คำสาปสีครามแห่งคฤหาสน์ริมทะเล
เสียงเอี๊ยดของรถตู้เช่าสีขาวค่อย ๆ จางหายไปเมื่อกลุ่มนักศึกษาศิลปะทั้งห้าคนลงมายืนริมทาง จุดหมายเบื้องหน้าคือคฤหาสน์หลังใหญ่ริมทะเลที่ตั้งตระหง่านอยู่บนขอบผาสูง ทะเลสีครามที่อยู่เบื้องล่างดูสงบ แต่มันทั้งกว้างใหญ่และเหลือร้ายจนความว่างเปล่าของมันกดดันใจอย่างไม่รู้ตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจเหรอ หลิน ว่าต้องเป็นที่นี่” กวินถามพลางยกเป้ขึ้นพาดบ่า สายตาเขาชี้ไปที่คฤหาสน์ซึ่งดูราวกับสถานที่รกร้าง
หลิน หญิงสาวร่างบางเจ้าของดวงตาเข้มมาดมั่น เปิดมือถือพลางลากนิ้วดูแผนที่ “เธอเป็นคนบอกเองว่าจะหาสถานที่สุดพิเศษสำหรับโปรเจกต์ไง กฤติกับป้างหาได้ดีกว่านี้ไหมล่ะ”
ป้าง หนุ่มใหญ่รูปร่างอวบยิ้มแห้ง ๆ “ฉันยังคาใจอยู่เลย ใครจะรู้ว่าคฤหาสน์แบบนี้มีอะไรรออยู่บ้าง”
กฤติ สาวผมสั้นสายลุย ฮึดฮัด “พอเถอะ! ถ้าพวกเราผ่านคืนนี้ไปได้เธอจะขอบคุณฉันเอง ทุกคนตั้งใจวาดรูปให้ดีที่สุด ก็จะไม่มีคำสาปอะไรจริง ๆ หรอกน่า”
ณา ชายหนุ่มผมหยักศกเงียบขรึมสายตาเหม่อลอย เดินนำล่วงเข้าไปก่อนโดยไม่พูดอะไร หลินมองตามหลังเพื่อน พลางถอนหายใจ
บรื้นของฟ้าแรงดังขึ้นเมื่อลมทะเลปะทะกระจกหน้าต่างเก่า ๆ ของคฤหาสน์ ทุกคนหยุดยืนชะงักหน้าอาคาร ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ หากแต่กลิ่นของความทรงจำอันขมขื่นแทรกอยู่กับกลิ่นเค็มของทะเล
“เปิดดูข้างในไหม?” กฤติเอ่ยเสียงเบา ดวงตากวาดสำรวจไปรอบ ๆ
กวินดันประตูซึ่งเปิดออกอย่างง่ายดาย เก้าอี้ไม้โยกเอี๊ยดอ๊าดด้วยลม ทั้งห้าคนก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่ห้องโถง เงามืดพาดยาวทั่วผนัง ทุกคนต่างเงียบงัน สายตาต่างหาสัญญาณของชีวิตในความว่างเปล่าแต่ไม่มีอะไรเลย นอกจากกล่องจดหมายเก่า ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยตรงกลางห้อง
กวินเปิดซองเก่า มีจดหมายฉบับหนึ่งเลือนลาง เขาอ่านออกเสียงช้า ๆ “ถ้าใครอ่านถึงบรรทัดนี้…จงรู้ไว้ว่าคฤหาสน์แห่งนี้เก็บงำความลับมากกว่าที่คิด” เสียงเขาสะท้อนกลับในความเงียบ
“ใครจะเขียนแบบนี้ไว้จริง ๆ” ป้างหัวเราะอย่างฝืด ๆ
“ถ้าจะผีหลอก ฉันก็ขอตั้ง easel ก่อนนะ” กฤติพยายามทำลายความเงียบด้วยการลากอุปกรณ์วาดภาพ
หลินกวาดตามองไปรอบ ๆ “ทุกคนแยกย้ายกันดูที่พัก ส่วนฉันจะลองเดินสำรวจรอบ ๆ ถุ่ม”
ห้องรับแขกสะท้อนเงาของหลินบนกระจกเก่า ๆ แสงแดดท้ายวันอาบร่างเธอ ขณะกวาดสายตาไปทางภาพวาดสีน้ำที่แขวนเหนือเตาผิง
‘สีน้ำนี้…’ เธอลูบกรอบภาพ เงาสะท้อนสีครามลอดผ่าน ใบหน้าของหญิงสาวไร้ชื่อบนภาพมีอะไรบางอย่างที่คุ้นตา
