เพลงลมหายใจ
สายฝนโปรยลงตามช่องหน้าต่างกระจก เสียงเปียโนแผ่ว ๆ ลอยคลุกกลิ่นฝนในห้องซ้อมดนตรีมหาวิทยาลัย ณิชาเงยหน้าจากสมุดโน้ตดนตรี เหม่อมองภูผาที่นั่งอยู่มุมห้อง กำลังปรับสายกีตาร์เขาเงียบขรึม ใบหน้ามีบาดแผลจาง ๆ จากอุบัติเหตุเมื่อปีก่อนที่เจ้าตัวไม่เคยพูดถึง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้จะเล่นเพลงอะไรดี?” เสียงณิชาฝืนแจ่มใส ทั้งที่ใจยังเฝ้าสังเกตภูผา—คนที่เธอรู้จักมานานแต่กลับรู้สึกเหมือนรู้จักไม่หมด
ภูผายิ้มบาง ๆ ก่อนหยิบปิ๊กมาเคาะจังหวะ “แล้วแต่นิชา แต่ขอเพลงที่ไม่เศร้าละกันนะ ฝนตกทีไร ฉันนอนไม่ค่อยหลับ”
ณิชาหันกลับไปเปิดโน้ต อยากพูดอะไรแต่ก็เงียบ นี่เป็นปกติระหว่างพวกเขา เสียงฝนคอยกลบความรู้สึกบางอย่างที่ไม่กล้าปล่อยให้ดังเกินไป
“นิชา… มื้อเย็นจะอยู่ซ้อมต่อไหม?” ภูผาเอ่ยหลังนิ่งอยู่นาน
“อยู่…ถ้าไม่มีใครมาไล่” เธอตอบเบา ๆ
เสียงหัวเราะของภูผาทำให้อุณหภูมิในห้องอุ่นขึ้นเล็กน้อย ณิชาเผลอเหลียวมอง เธอไม่กล้าตอบสนองอะไรมากกว่านั้นได้
คืนเดียวกัน หลังซ้อมวงเสร็จ ทุกคนทยอยกลับ เหลือแค่ณิชากับภูผา กระเป๋ากีตาร์พิงกำแพง สองคนนั่งเงียบกลางเก้าอี้ยาว ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบที่ส่งเสียงดังในใจ
“อาทิตย์หน้าก็ประกวดแล้ว เหลือซ้อมอีกตั้งเยอะ” ณิชาก้มหน้าพึม
“ถ้าเราชนะแปลว่าไงนะ?” ภูผาหยอดพลางจ้องหน้าเหมือนอยากรู้อะไรบางอย่าง
“หมายถึง…? ตัวเองอยากได้อะไรเหรอ?”
ภูผายิ้มแหย “ไม่รู้ดิ… แล้วแต่นิชาเลย”
ณิชาเงียบ อยากพูด ‘อยากได้หัวใจคุณ’ แต่ก็ทำได้แค่มองรองเท้าตัวเอง
วันต่อมาระหว่างตัดต่อเพลงในคอมพิวเตอร์ณ ห้องชุมนุมดนตรี ณิชานั่งหัวเสียกับคอร์ดที่เพี้ยนไปมา ภูผาเข้ามาเงียบ ๆ ยื่นโอวันตินอุ่นให้
“ขอบใจนะ” เธอรับมาถือไว้ กระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน ปลายนิ้วสัมผัสมือเขาแวบหนึ่ง
“นิชา พักบ้างเถอะ เดี๋ยวก็ไม่สบาย” ภูผาพูดเรียบแต่เสียงเขาอ่อนโยนเป็นพิเศษ
“ฉันอยากให้เพลงนี้ดีที่สุด” เธอยืนยัน เบือนหน้าหนีสายตา
“ทุกคนก็หวังเหมือนกัน แต่ถ้ากดดันตัวเองมากไป เดี๋ยวก็หมดใจจะเล่นนะ” เขานั่งลงข้างกันจนเก้าอี้เกือบชนกัน ฝ่ามือสาก ๆ ของเขาวางนิ่งบนโต๊ะระหว่างเธอกับเขา ณิชาเหลือบมองแต่ไม่ขยับหนี เธอไม่พูดอะไร
บ่ายวันหนึ่งหลังเลิกเรียน ขณะเดินกลับหอพัก ท้องฟ้าเมฆครึ้ม ฝนกำลังมา ภูผาเดินถือกีตาร์ หยอกณิชา “ถ้าโดนฝนเป็นไข้ จะมีใครมาร้องเพลงกล่อมให้นอน?”
