เกาะแสงเงา
เสียงหัวเราะและบทสนทนาคละเคล้าระหว่างกลุ่มเพื่อนห้าคน ในเรือสปีดโบ๊ทที่แล่นตัดผิวน้ำใสแจ๋วกลางวันสว่างจ้า ฟ้าไกลไร้กลุ่มเมฆ มหาวิทยาลัยเปิดทัศนศึกษาไปยังเกาะเล็กกลางทะเล กฤต หนุ่มผอมแว่นที่ซ่อนความวิตกไว้ในรอยยิ้ม แก้ว หญิงสาวสุดมั่นและกล้าเถียง ขวัญ เด็กหลังห้องพูดน้อย พิ้งค์ สาวสายกิจกรรมเลือดร้อน และบรร เจ้าเพื่อนสุดกวนหยอกล้อเรื่องอาหารทะเลพร้อมหยิบกล้องมาถ่ายเซลฟี่ ทะเลสงบเกินคาด มีเพียงเสียงน้ำกระทบหัวเรือเท่านั้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมื่อเรือเทียบท่า ท่าไม้บนเกาะขึ้นสนิมและเงียบงัน ผิดกับแสงตะวันอันเจิดจ้าอึดอัด พิ้งค์จ้องมือถือ ไร้สัญญาณ บรรหยิกแก้มขวัญล้อว่าถ้าเดินหลงจะหาทางออกยังไง ขวัญหลบตา สีหน้าไม่มั่นใจ กฤตพยักหน้ารับชะตากรรม เดินตามแก้วที่จงใจเดินนำหน้ากลุ่มเสมอ ป่ารอบๆ แผ่รังสีอึดอัด แม้จะมีแสงแดด แต่แปลกแปร่งในบรรยากาศ เห็นหอคอยไม้หลบอยู่ในเงาต้นไม้ไกลๆ ทั้งห้าคนเริ่มเดินสำรวจอาณาบริเวณ
ในความร้อนระอุ พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าทึบ พบรอยเท้าเล็กๆ ลึกลงดินเหมือนคนเพิ่งเดินผ่าน พิ้งค์หยุดนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง เอ่ยเสียงสั่น “มีคนอยู่ก่อนเราจริงเหรอ?” แก้วสวนกลับ “ก็ต้องมีดิ จะสร้างท่าเรือลอยๆ ทำไม แค่นี้ก็กลัวแล้วเหรอ?” กฤตสังเกตเงาสะท้อนในน้ำที่ใกล้บึงจืด คำถามในใจยังไร้คำตอบ เงียบกริบจนทุกคนได้ยินเสียงใจตัวเองเต้น
พวกเขาพบรอยเลือดจางๆ โหยหาคำอธิบายแต่ไม่มีใครกล้าถามออกมา ขวัญหันไปทางกระท่อมไม้เก่าแก่หลังหนึ่ง เมื่อเข้าใกล้ ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงลม แต่งกลิ่นอับโชยออกมาปะทะจมูก มือของขวัญสั่นขณะหมุนลูกบิด แสงวาบจากมือถือพิ้งค์ส่องเห็นภายใน เศษผ้าขาดหลุดลุ่ยและรูปถ่ายขาวดำวางกระจัดกระจาย บรรหยิบขึ้นมาทำท่าตลกแบบกลบความกลัว “เฮ้ รูปทรงผมมันโบราณว่ะ นี่ซื้อมาจากตลาดนัดเหรอ?”
