คืนสะท้อน ในห้องสมุดใต้ดิน
แสงสลัวลอดช่องว่างใต้ดินลงไปตรงคานบันไดเก่า ลมกรุ่นกลิ่นกระดูกกระดาษและผิวหนังหนังสือเก่าส่งกลิ่นเฉพาะตัว เฆมินเดินทางลงบันไดด้วยก้าวระมัดระวัง ดวงตาเปล่งอยากรู้อย่างหาทางดับไม่เจอ เขาตัดสินใจสมัครงานเป็นอาสาสมัครห้องสมุดใต้ดินแห่งใจกลางมหานคร ด้วยใจหวังจะได้ศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์เก่าที่หาอ่านไม่ได้บนโลกออนไลน์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ระหว่างรอผู้ดูแล เฆมินเหลือบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเงียบงันอยู่ขอบชั้นวาง เธอนั่งงอเข่า สวมแว่นโต มีสมุดเล่มใหญ่แนบอก ใบหน้าซีดราวกระดาษหนังสือ พอเขายิ้มทัก เธอขยับตัวช้า ๆ ก้มหน้ามากกว่าเดิม เสียงฝีเท้าขัดจังหวะ ชายวัยกลางคนในสูทเก่า หัวล้านบางส่วน เดินเข้ามาพร้อมกลิ่นบุหรี่
“นาย… เฆมินใช่ไหม ฉันชื่อชุมพล รับนายดูแลสำนักนี้ แต่ไม่มีอะไรให้เล่นนะ เข้าใจไหม”
“ผมมาอ่าน หาเรื่องเก่า ๆ ครับ” เขาตอบ ฝืนยิ้มกลบความเกร็งในอก
ชุมพลยักไหล่ ส่งบัตรห้อยคอให้ แล้วหันไปบ่นกับหญิงสาว “กมลทิพย์ รับหน้าใหม่ด้วย อย่าทำเขากลัวเสียแต่ต้น”
เมื่อเหลือกันสองคน กมลทิพย์เงยหน้าสอดส่องแว่น “นาย… อย่าขึ้นบันไดตอนเที่ยงคืน อย่าแตะกระจกแถวซอกต่ำมุมนู้น”
เฆมินหัวเราะแห้ง “ทำไมล่ะ?”
เธอไม่ตอบ ยื่นสมุดเล่มใหญ่ให้เขา แล้วเดินเลี่ยงไปมุมมืด
งานแรกของคืนนี้คือเช็คหนังสือทุกชั้น เฆมินเดินสำรวจบรรยากาศเงียบ เขาหยุดลงที่โซนห้องลับซึ่งมีห้องเล็ก ห้องหนึ่งอยู่ท้ายทางเดินอับ แสงไฟริบหรี่ ประตูไม้เก่า กระจกเงาหนึ่งบานถูกคลุมผ้าหนาไว้
เสียงดังแว่วฝ่าความเงียบ “อย่าเปิด…” เสียงก้องต่ำ ลอยมาจากไหนสักแห่ง เฆมินผงะ ถอยออกมาชนกับชั้นหนังสือ หนังสือบนชั้นตกกองพรืด
“นายโอเคไหม?” เสียงกมลทิพย์ห่าง ๆ เธอเอื้อมมือจับแขนเขาไว้ เธอพยายามไม่สบตาเขา
“เมื่อกี้…”
“อะไรที่นี่ ถ้าไม่อยากรู้…อย่าพยายามเข้าไปดู”
สายตาเฆมินบดบี้กับฝ้าเพดาน เขาเลือกจะเดินต่อ แม้จะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดตามมาเสมอ
เช้าวันรุ่งขึ้นที่มหาวิทยาลัย เฆมินนั่งตาแดงในห้องเรียน ฟังเพื่อนในกลุ่มซุบซิบเรื่องการหายตัวไปของนักศึกษาสามคนที่มีข่าวเกรียวคาว
“ใครมันจะกล้าเข้าไปห้องสมุดนั้นวะ”
“เออ คนหายไปตั้งกี่คน ไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ เลย”
