เสียงกระซิบจากระเบียงเงา
เสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคาเก่า หยดน้ำค่อยๆ ไหลลงผ่านรางน้ำสนิมเขียว สายน้ำลากยาวผ่านหน้าต่างกระจกฝ้า หญิงสาวชื่อ “แพร” หยุดยืนอยู่หน้าประตูหอพักเก่าใจกลางเมือง เธอหลับตา สูดกลิ่นฝุ่นและความชื้นที่แทรกซึมอยู่ในอากาศ แพรกำกุญแจแน่นในมือ ขนลุกวาบโดยไร้สาเหตุ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราต้องเข้าไปจริงเหรอ” เสียงของ “มิ้น” เพื่อนสนิทดังเบาๆ อยู่ด้านหลัง สายตาเธอหลบเลี่ยงหน้าต่างมืดสนิทเหมือนกลัวจะเห็นอะไรในเงา
“ของสำคัญมันยังอยู่ในห้องเดิม ฉันต้องมาเอา” แพรตอบเสียงแข็งแต่ใบหน้ากลับซีดขาว เธอรู้ดีว่ามีบางอย่างในอาคารหลังนี้ที่ไม่มีวันลืมได้
“อย่าอยู่นานนะ” มิ้นกระซิบบอกอีกครั้ง
พวกเธอเดินเข้าไปในโถงทางเดิน แสงไฟจากมือถือส่องทะลุฝุ่นหนา กลิ่นเก่าๆ กับเสียงประตูลั่นกราวทำให้ทุกย่างก้าวเหมือนหลุดไปในช่วงเวลาที่ติดตรึง
เสียงรองเท้ากระทบพื้นซีเมนต์ดังก้อง เหมือนมีเสียงฝีเท้าอีกคู่ตามหลังมา แต่มิ้นหันกลับไปดูก็ไม่มีใคร ทั้งสองยืนนิ่ง หายใจเงียบงัน
“แค่เสียงของเรามั้ง…” มิ้นพึมพำพลางเบียดเข้าใกล้แพร
แพรหยุดหน้าห้อง 402 เธอเสียบกุญแจลงไป ประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนครางเบาๆ ขณะเปิดออก กลิ่นอับคุ้นเคยตีกลับเข้ามาในจมูก เธอเดินนำเข้าไปเปิดไฟ ห้องยังคงเหมือนเมื่อห้าปีก่อนที่เธอจากไป แต่เหมือนมีบางอย่างต่างออกไป
“ของอยู่ในลิ้นชักโต๊ะ” แพรบอกแล้วเดินไปหยิบกล่องเหล็กขึ้นมา ภายในมีเพียงไดอารี่เก่าๆ กับกล่องดนตรีเล็กๆ ที่หยุดเล่นเมื่อหลายปีก่อน
ในขณะที่แพรกำลังเปิดไดอารี่ เสียงกระซิบบางเบาก็ลอยมาตามสายลม “อย่า…กลับมา…”
มิ้นสะดุ้ง หันมองรอบห้อง “ได้ยินมั้ยแพร?”
แพรเงียบ สีหน้ากังวล เธอพยายามเพ่งฟังแต่ได้ยินแค่เสียงฝน มิ้นสั่น น้ำเสียงแผ่วลง “เรารีบไปกันเถอะ”
ทันใดนั้น “พงษ์” เพื่อนชายร่างสูงโผล่พรวดเข้ามาในห้อง “ทำอะไรกันอยู่ตั้งนาน” สีหน้าของเขาแฝงความกระวนกระวายและเหงื่อชุ่มตามขมับ
“นายเข้ามายังไง?” แพรถาม
“ประตูข้างล่างไม่ได้ล็อก ฉันเดินวนรอบตึกแล้ว…เหมือนมีใครมองจากระเบียงฝั่งตรงข้าม”
ความเงียบแผ่ขยาย มิ้นกลืนน้ำลายรู้สึกเหมือนมีสายตานับสิบจ้องมองจากเงามืดนอกหน้าต่าง
“ก็มีแต่เราอยู่เท่านี้” แพรตอบเสียงเบา
ขณะที่ทุกคนพยายามเก็บของ เสียงกระซิบเดิมดังขึ้นอีก “อย่าเชื่อ…ใคร…”
คราวนี้ทั้งสามคนได้ยินพร้อมกัน พงษ์ยืนนิ่ง แพรกับมิ้นมองหน้ากันด้วยความสับสน
