คนละฟากของดวงดาว
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นกลางห้องพักเล็ก ๆ ท่ามกลางอากาศหนาวในเชียงใหม่ วีณาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ หรี่ตาเหลือบดูเวลา 7.13 น. เธอสบถเบา ๆ กับตัวเอง ขณะที่ภาพสีน้ำเงินของงานกลุ่มที่ยังไม่เสร็จยังลอยวนในหัว วีณาพลิกตัวลุกขึ้น ฝ่าผ้าม่านสีอ่อนเดินไปกดปิดนาฬิกาอย่างไม่เต็มใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์สั่นเตือนข้อความในกลุ่มไลน์กลุ่ม “SWAP Program” ดังขึ้น เธอเหลือบดู เห็นชื่อ ‘ทัศน์’ เด้งขึ้นมา วีณาขมวดคิ้ว ข้อความสั้น ๆ เขียนว่า “นัดประชุมนะ พรุ่งนี้บ่ายโมง @ห้องสมุด” เธอเบ้ปาก ถอนใจ ว่าไอ้หนุ่มกรุงเทพฯ ที่เธอเคยประทับใจในความเงียบขรึมเมื่อแรกเจอ แต่หลังจากต้องทำงานกลุ่มด้วยกัน กลับรู้สึกว่าเขาเอาแต่ใจและไม่ฟังใครเลย
บ่ายวันต่อมา ห้องสมุดกลางคณะพลุกพล่านด้วยเสียงพูดคุยกระซิบ วีณาดันแว่นตาขึ้น สะพายกระเป๋าเดินเข้าไปหากลุ่ม ทั้งสี่คนนั่งกันเรียงแล้ว แต่สายตาเธอหยุดที่ทัศน์ เขากำลังจดสมุดอย่างตั้งใจ ไม่แม้แต่จะมองรอบข้าง
“มาครบยังครับ?” เสียงทัศน์ยกขึ้น วีณาหลุดขำในใจ หน้าตาเขาดูตึงเครียดเกินใคร “จะแบ่งงานอย่างไรดี” เขาวางสมุดช้า ๆ เช่นเคย
“วีณา อีเมลในข้อ 2 คุณส่งให้ยัง?” เพื่อนในกลุ่มถามขึ้น วีณารีบขุดเมลในมือถือ “เอ่อ เดี๋ยวคืนนี้ส่งให้นะ” เธอก้มหน้าเลี่ยงสายตาทัศน์ รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังจดข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่าง
หลังประชุม เพื่อนแยกย้าย ทัศน์เหลือบตามองวีณา ทุกจังหวะเดินเขายังเว้นระยะห่าง เหมือนไม่อยากเข้าใกล้ เธอได้ยินเสียงเอื้อนเบา ๆ “ขอบคุณที่ช่วยจัดไฟล์เมื่อวาน” เสียงแหบพร่านั้นทำให้เธอชะงัก
“ไม่เป็นไร… เราก็แค่ทำในส่วนของเรา” เธอพูดเบา ๆ แถมยังสะบัดเสียงติดเหน็บโดยไม่รู้ตัว
หนุ่มโปรแกรมเมอร์จากกรุงเทพฯ ยืนหลบ อึดอัด จ้องรองเท้าตัวเองนาน ก่อนตอบว่า “ถ้างั้น… ก็รบกวนฝากต่อไปด้วย” รอยยิ้มบาง ๆ ของทัศน์นั้นคล้ายป้องกันตัวเองมากกว่าการเปิดใจ วีณามองเขานิ่ง ทุกบทสนทนาเหมือนต่างฝ่ายต่างสร้างกำแพงปกป้องหัวใจจากอดีตที่เจ็บปวดของตน
กลางดึกคืนหนึ่ง วีณานั่งคีบผัดไทยในห้องพัก เสียงสายฝนเคาะกระจก เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วส่งข้อความหาทัศน์อย่างลังเล “ฟ้าแรงจังเนอะ พรุ่งนี้สงสัยต้องถือร่ม” เงียบ… จนเธอคิดจะวางโทรศัพท์ ไม่ทันไร ข้อความสั้น ๆ ก็โผล่ขึ้น “ฝนที่นี่หนักกว่าที่กรุงเทพฯ ไหม” เหมือนบทสนทนานี้เริ่มจะอุ่นขึ้นทีละน้อย
การทำงานกลุ่มและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้พวกเขาต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น ผ่านบ่ายวันวุ่นวาย กลางคืนยาวเหงา และการนั่งรอนัดเจอกันหน้าคณะ บทสนทนาเริ่มไหลอย่างเงียบ ๆ เต็มไปด้วยความลังเล และความคาดหวังในหัวใจ
“คุณ… เคยฝันถึงอะไรที่เป็นไปไม่ได้ไหม?” ทัศน์ถามกลางร้านกาแฟเงียบในเย็นวันหนึ่ง วีณาเงียบไปนาน “เราคิดนะ… ถ้าไม่มีที่นี่ ถ้าไม่มีใครรอบข้าง ทุกคนจะกล้าทำในสิ่งที่อยากเป็นไหม?”