แก้วสำรวจมุมห้อง เจอกล่องไม้เล็ก ๆ แตะเบา ๆ ก็ได้ยินเสียงอะไรหล่นดัง ตุบ… ข้างในคือจี้ลูกแก้วเก่า ๆ แก้วกำมันแล้วสบตากฤต ประกายแปลกในแววตาทำให้อีกฝ่ายเงียบลง บรรสังเกตบรรยากาศตึงเปรี๊ยะ เอ่ยเสียงเบา “ออกไปดูข้างนอกกันก่อนมั้ย… ที่นี่อึดอัดว่ะ” ไม่มีใครขัด พวกเขาเดินออกจากกระท่อมราวกับมีอะไรในนั้นเฝ้ามองอยู่
ยามค่ำแรกลดต่ำ ความเหนื่อยล้าทำให้กลุ่มต้องจุดกองไฟใต้ต้นไม้ใหญ่ เปลวไฟสั่นด้วยลมเบา เงาไหวบนใบหน้าขวัญเพราะครุ่นคิดไม่หยุด กฤตถามเสียงเบา “ขวัญ กลัวเหรอ?” ขวัญไม่ตอบ เงียบเป็นเวลานานก่อนค่อยๆ เอ่ย “ฉันคิดว่า…เราควรออกจากเกาะนี้ให้ไวที่สุด” เสียงพิ้งค์ตัดบท “ก็แต่ไม่มีเรือ ไม่มีสัญญาณ มันออกยังไงล่ะ?” บรรยืนขึ้นเดินไปมากระวนกระวาย พยายามทำเสียงขำกลบเกลื่อนความไม่แน่ใจ
แก้วนั่งกอดเข่า พลันจ้องจี้แก้วในมือบิดไปมา เด็กสาวพูดเสียงแผ่ว “รู้ไหม เวลาที่บ้านฉันมีของเก่าๆ จะห้ามเด็กแตะ เพราะกลัวเอาอะไรกลับไป…” กฤตถาม “แล้วทำไมถึงหยิบมา?” แก้วชะงัก ปากขยับแต่กลับเงียบ หัวข้อเปลี่ยนเมื่อพิ้งค์หยิบขนมในกระเป๋ามาแบ่ง แม้ท่าทางจะหมดอาลัยเอาตายแต่ทุกคนก็กินกันเงียบ ๆ บรรพลิกกล้องดูภาพถ่ายเมื่อตอนกลางวัน หน้าในจอแปลกต่างจากความจริง ดวงตาแต่ละคนขาวโพลน สะท้อนอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครอยากอธิบาย
เงียบอีกครั้งเมื่อเสียงกิ่งไม้หักดังมาจากป่า ขวัญลุกพรวด กฤตตามไปใกล้กัน พิ้งค์และบรรส่องไฟฉายไปรอบ ๆ แก้วบีบมือกับจี้แน่น พวกเขาเห็นเงาร่างเล็กวิ่งผ่านแวบๆ แก้วตะโกน “ใครอยู่ตรงนั้น!” ไม่มีใครตอบ เงาสะท้อนในน้ำสั่นระริก มองดูแล้วคล้ายตัวเองแต่กลับขยับอย่างแตกต่าง ทุกคนยืนผงะอยู่หน้าบึง ไม่มีใครพูดอะไร
ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี พวกเขาตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในป่า เหงื่อผุดซึมตามกรอบหน้า แมลงบินวนอยู่รอบ ๆ พิ้งค์เอ่ยเสียงห้วน “ถ้าเราไม่เจอซากอะไร จะเดินกลับกันเถอะ ชั้นหิว!” ขวัญก้มหน้าเงียบ กฤตมองไปทางแก้ว เห็นประกายกังวลชัดเจน บรรถือมีดทำครัวเตรียมป้องกันตัว
กลิ่นอับเหนียวในอากาศลอยคละเคล้า เดินถึงกลางป่า พวกเขาพบรอยขูดคล้ายลายมือบนต้นไม้ อักษรโบราณที่ไม่มีใครอ่านออก แก้วหยิบจี้ขึ้นมา บังเอิญวางทับกับรอยอักษร มือของเธอสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ฉับพลันนั้นสายลมกรรโชกลนแรง เงาต้นไม้เหมือนจะขยับยืดยาวคล้ายยื่นมือมาหา บรรกลั้นใจตะโกน “วิ่ง!” ทุกคนวิ่งกระเจิดกระเจิง เฉียดการถูกคว้าได้หวุดหวิด
