คืนวันบนดาดฟ้า
เสียงเซ็นเซอร์ประตูที่ยังไม่มีวี่แววจะทำงานดังคล้ายการแจ้งเตือนสุดท้ายของบริษัท รินจ้องทางออกด้วยสายตาละห้อย ขณะที่ภาคย์เก็บสายไฟ เขาถอนใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!"เธอแน่ใจนะว่าล็อกเกอร์ที่นี่ไม่มีใครเก็บกุญแจสำรอง?" ภาคย์ถามพลางจับเหงื่อบนหน้าผาก
"ไม่มีสิ…ปิดทำงานไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลือฉันกับนายไง" รินพึมพำพลางเหม่อมองไปไกล
"ดีมาก…ชีวิตช่างประหลาด เรามาติดบนดาดฟ้ากันสองคน—เอ่อ…ที่จริงฉันไม่เคยชอบดาดฟ้าเลย ดูโปร่งๆยังไงไม่รู้" ภาคย์เสียงเบา นิ่งงัน รินเหลือบตามอง เขาดูอึดอัดอย่างไม่น่าเชื่อ
"ฉันต่างหากที่ไม่ชอบ" เธอยิ้มบาง ๆ "แต่ตอนนี้เราคงต้องชอบมันสักคืน"
ความเงียบแทรกเข้าระหว่างบรรทัดพวกเขา ภาคย์ขยับเข้าไปใกล้ราวเหล็ก รินกอดอกแน่น ไม่รู้จะทำตัวยังไง
"แล้ว…ทำไมเธอยังอยู่บริษัทดึกขนาดนี้ล่ะ" ภาคย์ถามเสียงแผ่ว ๆ
"ทำโปรเจกต์ไง—นายเองก็ไม่ได้อยากอยู่นี่หรอก" รินกัดริมฝีปาก "แต่ฉันต้องทำ เพราะกลัวจะไม่ทัน"
ภาคย์หัวเราะสั้น ๆ สีหน้าเศร้า "พวกเราอยู่ที่นี่ก็ทำงานแทบตายเหมือนกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าในใจเป็นยังไง"
"แล้วนายล่ะ อยากทำอะไรจริง ๆ?" รินถาม ขณะดวงตายังคงมองเส้นขอบฟ้า
เงียบอีกครั้ง ภาคย์นิ่งไปจนรินต้องขยับตัวหันมามองเขา
“อยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็ก…แต่แม่ต้องการให้ช่วยธุรกิจ แกไม่เชื่อว่าศิลปะมันมีทางรอด”
“อืม…” รินพยักหน้า ไม่ล้อเลียนหรือหัวเราะอย่างที่คิด “ฉันอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่บ้านไม่มีเงิน…เลยต้องขยันทำงานที่นี่ เผื่อจะมีโอกาส”
แสงไฟกรุงเทพฯ กระทบใบหน้าเธอ ภาคย์เพิ่งสังเกตว่าแววตามั่นคงแต่ปกปิดความเปราะบางไว้เต็มเปี่ยม
เวลาคืบคลานไปอย่างช้า ๆ ใช้ลมค่ำคืนกลบเสียงความรู้สึกที่ขยับงออยู่งุ่ม ๆ ภาคย์เดินไปหยิบขวดน้ำในห้องเครื่องจักร ก่อนกลับมานั่งข้าง ๆ เธอโดยรักษาระยะห่าง
“เธอไม่กลัวหรือ อยู่บนนี้คนเดียวกับฉัน?”
“กลัวสิ…แต่กลัวตัวเองมากกว่าวันนี้” รินเสียงสั่น แต่หยอดรอยยิ้มแบบปกติไว้ ภาคย์ก้มมองพื้น รู้สึกผิดขึ้นมากับคำถามตื้น ๆ ของตัวเอง
คืนดำเนินไปอย่างลื่นไหล เสียงวิทยุจากมือถือภาคย์ที่เหลือแบตเตอรี่น้อยเปิดเพลงเก่า ๆ เป็นแบ็กกราวด์ ครู่หนึ่งรินโพล่งขึ้น
“นายคิดว่าพรุ่งนี้จะเปิดประตูได้รึเปล่า?”
“ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้เห็นดาวกรุงเทพฯ ใกล้ ๆ แบบนี้…”
รินหัวเราะ เสียงเบาราวสายลม ภาคย์มองเธอแอบยิ้มตาม
“ไม่เข้าใจเลย นายดูเป็นพวกวางแผน ชีวิตไม่เคยพลาด แต่จริง ๆ นายต้องเคยมีอะไรที่ผิดพลาดบ้างสิ…”
ภาคย์ชะงัก สูดหายใจลึก
“ฉันเคยตัดสินใจสมัครงานนี้ ทั้งที่ไม่อยากทำเลย…เพราะกลัวบ้านผิดหวัง ผลคือ…ทุกวันนี้นอนไม่หลับ ต้องวาดรูปกลางคืน”
รินมองมือเขาสั่นน้อย ๆ แล้วคลี่รอยยิ้มเศร้า ยืดไหล่ชนเบา ๆ
“อย่างน้อยนายก็พยายาม เป็นตัวเองเท่าที่ทำได้ ต่างกับฉัน…ฉันฝันไปยิ่งใหญ่แต่ไม่กล้าก้าวออกไปสักที กลัวล้มเหลว กลัวไปไม่ถึงฝั่ง”
เสียงขำแผ่ว ๆ สองคนสลับสบสายตา เหมือนรู้ทันกันแต่ไม่กล้าพูดตรง ๆ
เวลาผ่านไป รินเอนตัวพิงกำแพง อากาศเริ่มเย็นละมุน
“กลัวเรื่องอะไรที่สุดในชีวิต?” ภาคย์ถามเสียงแผ่วพลางมองดาว
“กลัวถูกลืม…กลัวไม่มีใครจำได้ว่าฉันเคยอยู่ตรงนี้จริง ๆ”
ภาคย์เงียบ กำหมัดแน่น “ฉันกลัวไม่เป็นที่รัก…กลัวว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำไปจะไม่มีค่า”
สองสายตาพลันอ่อนโยนขึ้น รินซุกแขนบนหัวเข่า ลอบยิ้ม
“บางที…เราอาจกลัวคล้ายกัน ต่างกันแค่เราชอบทำเป็นไม่รู้สึก”
ภาคย์พยักหน้ารับ คำพูดจมลงสู่ความเงียบอีกครั้ง
“นายช่วยอะไรฉันได้ไหม ถ้าพรุ่งนี้ฉันตัดสินใจอะไรบางอย่าง…” รินเสียงจริงจัง
ภาคย์ยิ้มอ่อน “แล้วแต่เธอจะขอ ถ้ามันช่วยให้กล้า ลองพูดออกมาตอนนี้ก็ได้”
รินลังเล สองมือประสานบนตัก “ถ้าเลือกเดินตามฝันจริง ๆ แล้วไม่มีใครเข้าใจ นายจะคิดว่าฉันแปลกมั้ย?”
“ไม่มีใครแปลกที่กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองเป็น…แค่คนรอบข้างมักไม่กล้าตามเฉย ๆ”
รินยิ้มตากรุ่นน้ำตา หันหนีชั่วขณะ ภาคย์เห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในตัวหญิงสาว เขายื่นมือไปสัมผัสข้อศอกเบา ๆ ทั้งคู่นิ่งอยู่อย่างนั้น ร่างกายอบอุ่นมากกว่าลมกลางคืน
“นายล่ะ คืนนี้นายมีอะไรอยากสารภาพไหม” รินกระซิบเบา ๆ
ภาคย์ถอนใจ “เคยอิจฉาเธอที่กล้าฝัน ฉันไม่มีความกล้าแบบนั้นเลย…ฉันเอาแต่ทำตามคนอื่น”
รินหัวเราะแม้น้ำเสียงสั่น “อย่าอิจฉาเลย ฉันแค่แกล้งกล้า จริง ๆ ก็ไม่ต่าง”
เงียบเบียดเข้ามาในพื้นที่ของกันและกันนานขึ้น แต่ไม่อึดอัด กลายเป็นความเข้าใจแบบใหม่
เสียงแตรรถจากข้างล่างแว่วไกล ภาคย์นั่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนเปรย
“แล้ว…คิดถึงบ้านบ้างไหม เรื่องเรียนต่ออะไรนั่น”
รินสบตาเขา เห็นแววตาสงสัยจริงใจ “คิด…แต่กลัวจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง”
“ฉันก็กลัวทิ้งบ้านเหมือนกัน กลัวไม่กลับไปเป็นคนเดิม…”
สองคนเงียบครุ่นคิด ประตูที่ยังคงล็อกไว้แน่นเหมือนเป็นอุปสรรคที่ใหญ่เกินไป
เวลาผ่านจนใกล้สว่าง รินหลับตา ฟังเสียงลม ภาคย์นั่งดูหน้าเธอเงียบ ๆ
“เอาอย่างนี้…ถ้าเราออกไปได้ นายอยากทำอะไรเป็นอย่างแรก?”
