เสียงในความว่างเปล่า
ฝนตกหนักกระหน่ำพื้นป่าจนเสียงทุกอย่างจมหายไปในสายน้ำ รถตู้คันเก่าจอดอยู่หน้าหอพักไม้สองชั้นที่ถูกปล่อยร้างมานาน เสียงเปิดประตูรถดังแทรกมาพร้อมเสียงหัวเราะแผ่วของกลุ่มนักศึกษาสี่คน – เดวิด, มินตรา, กานต์ และทีน่า – ขนของลงจากรถอย่างทุลักทุเล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“หวังว่าไฟฟ้าจะยังใช้งานได้อยู่นะ” เดวิดพูดเบา ๆ พลางชะโงกเข้าไปมองในความมืดของตัวอาคาร ไฟฉายส่องให้เห็นโถงที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นอับ หลอดไฟบนเพดานกระพริบคล้ายจะขาดใจ
“รู้มั้ย ฉันไม่โอเคกับที่นี่เลย” ทีน่ากระซิบ พลางกอดกระเป๋าแน่น “เราอยู่แค่คืนเดียวใช่ไหม”
มินตราหันไปมองเพื่อน “ถ้าพรุ่งนี้ฝนหยุด เราก็กลับทันที” เธอพูด ทั้งสี่คนเดินเข้าไปในหอพัก ประตูไม้เก่ากรอบแกรบปิดลง เสียงฝนข้างนอกหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจและหัวใจที่เต้นระรัว
กานต์เดินสำรวจห้องโถง ถูนิ้วไปตามรอยฝุ่นบนโต๊ะไม้ยาว “ที่นี่เหมือนเคยมีคนใช้ล่าสุดเมื่อสิบปีก่อน” เขาพูดกับตัวเอง
เดวิดหยิบกระเป๋าเดินขึ้นบันได มองขึ้นไปยังชั้นสองที่มืดสนิท “เราแบ่งห้องยังไงดี” เขาตะโกนถามลงมา
เสียงทีน่าตอบแผ่ว ๆ “ฉันกับมินตราจะนอนด้วยกัน”
กานต์หัวเราะแผ่ว “กลัวผีให้บอกเถอะน่า”
เดวิดแอบยิ้ม เขารู้ว่าทีมนี้ทุกคนต่างมีเหตุผลส่วนตัวที่ต้องมาที่นี่ สำหรับเดวิด หอพักนี้คือหัวข้อโปรเจกต์เรียนจบของเขา หอพักกลางป่าที่เชื่อมโยงกับคดีคนหายเมื่อหลายสิบปีก่อน
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า อากาศเย็นจัดและเสียงลมพัดลอดหน้าต่างซี่ไม้ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นบนชั้นสอง กานต์เงยหน้าตามเสียง “มีใครเดินอยู่ข้างบนหรือเปล่า”
“เดวิดอยู่บนห้อง ไม่ใช่เหรอ?” มินตรากลอกตามองทีน่าอย่างประหลาดใจ
ทีน่าหน้าซีด “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงเดินข้างห้องเราตั้งแต่ดึก”
เดวิดเปิดประตูห้องออกมา “ไม่มีใครเดินหรอก ฉันเพิ่งปิดไฟนอนเอง”
ความเงียบเข้าปกคลุม ทุกคนสบตากัน มีบางอย่างในความเงียบนี้ที่ไม่ปกติ…คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังฟังพวกเขาอยู่
กลางดึก เสียงกุกกักดังขึ้นทีละน้อยจากห้องโถง ทีน่านอนตัวแข็งบนเตียง รอให้เสียงหยุด แต่เสียงนั้นยังคงอยู่ เธอกระซิบเรียกมินตรา “ได้ยินไหม…”
มินตราตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย “เสียงอะไร…” ทั้งคู่เงี่ยหูฟัง เสียงลากอะไรบางอย่างบนพื้นไม้…ช้า ๆ และยาวนาน
กานต์ลุกขึ้นจากเตียง เดินออกจากห้องอย่างลังเล เขาส่องไฟฉายไปตามโถง ทางเดินยาวเปล่าเปลี่ยว หยากไย่เกาะตามมุมมืด เสียงพวกนั้นเหมือนดังมาจากห้องใต้บันได
“เฮ้ มีใครอยู่ในนั้นไหม” กานต์พึมพำ เสียงของเขาสะท้อนในความว่างเปล่า เขาส่องไฟเข้าไปในช่องแคบ ๆ ใต้บันได เห็นแต่กล่องไม้เก่า ๆ กับเงาคลุมเครือ เงานั้นขยับคล้ายกำลังมองตอบเขาอยู่