“เราคิด…แต่ไม่กล้าทำ” วีณาตอบเสียงแผ่ว เธอหลบตา ทัศน์เหมือนจะพูดอะไรต่อแต่ก็เงียบ แล้วเปลี่ยนเรื่อง “กาแฟร้านนี้ขมไปหน่อย”
ความเงียบระหว่างทั้งคู่ไม่ใช่ความเย็นชา แต่เป็นการตระหนักถึงความกลัวของตนเอง ทัศน์มีอดีตล้มเหลวกับความรักที่กรุงเทพฯ วีณาเองก็กลัวคำพูดจากบ้านเกิดที่ว่า “รักไกล ไม่รอดหรอก”
วันหนึ่ง ขณะทำงานกลุ่ม วีณากับทัศน์เผลอปะทะคารมกันเรื่องรูปแบบเสนอรายงาน เพื่อนอีกสองคนทำหน้าเบื่อหน่ายถอยห่าง
“นายจะเป๊ะอะไรนักหนา เข้าใจไหมว่ามันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น!” วีณาโพล่งออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่
ทัศน์นิ่งไป “มันสำคัญสำหรับฉัน เราไม่อยากทำพลาดอีก…สมัยก่อนเคยเสียโอกาสเพราะมองข้ามรายละเอียด”
“ทุกคนก็เคยผิด หัดปล่อยมั่งเถอะ” เธอว่าพอเห็นน้ำเสียงสั่น
ทัศน์ชะงัก หุบปาก ไม่สู้ เงียบไปนาน ก่อนพูดเสียงต่ำ “ขอโทษ… ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเคร่งขนาดนั้น”
วีณานั่งเงียบ สงบลง ไม่มีคำพูดใดคั่นกลาง มีแต่เสียงหายใจ กับแววตาที่อ่อนลงทั้งสองฝ่าย
หลังจบโครงการ ทัศน์ต้องกลับกรุงเทพฯ ช่วงเช้าก่อนบิน เครื่องบินแล่นท้องฟ้าขาวหม่น วีณานั่งอยู่ริมหน้าต่างสนามบิน น้ำตาไหลในใจ แต่ภายนอกเธอดึงร้อยยิ้มจาง ๆ ขึ้น ‘รักษาระยะห่าง’ เธอคิด
“ถึงแล้ว ขอบคุณที่ช่วยทุกอย่าง” ข้อความทัศน์ปรากฏขึ้นหลังจากเครื่องลงจอด วีณาพิมพ์กลับ “ดูแลตัวเองด้วยนะ” แค่นั้น ต่างคนต่างกลับสู่ชีวิตปกติ เมสเสจถูกทิ้งให้จบในความเงียบ
สัปดาห์ต่อมา ทั้งคู่พยายามแชทคุย—พูดคุยเรื่องน้อยลง แต่เมื่อไหร่เวลาที่เผลอเล่าเรื่องส่วนตัวหรือบ่นว่าเหนื่อย วันหนึ่งทัศน์เงียบไปสองวันเต็ม ไม่มีแม้แต่จุดพิมพ์ วีณาเริ่มกดเข้าไปเช็กโซเชียลเขาบ่อยขึ้น ยิ่งเห็นรูปเขากับเพื่อนใหม่ที่กรุงเทพฯ เธอยิ่งใจหาย
เย็นวันนั้น วีณากำลังอ่านหนังสือ แต่สมาธิไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษร เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น พลันเห็นชื่อทัศน์ “เราติดโปรเจคด่วน ขอเวลาหน่อยนะ” ซึ่งไม่มีอีโมจิ ไม่มีคำอวยพร ในนั้นมีระยะห่างที่ชัดเจนกว่าเดิม
วีณาห่อเหี่ยว บางคืนกดดูแชทเก่าจนเผลอร้องไห้ เธอไม่ได้เบลอในความฝันอีกต่อไป แต่คือการยอมรับความจริง ว่าความรักไม่พอ…
ตลอดสองเดือนต่อมา ทั้งคู่ต่างจมกับภาระ—ทัศน์กับงานใหม่ที่ใช้เวลาทรงตัวในบริษัทใหญ่ วีณากับโปรเจคเรียนจบและงานบ้านที่เชียงใหม่ สายธารแห่งความสัมพันธ์เริ่มเย็นลง คำถามในหัวใจทั้งสองคือ ‘จะไปต่อไหม หรือพอแค่นี้’
จนคืนหนึ่งวันฝนพรำ ทัศน์โทรศัพท์หาวีณา เสียงเขาแผ่วเหมือนคลื่นอ่อน “เธอยังโอเคไหม” ความเงียบกินเวลาหลายนาที ก่อนที่จะคำตอบเบา ๆ ว่า “เรา… แอบรู้สึกว่ามีวันหนึ่ง นายจะหายไปเฉย ๆ”
“ฉันก็กลัว…” ทัศน์สารภาพ “กลัวว่าเธอจะเจอใครที่ดีกว่า หรือฉันดีไม่พอ—เราเคยพลาด เคยถูกทิ้งแบบไม่รู้สาเหตุ”
“แต่เราก็เป็นเรา มีข้อเสียเหมือนกัน… นายเคยรับข้อเสียใครได้จริง ๆ เหรอ?” เธอหัวเราะแห้ง
ทั้งสองเงียบ ไม่มีใครกล้าสานต่อ ก่อนทัศน์จะพูด “มีคนหนึ่งที่ผมอยากรับข้อเสีย คือเธอ” น้ำเสียงเหมือนวิ่งหนีการเปิดโปงความอ่อนแอของตัวเอง
เพียงเท่านี้ วีณาลุกลี้ในหัวใจ สิ่งที่เธอกลัวที่สุดไม่ใช่การอยู่ไกล แต่คือการไม่ลองสู้เพื่อความรักที่ค่อย ๆ ฉายแสง
หลังจบฤดูฝน ทัศน์บินขึ้นมาเชียงใหม่อีกครั้ง เขาไม่ได้บอกล่วงหน้า วันฝนซา วีณาเดินเข้าร้านหนังสือประจำ พบเขายืนรออยู่ริมชั้นหนังสือ เล่มหนึ่งวางบนฝ่ามือ
“จะหนีต่อไปไหม?” เสียงทัศน์ถามตรง ๆ ตาแดง ๆ เหมือนกลั้นความรู้สึกมานาน
วีณานิ่ง วางกระเป๋า ลังเล “ไม่รู้…แต่เราเหนื่อยกับการคิดมาก อยากแค่ใช้เวลาที่มี”
“ถ้าฉันขอสู้ต่อ เธอจะยอมร่วมสู้ไหม?”
สถานการณ์เงียบงัน เหมือนทุกอย่างรอบตัวหยุดเดิน ทั้งสองสบตากัน วีณายิ้มเบา ๆ “ถ้านายไม่ยอมแพ้ เราก็จะไม่ถอยเหมือนกัน”
แสงแดดอ่อนลอดหน้าต่าง รอยยิ้มพาดผ่านใบหน้าทั้งคู่ ในห้วงเวลานั้น อดีตไม่สำคัญ ความไกลไม่ใช่เงื่อนไข หัวใจเพียงหนึ่งเดียวกำลังค่อย ๆ เติบโตบนฟากฟ้าต่างสถานที่ แต่ใกล้กันทุกครั้งที่กล้าร่วม “ข้ามผ่านระยะห่าง” ไปด้วยกัน