เหนื่อยหอบแต่รอดมาได้ ทุกคนนั่งฟุบกับพื้นดินหายใจแรง ๆ แก้วเงยหน้าถามเบา ๆ “เมื่อกี๊…มันคืออะไร” ไม่มีใครตอบ ขวัญน้ำตาซึมแต่ปาดออกเงียบ ๆ พิ้งค์ถึงกับปาเป้ากระเป๋าลงพื้นอย่างหัวเสีย กฤตกลั้นใจ “เราต้องหาทางออก หรืออย่างน้อยก็กลับไปที่กระท่อม” ไม่มีใครเสนอทางเลือกอื่น สายตาทั้งหมดหลุบต่ำ ไม่กล้าสบตากัน
เมื่อกลับมาที่กระท่อม ภายในเปลี่ยนไป หีบไม้กลางห้องเปิดอ้า เผยสมุดปกแข็งหนาและรูปถ่ายใบใหม่ที่ไม่เคยเห็น รูปทุกคนในกลุ่ม แต่กลับอยู่ในท่าทางแปลกตา ไม่มีใครกล้าหยิบ บรรเสนอตัว “งั้นเดี๋ยวชั้นดูเอง” พอลองจับสมุดก็รู้สึกปวดแปลบที่นิ้วทันที ทิ้งสมุดทันควันแต่หน้าปกลอกลายตามมือเขา เศษอักษรโยงเส้นเข้าใจยาก พิ้งค์หรี่ตา “เหมือนจะเป็นภาษาเดิมบนต้นไม้” กฤตต่ำเสียง “หรือมันคือคำสาป…” ทุกคนเงียบงันอีกครั้ง
รุ่งเช้าอีกวัน พวกเขาตัดสินใจเดินสวนทางกับเส้นทางเดิม หวังเจอทางออกใหม่ ขวัญนำหน้าเป็นครั้งแรก เส้นทางวกวนผิดปกติ เหมือนวนกลับที่เดิมไม่ว่าจะเดินไปทางไหน แก้วเริ่มพูดเสียงแข็ง “มีใครคิดไหม ที่เรามาติดเกาะนี้เพราะเรา…” เธอเว้นวรรคแล้วหลบตาทุกคน กฤตขัด “อย่าคิดไปเองสิ ไม่มีใครอยากเป็นเหยื่อ” บรรโพล่ง “เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เกาะนี้แปลกจริง” ขวัญกำหมัดนิ่ง ไม่ตัดบทแต่ไม่เห็นด้วย
กลุ่มแตกออกเป็นสองทาง เพราะพิ้งค์กับขวัญเถียงกันเรื่องทิศทางเดิน กฤตกับแก้วลังเลก่อนจับมือกันไว้ บรรยืนกลางทางสองแพร่ง ครู่หนึ่งตัดสินใจไปกับกฤตและแก้ว เหลือพิ้งค์กับขวัญแยกไปอีกทาง ความเงียบภายในกลุ่มปะทะเสียงนกแปลก ๆ ในป่า
เส้นทางของพิ้งค์กับขวัญจบลงที่หน้าผาสูง มองเห็นท้องทะเลกว้างไกล ขวัญถามเสียงแหบ ๆ “ถ้าเรากระโดดจะรอดมั้ย” พิ้งค์ตะคอกกลับทันควัน “อย่าโง่! ยังไงก็หาทางกลับไปเจอพวกนั้นก่อน อย่าคิดสั้น” ขวัญนั่งลงยกมือปิดหน้า น้ำตาไหลเงียบ ๆ พิ้งค์กอดเพื่อนเบา ๆ ไม่มีคำพูด
อีกด้าน กฤต, แก้ว, บรร เดินผ่านซากโบราณกลางป่าซึ่งเต็มไปด้วยเถาวัลย์และรากไม้ พวกเขาตรวจสอบหินแกะสลักบนแท่นกลางแดดจ้า ลายเส้นเหมือนผู้คนห้อมล้อมบูชายัญบางสิ่งอยู่ตรงกลาง กฤตเอ่ยเสียงขุ่น “เกาะนี้ราวกับมีอดีตกาลฝังแน่น” แก้วตอบในลำคอ “เราไปเกี่ยวอะไรด้วย…” บรรใช้นิ้วแตะลายหินพลันรู้สึกมือเย็นเฉียบ สายลมประหลาดวนรอบกลุ่ม
เสียงร้องแผดจากป่าข้างเคียงทำให้ทั้งสามหันขวับ ภาพร่างเงาดำปรากฏขึ้นชั่ววูบ วิ่งผ่านไปในความมืด กฤตไล่ตามไปครู่หนึ่ง แล้วหยุดเงียบทันทีเมื่อพบขวดโหลใสลอยอยู่ในพุ่มไม้ ข้างในมีจดหมายผุพัง เขาเปิดอ่านข้อความความทุกข์ของคนวางจิตสุดท้ายบนเกาะ มีแต่ความเศร้าโศกและขอให้อภัยจิตตนเอง แก้วเงียบเมื่ออ่านออกเสียงพึมพำ “เราจะหลุดพ้นมั้ย…”