“สะอึก!” หลินชะงักเพราะได้ยินเสียงกรีดร้องจากชั้นบน ทุกคนพุ่งขึ้นบันได พบณายืนอยู่ปลายระเบียง นิ้วชี้ไปที่บานหน้าต่าง
“เมื่อกี้…ผมเห็นเงาอะไรบางอย่างที่ข้างนอก…” เขาพูดเสียงขาดห้วง ทุกคนก้มมองออกไป เห็นเพียงต้นสนและทะเลยามโพล้เพล้
“น่าจะล้าแล้ว” กฤติบ่น พลางสมาทานตัวเองเตรียมที่นอนกองกับพื้นห้องโถง ทุกคนค่อย ๆ แยกย้ายกันไปรื้อค้นห้อง เธอมองณาด้วยความห่วงใย
ค่ำคืนแรก คฤหาสน์ทั้งหลังเงยหน้ารับเสียงลมทะเล เสียงคลื่นเหมือนจะถาโถมแรงขึ้น เหลือแต่เสียงลมหายใจของทุกคนที่ปะปนกับเสียงไม้เก่า ๆ ทรุดกรอบ
“คืนนี้นอนด้วยกันที่โถงเถอะ” กวินเสนอพร้อมรอยยิ้มฝืน ทุกคนตกลง ยกเว้นณาที่เลือกไปนอนคนเดียวในห้องใต้หลังคา
เวลาผ่านไป กวินนั่งวาดรูปภาพทิวทัศน์ พยายามลบความกังวล กฤติแอบมองกวินเป็นช่วง ๆ ก่อนเอื้อมมือปาดเหงื่อที่ขมับ
ป้างเปิดกระเป๋าขนขนมและของหวานขึ้นมาเสิร์ฟ “กินอะไรหน่อยไหม เอาแรง” ป้างบอกเสียงอ่อน
“ขอบใจ ไม่มีอารมณ์หิวเท่าไหร่” หลินเอ่ยเสียงเบา
แสงเทียนสว่างไสวใต้เพดานต่ำ สะท้อนดวงตาดำขลับของทุกคน อากาศเริ่มเย็นจนต้องเดินสำรวจหาผ้าห่ม กับแหยง ๆ ที่จะต้องเผชิญความกลัวกลางคฤหาสน์ร้างนี้ทั้งคืน
กฤติเอื้อมจับมือหลินใต้โต๊ะ กวินหลบสายตา “ไม่เหนื่อยกันเหรอ…” เขาถามเหมือนจะหาเรื่องพูด
ไม่มีใครขานตอบ ทุกคนเหมือนกำลังกลั้นหายใจรอฟังว่าคำสาปในจดหมายนั้น จริงหรือไม่จริง
เสียงขีดเขียนดินสอแตกดังกรอบ ทุกคนสะดุ้ง ป้างเป็นคนแรกที่ลุกขึ้น “ฉันได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่ข้างบน”
“ณาอยู่ข้างบน…” กฤติสบตากับหลินพลางพยักหน้า
หลินขึ้นบันไดช้า ๆ เสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยดยาวเมื่อเปิดห้องใต้หลังคา ณานั่งขดตัวกอดเข่ามองออกไปทางหน้าต่าง ร่างเขาสั่นน้อย ๆ ไม่ยอมเงยหน้ามองเธอ
“เป็นอะไร”
“ฝันประหลาด…เธอเชื่อไหม ว่าที่นี่เคย…จมน้ำไปทั้งตระกูล” ณาเสียงแหบพร่า สั่นเบา ๆ “มีอะไรบางอย่างอยู่ในน้ำ”
“พรุ่งนี้เช้าค่อยคุยกัน” หลินพูดนิ่ง ๆ แต่เธอเองก็เริ่มหวั่นไหวกับบรรยากาศโดยรอบ
กลางดึก เสียงหวีดหวิวของลมแทรกเข้ามาตามซอกหน้าต่าง กวินนอนหลับตาแต่เหมือนใจยังเดินไปไกล เขานึกถึงการตัดสินใจที่เผลอบังคับเพื่อนเลือกสถานที่นี้ คิดย้อนถึงเหตุการณ์ตอนปีหนึ่งซึ่งเขาทิ้งหลินไว้คนเดียวจนเธอเกือบเสียใจต่อเหตุการณ์ใหญ่ หลินก็ยังไม่ให้อภัย
ความทรงจำนั้นยังแทรกอยู่ในทุกการหายใจ สะกิดให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียงร้องจากห้องใต้หลังคา กวินผงกหัวขึ้น ทุกคนก็ลุกตาม กฤติคว้าตะเกียงนำขึ้นบันได พบหน้าต่างบานหนึ่งเปิดออกเอง
ณายืนแน่นิ่ง ร่างสั่นเบา แววตาไหวระริก “ผู้หญิงในภาพ เธออยู่ข้างนอก…เธอยิ้มให้ผม”