ณิชาหัวเราะออกเบา “เพลงของพวกเราคงกล่อมให้นอนฝันร้ายมากกว่า”
ภูผาส่งยิ้มกรุ้มกริ่ม “ถ้าฉันร้องให้ฝันดีล่ะ?”
ณิชาเงียบ อาย “…แล้วถ้าเพลงนั้นร้องออกมาไม่ได้ล่ะ?”
“ก็ต้องหาทางแก้คอร์ดเอง ไว้ใจฉันสิ” เขาวางมือบนไหล่เธอแวบหนึ่ง สายตาจริงจังขึ้นเล็กน้อย
บ่ายวันแข่งขัน วงของพวกเขาขึ้นเวที อะดรีนาลีนพลุ่งพล่าน ณิชาเหงื่อแตกพลางมองมือภูผา เขาคอยส่งสัญญาณพยักหน้าเงียบ ๆ ทุกครั้งที่สายตาเธอลอยตามความกลัวจนเผลอผิดจังหวะ
จบโชว์ เธอกับภูผาหอบหายใจจนแทบพูดไม่ได้ แต่ภูผากล้าสบตา
“เราทำได้แล้วนะ” เขาบอกเสียงสั่นนิดหนึ่ง ในเสียงมีความโล่งอกและอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
“ถ้าไม่มีนาย ฉันคงร้องไม่จบแน่” ณิชาเสียงเบา
ภูผานิ่งไป เกือบพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเสียงเพื่อนร่วมวงตะโกนมา ชั่วขณะนั้น ทุกอย่างจบลงก่อนความในใจจะถูกพูดออกมา
งานเลี้ยงฉลองคืนนั้น เพื่อนฝูงเสียงดังถึงดึก ภูผาจังหวะหนึ่งเดินออกไปริมระเบียง ฆ้องชั้นล่างดังกึกก้อง ณิชาตามออกไป เธอมองแผ่นหลังเขาที่ติดเงาไฟสีส้ม
“ภูผา…” เธอลังเล “ปีหน้าจะอยู่ไหม?”
“ยังไม่รู้…”
ณิชาก้มหน้า เงียบ ทั้งสองคนต่างไม่กล้าพูดถึงเรื่องการจากลา
พักหลัง ๆ ณิชาเริ่มสังเกตว่า มีเพื่อนใหม่เข้ามาคลุกอยู่กับภูผามากขึ้น หน้าใหม่ชื่อแอนน์ คุยเก่ง ร่าเริง เพื่อนในวงเริ่มพูดแซว
เย็นวันหนึ่งขณะซ้อมแยกวง แอนน์เดินมายิ้มให้ณิชา “ภูผาชวนไปคาเฟ่ ไปด้วยกันไหม?”
ณิชาลังเล “…เธอไปก่อนเถอะ ฉันต้องเคลียร์งาน”
รอยยิ้มของแอนน์หุบลงแทรกความน้อยใจบางอย่าง เธอเดินไปหา ภูผาก็เหลือบตามองณิชาเพียงแวบเดียวก่อนหันกลับ ช่วงนี้เขาดูสนิทกับแอนน์ขึ้นเรื่อย ๆ
เย็นวันหนึ่ง ภูผาขึ้นห้องซ้อมมาสาย แววตาเขาเศร้า ๆ ต่างจากปกติ ณิชาหยิบสมุดบันทึกที่เขาลืมไว้ให้เงียบ ๆ
“นายโอเคไหม?”
