สายฝนกับแสงจันทร์
เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นในเช้าวันจันทร์ ฝนตกพรำ ๆ ทางหน้าต่าง ใบหน้าของภูผาเต็มไปด้วยร่องรอยของค่ำคืนที่นอนไม่หลับ เขาทบทวนเสื้อเชิ้ตในตู้ซ้ำไปซ้ำมา ทำไมต้องเลือกสีฟ้า? เขาไม่รู้ มันอาจจะง่ายสำหรับใครบางคน แต่สำหรับภูผา นี่คือสิ่งเล็ก ๆ ที่ยากเกินจะตัดสินใจในเช้าที่ฝนตกแบบนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บริษัทโซนงานเปิดไฟสว่างจ้า ภูผาเดินเร็วฝ่าฝนเข้ามา ข้าวกล่องใบบอนเปียกโชก เขารีบเข้าลิฟต์แต่ทันทีที่ประตูลิฟต์จะปิด หญิงสาวคนหนึ่งแนบแฟ้มไว้ด้านข้าง วิ่งเข้ามาได้ทัน น้ำฝนเกาะกรอบแว่นตาเธอ ลลินหอบจังหวะหนึ่ง หลบสายตาเป็นนิสัย
“ขอบคุณนะคะที่รอ…” เสียงเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ภูผาพยักหน้า ไม่พูดอะไร มือกำสายสะพายเป้แน่น เขาไม่ได้รอใคร ลิฟต์แค่ออกตัวช้า เขามองหน้าเธอผ่านเงาสะท้อนบาง ๆ จากผนังลิฟต์ แต่ไม่มีคำพูดใดต่อ ทั้งสองต่างคนต่างยืนอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง เสียงลมหายใจหอบเบา ๆ กับเสียงฝนจากนอกอาคารแทรกตัวมาเป็นจังหวะเงียบ ๆ
บนชั้น 21 ลลินเดินลงก่อน เขาเงยหน้ามองตามเล็กน้อย เห็นแววตาเหนื่อยของเธอผ่านแว่น ก่อนจะเบนสายตากลับ ภายในออฟฟิศ ภูผาเอาแต่เปิดเอกสาร สลับกับการมองนาฬิกา เขาเคยนั่งโต๊ะเดียวกับคนรักเก่า วันนี้ โต๊ะข้าง ๆ ว่างเปล่า
สิบโมงเช้า หัวหน้าแผนกประชุมเกินครึ่งชั่วโมง ใบหน้าของภูผาดูอึดอัด มือสั่นน้อย ๆ เมื่อถูกถามไอเดียงาน ภูผาชะงัก คำตอบที่คิดไว้ในใจหายวับ ลลินที่นั่งหลังห้องเงยหน้าขึ้น เธอเงียบ สังเกต เธอจดในสมุดเล่มเล็ก ๆ ทุกประโยค
หลังประชุมจบ ภูผาเก็บแฟ้ม ไปเดินริมหน้าต่าง ละสายตาจากเรื่องงานไม่ได้ ลลินเดินผ่านสายตาเงียบ ๆ เธอยื่นขนมปังชิ้นเล็ก ๆ ให้ ไม่พูดอะไรแต่สบตา
ภูผาหลุดยิ้มบาง ๆ รับมาโดยไม่ตอบ คืนวันฝนตก ความเงียบสบตากันครั้งแรกของทั้งสอง
กลิ่นกาแฟในห้องพักพนักงานคลุ้ง ภูผาเปิดโทรศัพท์อ่านข้อความของแม่ที่ถามว่ากลับบ้านเมื่อไหร่ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์อย่างรำคาญ ลลินเข้ามารินน้ำ โถขนมบนโต๊ะกลางห้องตกจากมือเธอดังกรุก ภูผาหันไป เห็นเศษขนมแตกกระจาย ลลินถอนใจลึก ๆ
“ขอโทษ…มือไม้มัน…” เธอพูดพลางก้มเก็บเศษขนม ทันใดนั้นภูผาคุกเข่าลงช่วยเก็บด้วย
“ไม่ต้องก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมทำเอง” เสียงภูผาไม่ดังนักแต่จริงใจ