เสียงเงียบเข้าแทน ส่วนป้างหัวเราะกลบเกลื่อน “คงเป็นเงาไม้ล่ะมั้ง ราตรีสวัสดิ์ทุกคน…”
กวินอดสังเกตท่าทางป้างไม่ได้ ราวกับป้างไม่อยากอยู่ที่นี่จริง ๆ ป้างหลบสายตาทุกคน ดูเหมือนกำลังซ่อนบางอย่างอยู่
เช้ามืด ลมหอบกลิ่นเกลือทะเลแรงเข้ามา กฤติลุกขึ้นเป็นคนแรก เดินลงไปเตรียมอาหาร กวินตามออกไป “เมื่อคืนแกฝันอะไรไหม”
กฤติหยุดคิดก่อนส่ายหัว “ฉันนอนไม่หลับ ต่างหาก เธอล่ะ”
“…ฉันรู้สึกผิดที่ชวนทุกคนมา เกรงใจหลินจัง”
“ถ้าฉันไม่เคยเลือกทำอะไรผิดชีวิตคงน่าเบื่อ” กฤติยิ้มจาง ๆ “แต่ผู้หญิงในรูป…ฉันก็ว่าตาเธอเหมือนจะจับจ้องจริง ๆ”
ป้างนั่งจิบกาแฟ มองออกไปทางทะเล ฟังเสียงนกร้อง “ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยมีบ้านริมทะเล แต่มันพังหมดเพราะคลื่นลูกใหญ่…” เขาหยุดพูด กระดกลมหายใจ
ทุกคนต่างเงียบลง ก่อนที่หลินจะถือกระดาษขยับเข้ามาตรงกลาง เธอเผยภาพร่างที่วาดไว้เมื่อคืน “ดูนี่สิ…”
เป็นภาพของหญิงสาวในกรอบรูป แต่เส้นสายที่เกิดขึ้นใหม่ในคืนที่ผ่านมา กลับมีรอยขีดเป็นคำว่า “อยู่ไม่ได้…ถ้าไม่คืนของ” ในภาษาโบราณ
ณาเปล่งเสียงแผ่ว “ของ…อะไร”
หลินจนใจ ส่ายหน้า กฤติอาสา “เราต้องหาคำตอบก่อนจะค่ำนี้”
กวินและป้างออกสำรวจคฤหาสน์ ผ่านห้องเก็บของชั้นใต้ดิน กวินเจอสมุดบันทึกเล่มหนา เขารื้อหน้ากระดาษเก่าออก บันทึกสั้น ๆ ว่า “ถ้าใครพบจงคืนสร้อยสีคราม”
“หา สร้อยยังไง ในที่แบบนี้!” ป้างโพล่งอย่างตื่นตระหนก กวินแหงนมองขึ้น ฝ้าเพดานแตกร้าว เศษฝุ่นปลิวลงรดหัว ทุกคนเริ่มเร่งมือค้นหาทุกซอกซอยภายในคฤหาสน์ เพียงหวังจะพบสิ่งที่เรียกว่า ‘สร้อย’
หลินมองสลับหน้ากวินและป้าง เธอสงสัยในพฤติกรรมป้างซึ่งเริ่มมีทีท่าแปลกขึ้น เขาเดินเลี่ยงห้องใต้ดินเสมอ คำพูดก็กระท่อนกระแท่น
มือป้างสั่นระริกเมื่อค้นใต้เตียง เขาดึงกล่องโลหะใบหนึ่งออกมาอย่างยากลำบาก ทันใดนั้นกฤติก็ผลุนผลันเข้ามา “เธอหาอะไรตรงนี้”
ป้างสะดุ้ง เกือบทำหล่น กวินเข้ามาสมทบสีหน้าสงสัย “ในนั้นอะไร”
ป้างเปิดกล่องด้วยมือสั่น ในนั้นมีสร้อยข้อมือสีฟ้าอ่อน ห้อยจี้คริสตัลทรงหยดน้ำ
“ฉันเจอมันในกระเป๋าตอนซื้อของมือสอง…แต่เพิ่งรู้ว่ามีที่มาแบบนี้” ป้างเสียงสั่นขณะอธิบาย
กฤติถาม “ทำไมไม่บอกแต่ทีแรก!”
ป้างหลบตา “กลัว…จะโดนหาว่างี่เง่า ฉันเอามาตั้งใจเซอร์ไพรส์เพื่อน ๆ แต่ตอนนี้ฉันแค่อยากกลับบ้าน”
ช่วงเที่ยงวันนั้น บรรยากาศเริ่มอึมครึม ทุกคนตกลงกันว่าจะคืนสร้อยที่คฤหาสน์นี้ จังหวะที่ณาเอื้อมรับสร้อยไว้ เสียงโหยหวนดังขึ้นจากห้องโถง หญิงสาวในภาพวาดราวกับกระพริบตา
กระจกสะท้อนเงาดำ ๆ พาดผ่านพื้นห้อง กฤติคว้าตะเกียงไว้แน่น “ทุกคนต้องอยู่ด้วยกัน ห้ามแยก!”
แล้ว…