“ก็โอเคมั้ง…” ภูผาตอบ พยายามยิ้มแต่ไม่สำเร็จ
“ถ้ามีอะไรอยากพูดก็พูดได้นะ” เสียงณิชานุ่มนวล
เขาเงียบไปนาน “เรา… บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนใครซักคนกำลังผลักฉันให้ออกไปจากตรงนี้”
ณิชากำมือแน่น “ไม่ใช่ฉันใช่ไหม?”
ภูผายิ้มจาง ๆ “เปล่า…”
วันถัดมามีข่าวว่าบ้านภูผาจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดด้วยปัญหาทางการเงิน ณิชาได้ยินจากเพื่อน เธออยากเข้าไปคุยแต่ไม่กล้า
เมื่อเธอกลืนความกังวลนั้นไว้ มันค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นกำแพงระหว่างทั้งสองคน ภูผาห่างจากเพื่อนวงมากขึ้น เขาซ้อมเดี่ยว ถอยออกห่างจากวงสนิททีละนิด
เย็นฝนตกหนัก ณิชาเคาะประตูห้อง เข้าหาภูผาหลังเลิกซ้อม เธอนั่งลงข้าง ฝนซัดกระจกเสียงดัง
“นาย…จะไปจริงเหรอ?”
ภูผาถอนใจ “บ้านฉันเจ๊ง …ฉันไม่ได้อยากไป”
“แล้ว…เรื่องในวง นายจะ?”
เขายิ้มแผ่วเหมือนคนสิ้นหวัง “ก็ต้องปล่อยทุกอย่างไปมั้ง”
น้ำเสียงเขาราบเรียบแต่สายตาเศร้าลึก ณิชาอยากจะจับมือแต่ไม่กล้า ทั้งสองนั่งฟังเสียงฝนกระทบแก้วโดยไม่มีบทสนทนาใด ๆ เพิ่มอีกนาน
หลังวันนั้นภูผาขาดซ้อมหลายวัน ไม่มีใครติดต่อเขาได้ ณิชาเดินวนหน้าหอพักเขาทุกค่ำ บางคืนหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาแต่งเพลง กลัวว่าวันหนึ่งเพลงนี้จะไม่มีชื่อเขาร่วมอยู่
จนสุดท้าย ณิชาตัดสินใจหยิบเครื่องอัดเสียง เดินทางไปบ้านภูผา เธอยืนลังเลหน้าบ้าน สะกดใจตัวเองอยู่นานกว่าจะเคาะประตู
ภูผาเปิดประตู ตกใจที่เห็นเธอ “มาทำอะไร…”
ณิชาสูดหายใจลึก “ฉันมาหานาย… ฉันมีเพลงใหม่ อยากให้ฟัง…”
ภูผาเงียบ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย
เธอหยิบกีตาร์ที่พกมา เบา ๆ เล่นทำนองช้า เธอร้องไม่เก่งแต่เสียงเต็มไปด้วยความรู้สึก
เมื่อเสียงสุดท้ายจบลง ภูผ่ายิ้มทั้งน้ำตา “เธอเขียนเพลงเพราะอยากให้ฉันอยู่ใช่ไหม?”
“เพราะฉันกลัวไม่มีนาย…”
ภูผาลังเล เหยียดแขนโอบไหล่เธอไว้ช้า ๆ “เราจะหาทางไปด้วยกันไหม?”
ณิชาเงยหน้ามองตาเขาน้ำตาคลอ เธอกล้าตอบ “ถ้านายไม่ผลักฉันออกไป”
ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีสัญญา เฉพาะเพลงของสองหัวใจที่เคยเดินหลงทาง ใต้คืนนั้น ทั้งสองฟังเสียงลมหายใจซึ่งกันและกันเป็นจังหวะของการเริ่มต้นใหม่
ตั้งแต่นั้น ทุกคืน ณิชากับภูผาฝึกร้องเพลงด้วยกัน แม้ฝันยังมองไปคนละทิศ แต่ก็เข้าใจว่าบางช่วงหนึ่งของชีวิตได้เดินร่วมทาง สำคัญกว่าจุดหมายที่ยังมาไม่ถึง