ลลินเงยหน้า มองด้วยสายตาซึ้งใจ แต่เธอเลือกหยิบเศษขนมต่อ เงียบ ๆ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ภูผาหยิบทิชชู่ซับน้ำตาลจากพื้นแล้วทำท่าจะพูดอะไร แต่อึกอักก่อน จะเงียบไปแทน
วันถัดมา ฝนยังไม่หยุดตก งานเร่งด่วนเข้ามาไม่ทันตั้งตัว ภูผาถูกหัวหน้าตำหนิเสียงแข็งต่อหน้าคนทั้งทีม ลลินมองจากหน้าจอคอมอย่างลอบเป็นห่วง หลังประชุม ลลินเดินเข้ามาช่วยเขาดูโค้ดบางอย่าง เธอชี้ผิดจุดหนึ่ง
“โค้ดตรงนี้…ถ้าแก้แบบนี้ น่าจะโอเคขึ้นนะ” เสียงเบา ๆ ของเธอดังขึ้นเป็นครั้งแรกที่แสดงความมั่นใจ
ภูผายนต์ชะงัก มองเธอ รู้สึกผิดและอาย ไม่ใช่แค่ที่งานผิด แต่รู้สึกว่าโดนมองทะลุ “อืม… ขอบคุณนะ” เขาตอบเสียงเบา
กลางวัน ฟ้าถล่มลงมาอีกระลอก ลลินนั่งกินข้าวคนเดียวที่โต๊ะข้างสวนในบริษัท ภูผาเดินผ่านชะเง้อมอง ก่อนลังเลจะเดินไปหา ในมือถือขนมปังงา เขาชักมือกลับไปมาอยู่สองสามรอบ สุดท้ายเลือกวางขนมไว้บนโต๊ะตรงข้ามแล้วเดินไปโดยไม่พูดอะไร ลลินเงยหน้าเห็นขนม รอยยิ้มบางจางผ่านมุมปากเธอ
สัปดาห์ต่อมา งาน Special Project ทำให้ต้องอยู่ดึกกันทั้งทีม ฝนยังคงตกต่อเนื่อง ในห้องเงียบ ลลินนั่งเขียนโปรแกรม ภูผาพยายามส่งมุขตลกหยอกเพื่อนร่วมงานคนอื่นแต่กลับเสียงแผ่วลงเมื่ออยู่กับลลิน เขาละสายตายาก แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้
หัวหน้าประกาศว่าต้องทำงานเป็นคู่ ภูผาถูกจับคู่กับลลิน และความลังเลเริ่มก่อตัว
งานแรกของทั้งคู่คือการนำเสนอ Mockup ต่อฝ่ายบริหาร ภูผาวิตกจริตกลัวผิดพลาด ลลินคอยให้กำลังใจเงียบ ๆ เธอหยิบโพสต์อิทมาแปะหน้าจอ “เราไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ แค่พยายามก็พอ” ภูผาแอบอ่านประโยคนั้นทุกครั้งที่ใจสั่น
ในคืนประชุมใหญ่ ลลินลืมแฟ้มสำคัญไว้ชั้นล่าง ภูผาเสนอตัวจะไปหยิบให้ เขาวิ่งฝ่าฝนเปียกโซกกลับขึ้นมา ส่งแฟ้มให้เธอ ลมหายใจเหนื่อยหอบ “ไม่ต้องเสี่ยงแบบนี้ก็ได้” ลลินพูดเบา ๆ ชั่วแวบหนึ่งสายตาทั้งสองสบกัน เงียบ
หลังงานเสร็จดึกดื่น ลลินนั่งรถกลับ ภูผานั่งเบาะข้าง ๆ ไม่มีเสียงพูด ทั้งสองมองออกนอกหน้าต่าง เม็ดฝนไหลบนกระจก เหมือนภาพชีวิตที่ยังไม่คลี่คลาย ภูผาเปิดปากจะพูดอะไรแต่เปลี่ยนใจ ลลินพิงหน้าต่าง ปิดตาเบา ๆ
คืนนั้นภูผากลับถึงบ้าน เขานั่งเขียนบันทึกลงในสมุด “บางครั้งคนเรากลัวอะไรบางอย่าง จนลืมว่าคนตรงหน้า…ก็กลัวเหมือนกัน” เขาวางปากกา ความงุ่นง่านยังติดอยู่ที่ใจ