“นี่มันอะไร ทำไมต้องกระซิบ” มิ้นถามเสียงสั่น
“ใครแกล้งกันแน่” พงษ์เหลือบตามองแพรอย่างระแวง
แพรส่ายหน้า เธอเปิดกล่องดนตรี กลไกในกล่องขูดกันเบาๆ ทำนองดนตรีขาดห้วงเหมือนหายใจไม่ทั่ว มันทำให้บรรยากาศหนาวเยือกกว่าลมฝนข้างนอก
เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบดังขึ้นถี่ขึ้นเมื่อพวกเขาเดินออกจากห้อง ในขณะที่เดินผ่านโถงทางเดินยาว เสียงประหลาดเหมือนคนลากเท้าตามหลังดังขึ้นทุกย่างก้าว
“อย่าแยกกัน” แพรพูดพลางรวบไหล่เพื่อนทั้งสองแน่น
ไฟฉายส่องไปเห็นเงาคนขยับอยู่ปลายโถง ทุกคนหยุดนิ่ง ลมหายใจขาดห้วง
“มีใครอยู่มั้ย?” พงษ์ตะโกนไปแต่ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงดนตรีจากกล่องในมือแพรดังแผ่วๆ
มิ้นหันไปเห็นประตูห้อง 408 แง้มอยู่ เธอดึงแขนแพร “เราไปทางนี้ได้มั้ย?”
“ไม่” แพรตอบเสียงแข็ง สีหน้ากลัวอย่างปกปิดไว้ เธอรู้ดีว่าห้อง 408 คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายในอดีต
เสียงโทรศัพท์เก่าในโถงชั้นสี่ดังขึ้น ทั้งสามสะดุ้ง ไม่มีใครกล้าเดินไปหยิบ พงษ์กลืนน้ำลาย “จะรับมั้ย?”
แพรลังเล ก่อนจะตัดสินใจหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมา เสียงหายใจช้าๆ แทรกเข้ามาตามสาย ตามด้วยเสียงกระซิบ “ออกไป…”
แพรปล่อยหูโทรศัพท์ตกพื้น ทุกคนชะงัก มองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น
“มันเป็นเสียงผู้หญิง…” มิ้นพูดเบาๆ
“เราควรออกไปเดี๋ยวนี้” พงษ์กระซิบ
แต่เมื่อทั้งสามวิ่งไปที่บันไดหนีไฟ ประตูกลับล็อกแน่น พวกเขาทุบประตูแต่ไม่มีทางออก เสียงกล่องดนตรีหยุดลงทันที ความเงียบปกคลุมทั้งชั้น
มิ้นนั่งลงกอดเข่า น้ำตาคลอ “ฉันไม่ไหวแล้ว”
แพรจับไหล่เพื่อน กลั้นใจ “ขอโทษนะ ฉันไม่ได้บอกพวกนายหมด…ห้องนี้…เคยมีคนตาย”
พงษ์จ้องหน้าแพร “ใคร?”
แพรหายใจลึก “ห้าปีก่อน เพื่อนร่วมห้องฉัน…หายตัวไป ไม่มีใครเจอศพ แต่ทุกคืนจะได้ยินเสียงเคาะระเบียงกับเสียงกระซิบ…”
เสียงเคาะดังขึ้นจริงๆ ที่ระเบียง ทุกคนหันขวับ เสียงนั้นลากยาวเหมือนเล็บขูดบนไม้
“เราต้องหาให้เจอว่ามันคืออะไร” พงษ์พูด สีหน้าเครียด
ขณะเดินออกจากห้อง 402 ไปยังระเบียง แสงไฟฉายสะท้อนเงาบางอย่างบนกำแพง เงานั้นสูงผิดปกติและบิดเบี้ยวไปมาราวกับมีชีวิต
เมื่อเข้าใกล้ระเบียง กลิ่นเหม็นเน่าโชยมาเหมือนกลิ่นอับของสิ่งที่ถูกซ่อนไว้นาน มิ้นร้องไห้ “เราไม่ควรมาเลย…”
บนพื้นระเบียงมีเศษกระดาษเก่าเปื้อนเลือดจางๆ เขียนด้วยมือสั่น “ช่วย…ฉัน…”
พงษ์มองแพรอย่างกล่าวหา “นี่เธอปิดบังอะไรจากเรากันแน่?”