เฆมินน้ำเสียงนุ่มผสมเหนื่อย พึมพำ “บางทีก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ทำไม นายสนใจนัก” เพื่อนคนหนึ่งถาม
เขาเลี่ยงสายตา “มันดู…ซับซ้อนดี เหมือนในหนังอะไรสักอย่าง”
“พูดเหมือนอยากเข้าไปอยู่ในเรื่องซะเอง” เพื่อนล้อแต่แววตาหวั่น ๆ
หลังเลิกเรียน เฆมินหวนกลับห้องสมุดใต้ดินอีกครั้ง คืนนี้อากาศเย็นผิดปกติ ประตูเหล็กกรอบสนิมสบัดเสียงแห้ง เขาก้มหลบสายลมเข้าไปข้างใน พบป้าทิพย์กำลังปัดฝุ่นที่โต๊ะเคาน์เตอร์
“วันนี้เห็นอะไรก็อย่าไปยุ่ง” เสียงป้านุ่มแต่หม่น
เขาพยักหน้า แอบทิ้งสมุดบันทึกของกมลทิพย์ลงในเป้ ตั้งใจจะอ่านในหอพัก
กลางดึกคืนนั้น เฆมินนั่งในห้อง เช็คหน้าเพจที่พูดถึงตำนานห้องสมุด ห้องแชทที่มีแต่เรื่องขนหัวลุก หนึ่งในนั้นเขียนว่า ใครจ้องกระจกในห้องลับจะเห็น ‘ตัวตนที่ถูกลืม’ ก่อนที่จะหายไปเหมือนทุกคนที่ผ่านมา
เขานิ่ง สายตาแข็งกร้าว “มันมีอะไรจริงรึเปล่า…”
เสียงไลน์ดังขึ้น ข้อความจากเบอร์แปลก “นายเห็นใช่ไหม? คืนนี้กลับมาด่วน — กมลทิพย์”
เฆมินใจเต้นรัว ขึ้นโพกผ้าคลุมออกจากหอ พาตัวเองกลับห้องสมุดใต้ดินตอนเกือบเที่ยงคืน
กมลทิพย์ยืนรอที่บันได ใบหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม เธอลังเลชั่วขณะก่อนพูด “ฉัน… เคยเห็นมันแล้ว นายอย่าเข้าไปนะ”
“ผมอยากรู้ความจริง”
เธอสั่น “ความจริงไม่ใช่สิ่งที่อยากรู้เสมอไป”
“แต่คนที่หายไป—” เขาเสียงแผ่ว “เราจะปล่อยไว้แบบนี้จริง ๆ เหรอ?”
กมลทิพย์น้ำตาสั่น “มีแต่คนกล้าเท่านั้นที่ถูกเลือก”
เขาหยุด ใจหนึ่งอยากถอยใจหนึ่งรั้งไว้ สุดท้ายเขายายเท้าเดินต่อไปที่ห้องลับ กระจกยังคงถูกผ้าคลุม เฆมินชะงักมือ สัมผัสผ้า ความเย็นวาบข้ามนิ้วราวกับกระแสไฟ กระจกเงาเปิดเผยภาพของชายหนุ่มผิวคล้ำ ใบหน้าแตกร้าว… เป็นเขาเอง แต่นัยน์ตาอีกฝั่งเต็มไปด้วยความกลัวที่ไม่อาจอธิบาย
เขาถอยสะดุดล้ม หนังสือหล่น เงาสะท้อนของตนเองเดินออกมาจากกระจก เฆมินอ้าปากค้าง “แก… คืออะไร”
เสียงก้องราวฟ้าร้อง “ฉันคือสิ่งที่นายปกปิด ฉันคืออดีตที่นายไม่ยอมรับ”
ความทรงจำเก่าผุดวาบ — เด็กในเงา ตัวเล็ก ๆ ยืนร้องไห้ข้างหลุมศพแม่ ความรู้สึกผิดที่ทิ้งพ่อไป ความลังเลซ้ำ ๆ ในใจที่โดดเดี่ยวไปทั้งชีวิต…
กมลทิพย์กรูกลับมาดึงแขนเขาสุดแรง “รีบออกไป!”
ทั้งคู่วิ่งหนีเสียงสะท้อนกระจก ระหว่างนั้นเงาที่ตามมาหลอกถามซ้ำ ๆ “นายจะหนีไปอีกนานแค่ไหน?”