รุ่งเช้า ทั้งสี่คนมานั่งรวมกันรอบโต๊ะอาหารเช้า บรรยากาศตึงเครียด เดวิดหยิบสมุดจดของเขาขึ้นมา “เมื่อคืนมีใครได้ยินเสียงแปลก ๆ มั้ย”
ทีน่าพยักหน้า “เหมือนเสียงคนเดิน เสียงลากอะไรบางอย่าง”
กานต์อึกอัก “ผมคิดว่าผมเห็นอะไรบางอย่างในเงามืด…เหมือนมันจ้องมองเราอยู่”
มินตราทำหน้าสงสัย “เราอาจจะคิดไปเอง เพราะที่นี่มันเงียบเกินไป”
ประตูหอพักดังเอี๊ยด ท่ามกลางแสงเช้าจาง ๆ ทั้งสี่คนออกไปสำรวจรอบ ๆ พบแต่ต้นไม้เก่าแก่กับซากเครื่องเล่นเด็กขึ้นสนิม ไม่มีสัญญาณของคนอื่น พวกเขากลับเข้าไปในห้องโถง เดวิดเริ่มถ่ายภาพเก็บข้อมูล มองเห็นรอยขีดเขียนซีดจางบนผนังไม้ รูปวงกลมกับอักษรประหลาด
“นี่มันอะไร…” เดวิดเอื้อมมือแตะรอยขีดนั้น ลมหายใจเย็นวาบแล่นผ่านหลังมือ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่หลังผนังนี้
คืนนั้นเสียงดังแปลก ๆ เริ่มถี่ขึ้น มีเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ในความมืด เสียงฝีเท้าหยุดหน้าห้องแล้วเงียบหาย กานต์นอนไม่หลับ ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องน้ำ ในกระจกมัวมัว เขาเห็นเงาคนยืนอยู่หลังตัวเอง กานต์หันขวับ…ไม่มีใคร
เขากลับเข้าห้อง เหงื่อแตกซึมที่ขมับ เสียงนาฬิกาเดินช้าลงผิดปกติ เขานั่งกอดเข่า ไฟในห้องกระพริบติด ๆ ดับ ๆ เงาของเขาเองดูยาวผิดธรรมชาติ คล้ายกับเงาอีกเงาหนึ่งกำลังแผ่ขยายเข้าใกล้
วันต่อมา พวกเขาพยายามโทรออก แต่สัญญาณขาดหาย เดวิดลองเดินไปถึงปากทาง พบรอยเท้าลึกลงในดิน เป็นรอยเท้าเล็ก ๆ วนเวียนไปมาตรงหน้าต่างหอพัก
มินตราเอ่ยขึ้นเบา ๆ “เมื่อคืนฉันฝันถึงเด็กคนหนึ่ง…แต่จำหน้าไม่ได้”
ทีน่าชะงัก “เด็ก? ฉันก็ฝันเหมือนกัน…แต่เด็กคนนั้นพูดอะไรที่ฉันจำไม่ได้เลย”
กานต์สีหน้าซีด “เมื่อคืนผมเหมือนเห็นเด็กยืนอยู่ปลายเตียง มองผมนิ่ง ๆ แต่พอตื่นขึ้นมาไม่มีใคร”
เดวิดวางมือถือในมืออย่างหมดหวัง “บางอย่างมันผิดปกติกับที่นี่จริง ๆ”
ขณะที่พวกเขากำลังถกเถียง เสียงกุกกักดังจากใต้บันไดอีกครั้ง เสียงนั้นไม่ใช่สัตว์ มันเป็นเสียงเหมือนคนลากสิ่งของ มินตราตัดสินใจเดินไปดู เธอค่อย ๆ ก้มลง มองลอดเข้าไปในช่องแคบ ๆ เห็นกล่องไม้ถูกเปิดออกทีละกล่อง เงาดำคลุมเครือขยับอยู่ในความมืด
เธอรีบเดินถอยกลับ “มีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใต้…ฉันไม่อยากอยู่ตรงนั้น” เสียงของมินตราสั่น
คืนนั้น เดวิดนั่งอ่านข้อมูลเก่าเจอข่าวเกี่ยวกับพิธีกรรมของกลุ่มคนที่เคยอยู่ที่หอพักนี้ในอดีต เป็นกลุ่มนักศึกษาซึ่งหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย ไม่มีการค้นพบศพ มีข่าวลือถึงพิธีกรรมลับในคืนฝนตก
ไฟฟ้าในหอพักดับลง กระแสไฟหายวับ ความมืดเข้าปกคลุม เสียงร้องไห้เบา ๆ ดังแว่วจากชั้นล่าง เดวิดจุดไฟฉาย มองเห็นเงาคนผ่านไปในห้องโถง เขาสบตากับมินตรา “เราอยู่ที่นี่ไม่ได้นานกว่านี้แล้ว”