แพรตัวสั่น พยายามตั้งสติ “ฉันจำอะไรบางอย่างไม่ได้…คืนนั้นมีแค่ฉันกับเธอในห้อง แล้วเธอก็หายไป…”
เสียงกระซิบอื้ออึงรอบตัว “อย่าลืม…อย่าลืม…”
ไฟในโถงกระพริบ ทุกคนรีบกลับเข้าไปในห้อง 402 ประตูปิดเองอย่างแรง ล็อกจากข้างใน
มิ้นเริ่มหวาดกลัวขั้นสุด “แพร เธอต้องพูดความจริง!”
แพรน้ำตาไหลพราก เธอเปิดไดอารี่หน้าสุดท้าย พบกระดาษเขียนด้วยลายมือของคนที่หายตัวไป “ฉันเห็น…พวกนั้น…พิธีกรรมในห้อง 408”
“พิธีอะไร?” พงษ์ถาม สีหน้าซีดเผือด
แพรสั่น “ฉัน…ฉันไม่แน่ใจ ฉันจำแค่เสียงกระซิบกับกลิ่นเทียนดำ…”
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบห้อง “ออกมา…ออกมา…”
ไฟดับ ทุกอย่างมืดสนิท เสียงหายใจแผ่วๆ ดังใกล้ๆ
ทันใดนั้น มีเงาดำรูปร่างผิดธรรมชาติปรากฏข้างหลังแพร มันยืนนิ่ง ไม่ขยับ
“มิ้น อยู่ข้างหลัง!” พงษ์ตะโกน
แต่เมื่อมิ้นหันกลับไป ไม่มีอะไร เธอร้องไห้ “เรากำลังจะตายที่นี่ใช่มั้ย…”
แพรดึงสติมาอ่านไดอารี่ต่อ “…อย่าไว้ใจใครในที่นี้…”
พงษ์เริ่มมีท่าทีแปลกๆ มือกำแน่นจนข้อขาว “ถ้างั้นใครเป็นคนฆ่าเพื่อนเธอ?”
แพรสั่นหัว “ไม่ใช่ฉัน…”
เสียงเคาะระเบียงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แรงขึ้นเหมือนเรียกให้เปิดหน้าต่าง
มิ้นกัดฟัน “เราไม่มีทางเลือก ต้องเปิดดู”
แพรเดินไปช้าๆ มือสั่นเทา เธอค่อยๆ เปิดหน้าต่างระเบียงออก ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามา
นอกระเบียงมีรอยเลือดเป็นทางยาวไปยังห้อง 408
เสียงกระซิบดังขึ้น “จบทุกอย่างที่นั่น…”
ทั้งสามมองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังห้อง 408
โถงทางเดินเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจของแต่ละคนที่ขาดห้วง
เมื่อมาถึงหน้าห้อง ประตู 408 แง้มเองช้าๆ เผยให้เห็นแสงไฟสลัวและกลิ่นเทียนดำแรงกล้า
ข้างในมีวงเทียนขีดบนพื้น และในกลางวงเทียนมีสมุดจดเล่มหนึ่งวางอยู่ แพรเดินเข้าไปหยิบขึ้นมา
ภายในสมุด มีภาพวาดคนไร้หน้าและข้อความ “อย่าทำซ้ำ อย่าเรียกมันออกมา”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังสนั่น เงาดำทมิฬรูปร่างบิดเบี้ยวลุกขึ้นจากเงามืดในห้อง พวกเขาทั้งสามถอยกรูดติดกำแพง
“ถ้าไม่จบพิธี มันจะไม่ไป” แพรพูดเสียงสั่น
พงษ์กับมิ้นต่างลังเล แต่สุดท้ายก็ร่วมมือกันทำลายวงเทียน สมุดและทุกสิ่งในห้อง เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นราวกับโลกทั้งใบสั่นสะท้าน
แสงไฟฉายดับวูบ ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงัด ก่อนจะได้ยินเสียงกล่องดนตรีดังขึ้นแผ่วเบา…
แพรตื่นขึ้นมาในห้อง 402 อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครอยู่ข้างๆ เธอได้ยินเสียงหายใจของตัวเองสะท้อนในความเงียบ
เงาดำยังอยู่ที่ขอบระเบียง มันยืนจ้องเงียบๆ ราวกับรอให้เธอเลือกว่าจะยอมเผชิญหน้าหรือหนีไปตลอดชีวิต
แพรหลับตา น้ำตาไหลช้าๆ เสียงกระซิบสุดท้ายดังขึ้นในหัว “อย่า…ลืม…ฉัน…”
เสียงกล่องดนตรีเงียบลง ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ…