จิตรกรกล่องกระจก
ผนังกระจกของสตูดิโอศิลปะลอยฟ้าสะท้อนท้องฟ้าสีครามและยอดอาคารสูงใหญ่ในเมือง ทุกอย่างดูนิ่งสงบ แต่เสียงขีดเขียนหนักมือของนิลกลับก้องกังวานในห้องที่ไร้ผู้คน ชายหนุ่มร่างสูงผมหยิกยุ่ง สวมเสื้อนักศึกษาดูเลอะเทอะและเปื้อนสี เขาจับแปรงแน่น สายตาไม่ละจากผืนผ้าขาวเบื้องหน้า ดวงตานั้นเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและสิ่งที่เขาพยายามซ่อนเร้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังกลับดึกเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงแหบปนเหนื่อยดังจากปลายห้อง พิมพ์ เพื่อนร่วมห้องและศิลปินจากคณะเดียวกันเอ่ยขึ้น ขณะหิ้วถุงขนมเข้ามา มือหยิบแว่นตาขึ้นเช็ดแล้วสวมใหม่ ดวงตาเธอเป็นประกายซุกซน “วันนี้เขียนอะไรอีก?”
นิลไม่ตอบ ลมหายใจหนักก่อนเอ่ยเรียบๆ “ภาพคนในกระจก”
พิมพ์นิ่ง มองแผ่นหลังนิล ก่อนวางขนมลงบนโต๊ะ “ถ้าคิดถึงมัน…จะวาดแบบเดิมได้เหรอ”
นิลหยุดมือ สีหน้าแข็งกร้าวแวบหนึ่ง “มันคือวิชาที่ต้องส่ง” เสียงแหลมเล็กและฝืดเคือง เขาวางแปรง หยิบผ้าขาวบางขึ้นมาเช็ดมือ จ้องมองภาพวาด—เงาสะท้อนในกระจกที่ยังว่างเปล่า เงาเลือนๆ ของเด็กหนุ่มผิวขาวในชุดแต่งกายศิลปะเก่าแบบที่เหมือนใครบางคนยังวนเวียนอยู่
ไฟฟลูออเรสเซนต์ข้างบนสั่นวูบไหว ลมเย็นลอดเข้าจากหน้าต่างบานสูง พิมพ์เอ่ยช้าๆ “จำได้ใช่มั้ย วันนี้สามปี…”
นิลเม้มปากแน่น สายตาแข็งกร้าวขึ้น “ไม่ต้องพูดถึงไอ้กานต์ อะไรที่มันจบไปแล้วก็ให้มันจบ”
ความเงียบงันค้างคา บรรยากาศระหว่างคนสองคนหนาหนัก ความจริงที่คนหนึ่งไม่อยากพูดถึง กับความผิดที่ไม่มีใครรู้
คืนนั้น นิลยังนอนบนเตียงสองชั้น เหม่อมองเงาสะท้อนในหน้าต่าง คราบเปื้อนสีตามปลายนิ้วยังไม่แห้ง กล่องกระดาษใบหนึ่งที่เขาพบเมื่อวานซุกอยู่ใต้เตียง กล่องสีเงินมีฝาปิดเป็นกระจกเงา เขาลองเปิดช้าๆ ภาพในกระจกคล้ายไม่ตรงกับท่าทางของตัวเองในปัจจุบัน…เหมือนใครบางคนยืนอยู่ข้างหลัง เขาขนลุกซู่ รีบปิดฝาทันที หลับตาดึงผ้าห่มคลุมหัว สะกดเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรง
เช้าวันใหม่ แสงแดดอ่อนลอดผ่านผ้าม่าน นิลเดินออกมาในห้องโถงส่วนกลาง ศิลปินอีกหลายคนกำลังพูดคุยและซ้อมวาดรูป เสียงหัวเราะดังก้องจากปลายทางเดิน มาวิน เพื่อนชายจากกลุ่มศิลปะชนบท แซวเสียงดัง “เมื่อคืนแอบวาดอะไรใต้เตียงอีกล่ะ?”
พิมพ์หันขวับ “อย่ายุ่งได้มั้ยมาวิน นิลเครียดเรื่องโปรเจ็คต์?”
นิลเพียงยักไหล่ ไม่พูดอะไร มือขยำกระดาษในมือแน่น เสียงในหัวซ้อนทับกับเสียงหัวเราะ เพื่อนอีกคนขยิบตา “วันครบรอบมันน่ากลัวเหรอไง”
ใบหน้านิลนิ่ง แต่ข้างในเกิดพายุความทรงจำที่เขาพยายามห้ามไว้ ภาพกานต์—เด็กหนุ่มที่เคยหัวเราะง่าย มีแววตาอ่อนโยนเหลือเกิน … เศษซากของคำพูดวันสุดท้ายนั้นยังตามหลอกหลอน
เย็นวันเดียวกัน เขาแอบขึ้นดาดฟ้าสตูดิโอ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เมฆคลุ้มเหมือนจะร้องไห้แต่ฝนไม่ตก นิลเปิดกล่องกระจกเงาอีกครั้ง ภายในนั้นCH เงาที่ไม่เหมือนตัวเอง—แต่ใบหน้ากลับคล้ายกานต์ยืนห่างไป
เสียงก้องในหัวดังขึ้นเรื่อยๆ “นายยังไม่ยอมรับอีกเหรอ?”