พวกเขาเผลอหกล้มตรงมุมตึกเก่า กมลทิพย์หอบเหนื่อยจนพูดเจียนขาด “ตอนเด็ก… ฉันก็เคยเห็นเงานี้ ฉันก็เลือกจะหนี สุดท้ายก็ต้องถูกมันตามหลอก ฉันเลยอยู่แต่ที่นี่ ไม่กล้าออกไปข้างนอก”
ความเงียบเกาะกินทั้งคู่ เฆมินสะอื้นไหวในอก “ผม… กลัวทุกคนจะทิ้ง ผมถึงเอาแต่ค้นหาอดีต คิดว่าถ้ารู้พอ จะลืมสิ่งที่เสียไป”
กมลทิพย์ลูบไหล่เขา “ฉันก็คิดแบบนั้น… เราสองคนเหมือนกัน”
ทั้งสองแบ่งปันความหวาดกลัว ลังเล ล้มเหลว ให้แก่กัน เสียงฝีเท้าของอดีตยังตามหลอก เฆมินตัดสินใจลุกขึ้น “เราต้องไปหาอาจารย์ชุมพล ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดซ้ำ”
อาจารย์ชุมพลนั่งนิ่งหน้ากองกระดาษ หนวดฟู ซีดจางลง พอได้ฟังเรื่องเงาทั้งคู่ เสียงเขาหนักอึ้ง “ฉันเตือนพวกนายแล้ว นาย… จะเลือกเผชิญหรือลืมเหมือนคนอื่น?”
เฆมินยืนแข็งทื่อ สายตาทาบเงาตนเองในห้องมืด ตัดสินใจตอบ “ผมจะสู้กับมัน…”
คืนต่อมา เขากับกมลทิพย์มุ่งหน้าเข้าห้องลับ เงายังรออยู่ นอกจากเฆมินและกมลทิพย์ ยังมีนักศึกษาหญิงอีกคนโผล่มา เธอคือน้องสาวนักศึกษาที่หายไป เธอมากับความหวังเล็ก ๆ ว่าพี่เธออาจยังอยู่ในนี้
ทั้งสามคนอ้อมเข้าห้องเงา เสียงสะท้อนกระซิบเย้ยหยัน เฆมินทนไม่ไหว พุ่งชนกระจกแตกกระจาย เงาแผดเสียงร้อง โลกทั้งโลกหมุนพล่าน
ในวินาทีนั้นเอง เฆมินเห็นตัวเองในวัยเด็ก ร้องไห้ออกมา เขาปล่อยให้ตนเองเข้าสวมกอดเด็กในอดีต ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย น้ำตาของเขาทำลายเงาชั่วนิรันดร์ลงได้ เงาค่อย ๆ หายไปพร้อมกับกระจกที่แตกละเอียด
ภายในซากกระจก นักศึกษาที่หายไปค่อย ๆ ปรากฎตัว พวกเขาเหมือนฟื้นคืน แต่ยังมีอาการผวาเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย ทุกคนตระหนักว่ากำแพงระหว่างความกลัวและการให้อภัยตนเองคือสิ่งเดียวที่ขังพวกเขาไว้
อาจารย์ชุมพลปรากฏตัวขึ้น เขาพูดเสียงอ่อนโยน “สถานที่นี้ไม่ได้สาปใคร แค่สะท้อนในสิ่งที่คนเราไม่ยอมรับในตัวเอง”
กมลทิพย์เงียบไปนานก่อนสบตาเฆมิน น้ำตาซึม “ขอบใจที่กล้ายืนข้างฉัน สำหรับฉัน… นายเป็นเพื่อนคนแรก…ตั้งแต่ฉันกลัวคนอื่น”
เฆมินยิ้ม ซึมซับความรู้สึกใหม่ในใจ โลกเหมือนอบอุ่นขึ้น เขานั่งลงข้างกมลทิพย์และกลุ่มนักศึกษาที่มีอดีตร้าวราน ทุกคนรับฟังและให้อภัยตนเองช้า ๆ
อาทิตย์ใหม่สาดแสงลอดบันได สะท้อนเศษกระจกใสบนพื้น เฆมินเดินเคียงกมลทิพย์ ไม่ใช่ในฐานะคนกลัวอดีตแต่คือเพื่อนที่กล้าเผชิญความจริง
แววตาเฆมินในกระจกบานใหม่ว่างเปล่าจากอดีต เต็มไปด้วยแสงอ่อนโยน… และในห้องสมุดใต้ดินที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเงา ตอนนี้เหลือเพียงเสียงหัวเราะของเพื่อนแท้ที่ได้เดินผ่านความกลัวมาแล้วด้วยกัน