รักในเมืองอนาคต
ในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและเทคโนโลยีล้ำสมัย ทุกๆ วันของชีวิตเต็มไปด้วยการแข่งขัน ทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะเป็นที่หนึ่งในทุกๆ สาขาอาชีพ ในขณะที่นวัตกรรมใหม่ๆ ถูกผลิตขึ้นมาจนทำให้มนุษย์รู้สึกเหมือนถูกกดดันให้ต้องก้าวตามให้ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการการศึกษา ที่เป็นเหมือนโรงงานผลิตคนเก่งนับสิบของเมืองแห่งนี้
อัคร เด็กหนุ่มที่มีความฝันอยากเป็นวิศวกร อาศัยอยู่กับคุณแม่ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ในสถาบันชื่อดังแห่งหนึ่ง ในขณะที่คุณพ่อหายตัวไปตั้งแต่เขายังเด็ก ทำให้เขาต้องแบกรับความคาดหวังของคนในครอบครัว และความกดดันจากผู้คนรอบข้างมานาน
“อัคร ทำไมไม่ส่งโครงการที่คุณทำไปที่แข่งขนะ?” คุณแม่ถาม ขณะที่อัครนั่งอยู่ที่โต๊ะทำการบ้าน.
“แม่รู้ใช่ไหมครับว่าผมต้องทำให้ดีมากๆ มันไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่คิด” อัครตอบเสียงเบาๆ
“แต่ถ้าคุณไม่ลอง คุณจะรู้ได้อย่างไร?” เสียงของคุณแม่ชัดเจนในใจเขา.
ในขณะที่ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างเรื่อยเปื่อย ทว่าความเปลี่ยนแปลงกลับเกิดขึ้นเมื่อเขาได้พบกับ นนท์ เด็กหนุ่มที่แหกกฎทุกอย่างในโรงเรียน เมื่อทุกคนต่างมุ่งมั่นเรียนอย่างเต็มที่ นนท์กลับเลือกที่จะไม่ทำการบ้านและใช้เวลาไปกับการทำอย่างอื่นที่เขาชอบ อาจจะเป็นเพราะเขามีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก และความเป็นนักสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำใคร
“เฮ้ อัคร ทำไมไม่ออกไปหาความสุขบ้างล่ะ?” นนท์ถามขณะที่ยืนอยู่ข้างๆ อัครที่กำลังคิดงาน.
“ผมต้องทำให้ได้ครับ”
“ไม่ต้องเครียดไปหรอก ลองใช้ชีวิตแบบมีความสุขบ้างสิ” นนท์แนะนำ
อัครรู้สึกเหมือนโลกของเขาเริ่มเปิดกว้างขึ้นจากการที่ได้ฟังคำพูดของนนท์ และเริ่มทดลองทำหลายๆ อย่างร่วมกับเขา แม้จะมีบางครั้งที่เขารู้สึกไม่คุ้นเคย แต่ก็ทำให้เขาได้ค้นพบความสนุกและความรักในสิ่งที่เขาทำ
เวลาผ่านไป อัครเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง และทบทวนความหมายของความรักและมิตรภาพ ผ่านมุมมองที่แตกต่าง เขาเริ่มเข้าใจว่าในเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี การมีคนที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างคือสิ่งที่มีค่าที่สุด
วันหนึ่ง ขณะที่พวกเขาเดินไปที่สวนสาธารณะ นนท์ได้ชวนอัครไปที่ลานการแสดงกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการแสดงดนตรีสดจากนักเรียนทั่วเมือง
“มาเถอะ ไปดูการแสดงกัน” นนท์พูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ผมว่าไม่ค่อยสะดวกนะ” อัครพูดอย่างลังเล
“ทำไมล่ะ?”
“คือผมยังมีงานที่ต้องทำอยู่”
“งานมันจะเสร็จเมื่อไหร่? ต้องรอไปตลอดชีวิตหรอ?” นนท์ย้อน
ในที่สุดอัครก็ยอมแพ้ และพานนท์ไปที่ลานการแสดง สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงและรอยยิ้มของผู้คน ทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี ในขณะที่เขาเริ่มเห็นว่าไม่นานพวกเขาจะได้เข้าชิงการแข่งขันใหญ่ของเมือง แต่กลับถูกผูกมัดด้วยความกดดัน
วันแข่งขันมาถึง และทุกคนในโรงเรียนต่างรอคอยผลอย่างใจจดใจจ่อ แต่ความกดดันกลับทำให้หลายคนเครียดจนไม่สามารถทำให้ดีที่สุดได้ อัครรู้สึกเหมือนกำลังต่อสู้กับความรู้สึกภายในตัวเอง
“ทำได้ดีนะ อัคร” นนท์กล่าวขณะที่อัครพยายามทำให้ตัวเองสงบ
“แต่ถ้าผมไม่ชนะ ผมจะทำให้แม่ผิดหวัง”
“ความรักคือการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น” นนท์บอก
ในที่สุดเมื่อถึงเวลาที่ผลงานของพวกเขาถูกนำเสนอ ทุกคนในห้องหายใจไม่ทั่วท้อง แต่เมื่อได้ยินเสียงปรบมืออันดังจากผู้คน อัครรู้สึกว่าความกดดันนั้นได้หายไปแล้ว เขาสัมผัสได้ถึงความรักและมิตรภาพที่มีค่าที่สุดในชีวิต
แม้ว่าการแข่งขันจะจบลง แต่สิ่งที่อัครได้เรียนรู้จากนนท์กลับเป็นสิ่งที่มีค่าและจะอยู่ในใจเขาตลอดไป ความรักและมิตรภาพสามารถเจริญเติบโตได้แม้ในเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี “}}]}]}