เสียงหายใจหอบ สายลมเย็นซัดตกใส่หน้าจนขนลุก นิลปิดกล่อง ขยับถอยหลังชนขอบดาดฟ้าอย่างหวาดกลัว เหลียวมองรอบตัว ก่อนก้าวเร็วๆ ลงบันได
พิมพ์รออยู่บนทางเดิน หน้ามืดหม่น “เกิดอะไรขึ้น? เมื่อกี้นายหน้าซีด เงอะงะแล้วก็…ฉันเป็นห่วง”
“ไม่มีอะไร” นิลพูดสั้น ตากลอกหนี
“เมื่อไหร่จะหายกลัวตัวเองเสียที” พิมพ์พูดเบา แต่แทงใจ
ทั้งคู่หยุดพูด ความอึดอัดแผ่ขยายจนทุกเสียงรอบตัวเหมือนหูดับ
กลางดึกวันนั้น ขณะที่นิลนั่งครุ่นคิดตามลำพัง กล่องกระจกถูกวางบนโต๊ะ วัตถุนี้ดูธรรมดา แต่เขารู้สึกแรงดึงดูดเหนือธรรมชาติจากมัน เขาลองเปิดดูช้าๆ แม้กลัวความจริงจะโผล่ออกมา หนนี้เงาในกระจกกลับตะโกนว่า “นายหนีอะไรไม่ได้”
เสียงประตูห้องดังปัง พิมพ์ผลักเข้ามาตาแดงจัด มือปาดน้ำตา “ถ้ายังไม่กล้าดูความจริง นายจะวาดอะไรก็ไม่เหมือนเดิมหรอก!”
นิลหน้าเสีย “พิมพ์…ขอโทษ…” น้ำเสียงสั่นคลอ เงียบอยู่นาน กว่าพิมพ์จะนั่งลงข้าง ๆ ลมหายใจถี่สั่น
“วันนั้น…ฉันก็อยู่ด้วย” น้ำเสียงเธออ่อนลง “แต่นายเลือกปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นเอง…”
นิลหลบตาทันที “ฉันไม่อยากจำ ฉันผิดเอง…”
พิมพ์ดึงแขนเขาไว้ “นายไม่หมดค่าหรอกนิล แค่ยอมรับ…”
นิลหมอบหน้าลงกับโต๊ะ น้ำตาซึมในความเงียบ กล่องกระจกถูกปิดสนิทอยู่ตรงหน้า
รุ่งขึ้น นิลลงมือวาดภาพใหม่ เบื้องหลังมีเงาสองเงาซ้อนกัน ภาพความผิดพลาดในอดีตเริ่มชัดเจนในรายละเอียด มือเขาสั่นแต่ไม่หยุดวาด
พิมพ์ยืนมองจากด้านหลัง น้ำเสียงเย็นชาแต่ใจดี “นายไม่กล้าให้กรรมการดูเหรอ?”
“ฉันกลัวว่าคนจะเห็นว่าฉันเป็นใครกันแน่…”
พิมพ์ยิ้มบาง ๆ ก่อนพูดแรงขึ้นว่าทุกคนล้วนมีบางอย่างที่ไม่อยากให้โลกเห็น
นิลกัดฟัน เงยหน้าขึ้น สายตาเปี่ยมเจ็บปวดแต่แน่วแน่ “ฉันจะไม่หนีอีก”
ในวันประเมินผลงาน สมาชิกสตูดิโอมารวมตัวกัน ภาพวาดของนิลถูกจัดแสดงในห้องกระจก เขายืนข้างภาพนั้น ดูผู้คนผ่านไปมา เสียงกระซิบที่แว่วผ่านบ้างชมบ้างสงสัย
มาวินเดินมาชี้ภาพแล้วถามตรง ๆ “มันเกี่ยวกับอะไร ไอ้นิล?”
นิลหันมาตอบช้าๆ “ภาพของคนที่เคยหลอกลวงตัวเอง … และเลือกจะให้อภัยตัวเอง…”
พิมพ์ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
คืนนั้น ในสตูดิโอไร้เสียงวุ่นวาย นิลเปิดกล่องกระจกอีกครั้ง ภาพในนั้นเริ่มคลายเงื้อมมือของอดีต ใบหน้ากานต์ยิ้มจางๆ ราวกับให้อภัย นิลปล่อยน้ำตาไหลโดยไม่ปิดบัง พร้อมปิดฝากล่องลงอย่างเบาใจ
ลมหายใจผ่อนคลาย ภายในใจอึดอัดเหมือนมลายสิ้น ดวงจิตรกลับได้อิสระ ท้องฟ้านอกราวเปิดทางแสงใหม่ในโลกที่สะท้อนใจเขาอย่างแท้จริง