ท่ามกลางความมืด ทีน่าได้ยินเสียงกระซิบข้างหู “ออกไป…” เธอหันขวับ ไม่มีใครอยู่ข้างหลัง แต่เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวทีน่า
รุ่งเช้า มินตราตื่นมาพบกระจกในห้องน้ำเป็นรอยขีดวงกลมเล็ก ๆ เต็มไปหมด เดวิดถ่ายภาพไว้ “นี่เหมือนกับสัญลักษณ์บนผนังวันแรก”
กานต์มองไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาคนเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอก ทั้งที่ไม่มีใครควรอยู่ตรงนั้น
ทีน่าเริ่มหลอนกับเสียงที่ไม่ได้ยินชัด เธอเริ่มพูดกับตัวเอง “ทำไมเสียงมันเงียบแบบนี้…เหมือนเราติดอยู่ที่นี่จริง ๆ”
บรรยากาศในหอพักหนักอึ้ง ทุกคนแทบไม่พูดกัน นั่งรอฟังเสียงผิดปกติในความเงียบ ทุกการเคลื่อนไหวดูเหมือนจะถูกรอดูจากเงาทะมึนที่ซ่อนอยู่
คืนนั้น เสียงลากของบางอย่างดังขึ้นอีกครั้ง มินตราอดทนไม่ไหว เดินออกไปที่โถงกลาง เธอส่องไฟฉายไปที่ช่องใต้บันได พบกล่องไม้นั้นเปิดออกหมดแล้ว ในกล่องมีเศษกระดาษเก่า ๆ กับจี้ห้อยคอรูปวงกลมสีดำ
เดวิดเดินตามมา “อย่าแตะของนั่น” แต่สายไปแล้ว มินตราหยิบจี้ขึ้นมา จังหวะนั้นลมหายใจของทุกคนหนักอึ้ง ความเงียบในหอพักเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบหลายสิบเสียง ผนังไม้สั่นสะท้าน เงาในมุมห้องก่อตัวเป็นร่างมนุษย์ไร้ใบหน้า
ทีน่ากรีดร้อง “มันคืออะไร!” กานต์คว้าข้อมือเธอไว้ ขณะเดียวกันเสียงประตูทุกบานดังพร้อมกันราวกับมีบางอย่างพยายามจะออกมาจากทุกห้อง
มินตราหันไปมองเดวิด “มันเกี่ยวอะไรกับเด็กคนนั้น…” เธอพูดเสียงสั่น
กานต์ก้มมองจี้ในมือมินตรา “เด็กที่เราฝันถึง…หรือมันคือเหยื่อของพิธีกรรมนั่น”
เดวิดพลิกเศษกระดาษในกล่อง พบข้อความเขียนด้วยลายมือ “คืนฝนตก จงฟังเสียงในความว่างเปล่า อย่าหันกลับไป…”
ทันใดนั้นไฟฉายดับ เงาดำจากมุมห้องแผ่ขยายเข้าหาทุกคน เสียงกระซิบแทรกซึมเข้ามาในหัว “อย่าลืมเรา…”
มินตราหลับตาแน่น ลมหายใจขาดห้วง เธอพูดเบา ๆ “เราต้องคืนจี้ให้…”
ทีน่าร้องไห้ “แต่เราจะออกไปยังไง…ประตูมันล็อกหมดแล้ว!”
เดวิดสั่นศีรษะ “เราต้องคืนของที่มันต้องการ…”
เสียงฝีเท้าดังวนรอบตัวพวกเขา ทีละช้า ๆ แล้วหยุด เงาในห้องขยับเข้าใกล้จนเหมือนจะกลืนพวกเขา มินตรารีบวางจี้กลับเข้าไปในกล่องไม้ เสียงในห้องจู่ ๆ ก็เงียบกริบ ทุกเสียงหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นรัวของตัวเอง
ไฟฉายติดขึ้นอีกครั้ง ทุกอย่างดูเหมือนกลับสู่สภาพเดิม ประตูด้านหน้าแง้มออกได้ กลุ่มพวกเขารีบวิ่งออกไปกลางสายฝน เดวิดหันกลับไปมองหอพัก เห็นเงาเด็กตัวเล็ก ๆ ยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นสอง มองลงมาด้วยสายตาว่างเปล่า
เมื่อพวกเขามาถึงรถ ทั้งหมดขึ้นรถเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร เสียงฝนกลบทุกอย่างเหมือนกับคืนแรกที่มาถึง แต่ในหัวใจแต่ละคนยังคงได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ จากความว่างเปล่า…
ไม่มีใครลืมคืนฝนตกคืนนั้น และไม่มีใครกล้าหันกลับไปมองหอพักไม้ร้างกลางป่าอีกเลย…