ขณะนั้นเสียงพิ้งค์ดังขึ้นจากอีกฟาก “เฮ้! ทางนี้!” ทั้งสองฝ่ายกลับมารวมตัวกัน แต่ขวัญดูซีดขาวผิดปกติ กฤตเห็นความเปลี่ยนในแววตา เลือกไม่ซักไซ้ทันที แทนที่จะเปิดเผย ต่างคนต่างกักเก็บความรู้สึกไว้ลึกในใจ
กลางคืนครั้งนั้น ฝันประหลาดจู่โจมทั้งกลุ่มพร้อมกัน ภาพผู้คนโบราณร้องไห้คุกเข่าต่อเทพเจ้าที่ไม่มีหน้า เงาในจิตใจแต่ละคนถูกขยายใหญ่โต ช่วงเวลานั้นแต่ละคนเห็นตัวเองพูดคำสารภาพผิดที่ไม่เคยกล้าเอ่ยในชีวิตจริง กฤตสารภาพว่าที่จริงหลงรักพิ้งค์แต่ไม่กล้าเปิดเผยเพราะกลัวเสียเพื่อน แก้วยอมรับว่าโกรธแม่เพราะโดนทอดทิ้งตอนเด็ก ขวัญสารภาพว่าเธอไม่กล้าไว้ใจใครเลยจริง ๆ บรรพูดว่าเขากลัวการไร้ตัวตน พิ้งค์บอกว่าเธอเลือกแกล้งกล้าเพราะไม่อยากอ่อนแอในสายตาเพื่อน
เช้าวันต่อมา บรรลุกระจ่างเจ็บปวดในวิญญาณ ทุกคนดูเหมือนอิดโรยเงียบ ๆ คุยกันน้อยลง ระแคะระคายระหว่างกลุ่มเริ่มร้าวลึกเข้าไปในใจ กฤตพูดขึ้นกลางวง “ถ้าจะหาทางออก เราต้องช่วยกัน ถ้าใครยังปิดบังอะไรอยู่ เกาะนี้ไม่มีวันปล่อยเราไป” แก้วเฉไฉ “แล้วใครล่ะอยากเปิดเผยความจริงที่กลัวที่สุด?” พิ้งค์ยิ้มเยาะ ๆ “กลัวจนยอมอยู่ตลอดชีวิตเลยไหม?”
ขวัญสะอึก โพล่งขึ้นอย่างหมดความอดทน “ฉัน…กลัวตัวเอง กลัววันหนึ่งจะไม่เหลือใคร ไม่ว่าสิ่งที่ต้องแลกคืออะไร…” เงียบงันเต็มไปด้วยความเศร้า ทุกคนมองหน้าเธอโดยไม่มีคำพูด กฤตกุมมือขวัญเบา ๆ ในที่สุดพิ้งค์โอบขวัญกระชับ บรรหัวเราะเบา ๆ “ถ้ามีอะไร ห้ามกลัวแล้ววิ่งหนีนะ”
แก้วคลายมือจากจี้ เธอปล่อยจี้ตกพื้นคล้ายปล่อยบางอย่างในใจ ไฟในกองไม้ค่อย ๆ แรงขึ้น เงาวนเวียนจางลง อากาศตึงเครียดเริ่มผ่อนคลาย เพียงไม่นาน หนทางออกจากป่าก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น สูดอากาศลึกแล้วทั้งหมดหยัดยืน ก้าวเดินกลับริมหาด
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องผ่านกลุ่มเมฆ ทุกคนหยุดยืนบนหาด เงาทอดยาวไปตามผืนทราย กฤตพูดเสียงสั่นแต่กล้าหาญ “กลับบ้านกัน” แต่ละคนหันกลับไปมองป่ามืดราวกับจะขอบคุณหรือขออำลา เสียงเรือประมงลำน้อยในระยะสายตาปรากฏ พิ้งค์วิ่งโบกมือ น้ำตาคลอเบ้า
ก่อนกลับขึ้นเรือ ทุกคนหันมาสบตากันอีกครั้ง ไม่มีคำพูด แต่ในใจมีคำสัญญาว่าจะไม่มีวันลืมเกาะที่สอนให้เข้าใจตัวตน แสงสุดท้ายสาดทอ ละอองทรายลอยในอากาศ เงาที่เคยรุมร้าวจางหายไป ทุกคนขึ้นเรือช้า ๆ เหมือนไถ่บาปคืนให้กับเกาะแสงเงาอย่างเงียบงัน