ผ่านมาหนึ่งเดือน ฝนยังคงตกต่อ ลลินหลีกเลี่ยงสายตาภูผามากขึ้น ยิ้มหายไป เธอเก็บตัวในห้องประชุมมากขึ้น เพื่อนร่วมงานซุบซิบว่ามีข่าวลือ เธอกำลังจะลาออกเพื่อดูแลแม่ที่บ้านเกิด
ภูผาจ้องจอโทรศัพท์หลายชั่วโมง เขาไม่กล้าถาม ไม่กล้าสบตา ยิ่งพยายามเข้าใกล้ก็ยิ่งทำให้เธอถอยห่าง เขาส่งแชทไป “ถ้าอยากให้ช่วย เราจะอยู่ตรงนี้” แต่เธออ่านไม่ตอบ
ระหว่างที่บริษัทมีงานเลี้ยงส่งท้ายโครงการ ภูผานั่งกินเงียบ ๆ มองดูคนอื่นหัวเราะ เขาตัดสินใจเดินออกไประเบียง ลมหายใจถี่ รู้สึกเหมือนจะเสียอะไรไปโดยไม่ได้พูดอะไรเลย ลลินเดินตามออกมาในที่สุด
“ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม?” เธอถาม เขาเงียบไปชั่วอึดใจ
“ได้สิ” เขาตอบ เสียงเบา
ลลินยื่นจดหมายลาออกให้เขาดู เธอยิ้มอ่อนจาง ๆ “แม่ป่วยมาก เราต้องกลับไปดูแล… ขอโทษที่ไม่บอกใครตรง ๆ เรากลัวว่าถ้าเปิดใจ…จะต้องเสียอะไรสักอย่างไปจริง ๆ”
ภูผานิ่ง เงียบงัน น้ำตาซึมรื้นแต่ไม่ไหลออกมา สองมือสั่นไม่กล้าขยับ เขาหลบสายตา
“เรา…กลัวเหมือนกัน” ภูผาพูดเบา “กลัวจะต้องอยู่คนเดียวอีก เราเคย…มีคนที่สำคัญหลุดมือไป เพราะมัวแต่กลัวจะพูดผิด…” เสียงเขาแผ่วลง
ทั้งสองต่างนิ่งงัน เสียงฝนตกกระทบพื้นระเบียงดังแทรกระหว่างบทสนทนา สายตาทั้งสองเจือแววลังเล สุดท้ายลลินหันหลังเดินจากไป ภูผายืนอยู่กับที่ ไม่กล้าวิ่งตาม
เวลาผ่านไปอีกหลายสัปดาห์ ภูผาไม่มีแรงจะสนใจงาน เขาเริ่มกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดตามคำขอของแม่ ชีวิตดูว่างเปล่ากว่าที่เคย
วันหนึ่ง ขณะที่เขาไปช่วยแม่ขายขนมในงานวัดฝนตก เขาเห็นรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดตรงศาลาชุมชน คนขับใส่เสื้อกันฝนเก่า ๆ เดินเข้ามาช้า ๆ มันคือลลิน เธอกลับมาบ้านเกิด เธอมองเขาและยิ้ม จุดเริ่มต้นใหม่ภายใต้ฝนเดียวกัน
ครั้งนี้ ภูผาเดินเข้าไปหาเธอก่อน “เหนื่อยไหม?” เขาถาม เธอยิ้ม “นิดหน่อย แต่ดีใจที่เจอ”
ทั้งสองนั่งหลบฝนด้วยกันโดยไม่พูดอะไรนาน ลมเย็นพัดเข้ามา เงียบงันแต่สงบสุข
ภูผาล้วงกระเป๋าหยิบขนมปังงาชิ้นหนึ่งส่งให้ลลิน เธอรับมาด้วยรอยยิ้ม “จำได้ไหม ครั้งแรกที่เราคุยกันก็เพราะขนมปังงาชิ้นนี้” เธอกระซิบเบา ๆ
“จำได้” ภูผาตอบ ทั้งสองสบตากันนาน ความเงียบทำหน้าที่แทนถ้อยคำมากมาย
เมื่อฝนซา ทั้งสองเลือกเดินไปในแสงจันทร์ ไม่ต้องมีคำสัญญาใหม่ ไม่มีความมั่นใจในทุกอย่าง แต่ในจังหวะนั้น ต่างฝ่ายต่างรู้ว่า แม้ฝนจะกลับมาตกอีกกี่ครั้ง พวกเขาเลือกจะไม่หนีไปไหนอีกแล้ว