ภาคย์คิดนานก่อนตอบ “ยื่นใบลา ฉันจะลองวาดรูปจริงจังสักที”
รินหัวเราะเบา ๆ “ถ้างั้นฉันจะบอกแม่เรื่องทุนไปเรียนต่อ”
ความสัญญาแปลก ๆ กลางดาดฟ้ากรุงคืนสุดท้ายมีความหมายมากกว่าคำสัญญาอื่น ๆ ที่เคยให้ใคร
ฟ้ายามเช้าเริ่มเปลี่ยนสี ภาคย์ลุกขึ้นเดินไปเขย่าประตูอีกครั้ง คราวนี้ด้านล่างมีเสียงเจ้าหน้าที่มาเปิด รินลุกอย่างอ่อนแรง ตื่นตระหนกแต่เต็มไปด้วยกำลังใจใหม่
ทั้งคู่เดินออกจากตึกโดยไม่เหลียวหลัง ต่างคนต่างใช้ความกล้าเล็ก ๆ ที่ถูกปลุกในคืนนี้
เวลาเดินไป ภาคย์เดินไปส่งรินที่ป้ายรถเมล์ ความเงียบอึดอัดคล้ายคืนที่แล้ว แต่รอบนี้มันอบอุ่นและเข้าใจกันมากกว่า
“ถ้าจะไม่ได้เจอกันอีก…ขอบคุณนะ ที่เมื่อคืนเรากล้าสารภาพกัน”
รินย้อนกลับไปมองความทรงจำบนดาดฟ้าคืนวาน รอยยิ้มบางลอยขึ้นบนใบหน้า
“ฉันก็ขอบคุณ…ขอบคุณที่กล้าเป็นตัวเอง นายสอนให้ฉันไม่ต้องขอโทษถ้าจะเลือกชีวิตตัวเอง”
ภาคย์ฝืนยิ้มเล็ก ๆ กำลังจะเดินจากไป แต่หันกลับมาหาเธอ
“หวังว่า…นายจะเจอกันบนทางฝันบ้าง”
รินยิ้มรับ ไม่พูดอะไร ชั่วเสี้ยววินาทีนั้น ความห่างของทั้งคู่คือบทเรียนล้ำค่า
เวลาผ่านไป หลายเดือนหลังจากคืนนั้น ภาคย์ได้นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกพิมพ์ออกมา รินได้รับทุนเรียนต่อต่างประเทศ ทั้งสองส่งข้อความมาหากันแต่ไม่ได้เจออีก จนกระทั่งฤดูฝนปีหนึ่ง ที่งานนิทรรศการศิลปะกลางเมือง
ภาคย์ยืนดูรูปภาพเด็กผู้หญิงกำลังก้าวข้ามขอบฟ้า ท่ามกลางสายฝนรินเดินผ่านมา สองสายตาประสานกันเงียบ ๆ ไม่มีคำหวาน ไม่มีการรุกเร้า มีแต่รอยยิ้มและความเข้าใจในใจ
ทุกคนต่างตามหาความฝันของตัวเอง แต่วินาทีนี้ พวกเขารู้แล้วว่า ‘ความกล้า’ ที่ได้จากคืนดาดฟ้านั้นจะอยู่ในตัวตลอดไป—ไม่ว่าหนทางจะต่างกันหรือไม่ก็ตาม