเดินแถวปลายน้ำเด็ดขาดนะ”
ณดาฝืนยิ้ม “งั้นก็ต้องหวังว่าเสียงเพรียกนั่นจะไม่มาหาฉันล่ะนะ” เธอลอบมองสายตาของเพื่อน ๆ แล้วเก็บความกลัวไว้ใต้รอยยิ้มจาง ๆ
ค่ำวันนั้น ขณะที่พ่อนั่งพับเสื้อผ้าด้วยสายตาเหม่อลอย เธอเปิดสมุดสเก็ตช์วาดรูปทะเลสาบและเส้นหมอก เงาจาง ๆ ปรากฏขึ้นทีละน้อยจนรูปคล้ายผู้หญิงยืนอยู่ในม่านหมอก ณดามองดูผลงานแล้วขนลุก มือสั่นพร้อมความคิดถึงที่เอ่อล้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
“หนูคิดถึงแม่” เสียงเธอสั่นเครือ ครู่หนึ่งพ่อเงยหน้าขึ้น สายตามีทั้งโทษตัวเองและอ่อนล้า “พ่อก็คิดถึง” เขาพูดแผ่วเบาก่อนกลับไปทำทีเป็นยุ่งกับเสื้อผ้า แต่เสียงสะอื้นระเรื่อจากห้องข้าง ๆ นั้นไม่อาจซ่อนได้
คืนนั้นสายหมอกหนาขึ้น เธอฝันเห็นตัวเองยืนอยู่ปลายสะพานไม้ เสียงเพรียกลอยผ่านแล้วสายลมก็พัดเธอตกน้ำ เงาในน้ำสะท้อนเป็นใบหน้าแม่ รอยยิ้มเศร้าหม่น “กลับบ้านเถอะลูก” เธอยื่นมือออกไป แต่กลับตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยหัวใจเต้นแรง เหงื่อโชกและเสียงลมหายใจถี่
วันถัดมา ณดาเดินตามริมตลิ่ง หมอกหนาสีขาวขุ่นล้อมทุกทาง เด็กหนุ่มที่โรงเรียนเดินผ่านมา “กลางวันก็ยังหนาอย่างนี้เลยนะ” เขาถามพลางหยุดข้างเธอ “เคยได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ มั้ย?”
“ก็…เหมือนเสียงผู้หญิงเรียกในหมอก บางทีตอนกลางคืนก็ได้ยิน” เธอกระซิบกลัวเพื่อนจะหัวเราะ
ท่าทีของเขานิ่งขึ้น “ฉันชื่อกิจ อย่าเดินแถวนี้คนเดียวตอนเย็นนะ”
“นี่มันแค่หมอก ไม่ใช่ภูติผีอะไรหรอก…”
กิจเหลือบตามองทะเลสาบ ดวงตาเว้าวอน “อย่าจริงจังกับเสียงในหมอกมากเกินไป” เขาทิ้งท้ายไว้ก่อนเดินจากไปท่ามกลางละอองขาว ๆ เหมือนรอคอยบางอย่างจะปรากฏขึ้น
เย็นวันนั้น ขณะณดานั่งวาดภาพริมน้ำ เสียงเพรียกยาวดังก้องในหูครั้งใหม่ คราวนี้มันเหมือนมาใกล้กว่าเดิม ร่างเงาจาง ๆ ของผู้หญิงยืนอยู่ปลายสะพาน—เธอหยุดมือ กลืนน้ำลายเสียงดังจนได้ยินชัด ใจหนึ่งอยากลุกหนี แต่อีกใจก้าวช้า ๆ เข้าไปใกล้เงานั้น
ขณะนั้นเอง กิจปรากฏตัวจากข้างหลัง คว้ามือณดาไว้ทันที “จะบ้าเหรอ!” เขากระซิบเสียงเข้ม “อย่าไปฟังเสียงพวกนั้น!”
“แต่ฉันเห็นแม่ ฉัน…ฉันคิดถึงแม่” เสียงณดาสั่นสะท้าน กิจชะงัก ลังเลอยู่นานก่อนจะตัดสินใจพูดเบา ๆ “แม่เธออาจจะอยู่ในที่แห่งนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าควรตามไปนะ”
ณดานิ่งงัน เธอลังเล ใจหนึ่งกลัว แต่อีกใจกลับโหยหาคำตอบ เรื่องราวจากหมอกน่าเชื่อกว่าความเงียบในบ้านใหม่ของเธอเสียอีก
ค่ำวันต่อมา เธอกลับบ้านเร็ว จุดตะเกียงนั่งอยู่ในห้อง พ่อก็อยู่ข้างนอกเช่นเดิม ณดาดูภาพวาดของแม่… จู่ ๆ กลางสายหมอกหน้าต่าง เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้น เธอเดินออกไปอย่างอ่อนแรง พบหญิงสาวผมยาวยืนในหมอก รอยยิ้มเศร้าปรากฏบนใบหน้านั้น
“แม่?” ปากณดาเอ่ยออกมาก่อนหัวใจจะทันตั้งตัว หญิงสาวไม่ตอบแต่ยื่นมือออกมาเหมือนในฝัน เด็กสาวลังเลน้ำตาคลอ ทันใดนั้น พ่อก็โผล่ออกมา คว้าแขนเธอไว้แน่น “ไม่ใช่! อย่าไป!” เสียงเขาตะโกนเครือ
หญิงสาวในหมอกจ้องพ่อด้วยสายตาเศร้า “ทำไมถึงยังไม่ให้อภัยตัวเอง…” เสียงแผ่วบาดลึก ท่ามกลางความเงียบของทั้งคู่ ตะเกียงในบ้านดับวูบลงเหลือเพียงแสงจันทร์ ทะเลสาบเงียบงัน
ณดารู้สึกเหมือนถูกฉุดรั้ง เธอหันกลับมาเห็นน้ำตาท่วมตาพ่อ เขายืนอยู่อย่างคนไร้กำลัง “พ่อขอโทษ…พ่อควรปกป้องแม่กับลูกให้ดีกว่านี้” ครั้งแรกที่เธอได้ยินประโยคนี้จากเขา
หญิงสาวในหมอกถอยออกช้า ๆ เสียงเพรียกค่อย ๆ จางลง ณดาทรุดตัวลงร้องไห้อยู่ตรงประตู พ่อทรุดนั่งข้างกอดเธอแน่น คนสองคนกอดกันในบ้านไม้เล็กห่างไกลโลก เงาหมอกหายไปจากกระจกหน้าต่าง
หลังจากนั้น หลายวันผ่านไป สายหมอกทะเลสาบยังคงอยู่ ณดาเริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่กับอดีตและปัจจุบัน เธอเริ่มวาดภาพด้วยรอยยิ้มบ้าง กิจและอิ่มกลายเป็นเพื่อนแท้ พ่อกับเธอพูดคุยกันมากขึ้น ช่วงเย็นหนึ่ง ขณะนั่งริมทะเลสาบ เธอปิดสมุดวาดภาพ หันไปกระซิบให้สายหมอก “หนูจะจำแม่ตลอดไป…แต่หนูจะเดินต่อแล้ว”
ละอองหมอกเคลื่อนไหวเบา ๆ ยามเย็น ดูจากระยะไกล คล้ายใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปสู่ขอบฟ้า ณดาหลับตารับลมเย็น รู้ว่าคำตอบบางอย่างอาจไม่มีวันได้มา แต่เรื่องราวของเธอจะเริ่มต้นใหม่ในสายหมอกที่ไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป