หอพักซอยแปด: วันซวยของวรุตม์
เสียงออดดังสนั่นดึกสงัดในหอพักซอยแปด วรุตม์สะดุ้งลุกพรวดจากเตียง ร่างผอมสูง หน้าตาเคร่งเครียด แววตามีแต่ความวิตก เขารีบเดินกึ่งวิ่งไปเปิดประตู หัวใจเต้นตึก ๆ นึกภาพพี่หอจะมาเช็คของต้องห้ามไม่ถูก หน้าห้องฝั่งตรงข้าม ศุภชัย เพื่อนร่วมห้องผู้ขี้หลับยังนอนกรนคร่อก ๆ ไม่มีใครขยับ เว้นแต่เสียงเกาตัวเองยุกยิก ๆ ของเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใครมาเวลานี้วะ” วรุตม์พึมพำขณะกลั้นใจบิดลูกบิด พลันเจอกับสายตาปราดเดียวของเนตร พี่วินหอพักหน้าตาฉุนเฉียว สวมเสื้อเก่าโทรมกับผ้าขนหนูผืนเล็กพาดคอ “น้อง น้องเห็นสายไฟพัดลมโผล่หน้าห้องไหนมั่งมั้ย? นี่มีคนบ่นจะย้ายเพราะไฟกระตุกคืนนี้”
วรุตม์ตาโต เหงื่อแตก เขาผุดความคิดว่า พี่วินจะมาไล่ตรวจหาของผิดกฎที่ตัวเองซ่อนไว้ (ฟองน้ำล้างจาน ที่ลักลอบในตู้เย็นนานนับเดือน) วรุตม์หน้าเสีย อึกอักตอบ “เอ่อ…ไม่เห็นครับ ๆ …แต่ถ้าเจอเดี๋ยวบอกนะครับ!”
เนตรเหลือบตามองราวกับสงสัย แต่ก็เดินต่อไปชั้นถัดไป วรุตม์หันปิดประตูแทบไม่ทัน เขารีบปลุกศุภชัย “ไอ้ซุป ตื่น! พี่วินจะมาตรวจห้อง! ของผิดกฎ! พวกเราซวยแน่!”
ศุภชัยลืมตา ฝืนขยี้ตาอย่างคนยังไม่ตื่น “ตรวจก็ตรวจดิ ของผิดกฎเรามีเหรอ? แกเครียดอะไรวะเนี่ย”
“ฟองน้ำไง! ฟองน้ำอันนั้นที่ฉันเอาไปซ่อนในตู้เย็น! ลืมเปล่าวะ? แล้วไส้กรอกหั่นค้างไว้ในกล่องครีมก็ผิดด้วยนะ! ถ้าพวกนั้นหาเจอ เราอาจโดนปรับย้ายห้องเลยนะ!”
ศุภชัยกลอกตา หยิบหมอนฟาดหน้า “นี่มันแค่ฟองน้ำกับไส้กรอก ฉันว่าพี่วินไม่แคร์ขนาดนั้นมั้ง…หรือจะซ่อนในที่ซ่อนใหม่ เอาให้แนบเนียนไปเลยมั้ย?”
“ต้องซ่อนใหม่! ห้องนี้ต้องสะอาดกริ๊บ!” เสียงของวรุตม์สั่นระรัว แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ “ฉันไม่อยากโดนปรับ ไม่อยากให้แม่ว่า…”
วรุตม์เดินวนขว้างของลงในกระเป๋าเป้ รีบวางแผนการอพยพข้าวของผิดกฎทันที ศุภชัยกึ่งขำกึ่งหงุดหงิด ตัดปาก “จะอะไรกันหนักหนา ไม่มีใครสนใจเรื่องฟองน้ำแล้วมั้ง!”
เสียงทุบประตูชั้นบนสุดดังลั่นลงมา วรุตม์สะดุ้งอีก ใช้โอกาสนั้นลากศุภชัยเดินบึ่งออกจากห้องอย่างรีบเร่ง เหน็บกระเป๋าเป้และถุงปริศนาเดินคู่ลงบันได โดยที่ลืมปิดไฟ จุดเริ่มวุ่นวายก็เกิดขึ้น
เดินถึงชั้นล่างก็ต้องเจอกับช่อฟ้า เพื่อนสาวหน้ากวนประจำหอ ห้องตรงข้าม ยืนเอามือกอดอกพร้อมกล่องขนมขบเคี้ยว “ซ้อมวิ่งหนีกองซ้อมจับขโมยเหรอพวก?”
วรุตม์ปาดเหงื่อ เงยหน้าพูดเสียงสั่นแต่พยายามมั่นใจ “คือ…เราแค่เอาของไปให้เพื่อนข้างนอกหอน่ะ…” ศุภชัยแย้มยิ้มฝืน ๆ “อยากลองออกกำลังกายรอบดึกดูน่ะ เอาไว้จะชวนบ้าง”
ช่อฟ้าวางกล่องขนม เสียงกวนประสาทเทียบกับอาการขบขัน “นึกว่าหนีอะไรกันมา ข้างบนเนตรจะถามเธอว่ามีใครฝังสายไฟใต้พรมมั้ยนะ เออ สายไฟนะ ไม่ใช่ขนมเธอ”
วรุตม์กลืนน้ำลาย เข้าใจผิดหนัก ยิ่งโน้มเอียงไปในความคิดว่าต้องมีการตรวจใหญ่ ช่อฟ้าเดินเข้าไปหา มองสองคนแล้วถาม “จะให้ฝากอะไรอีกมั้ย? หรือแอบลักลอบขนของกินยามวิกาล?”
“ไม่ใช่! เออ…ใช่ เอ้า ไม่ใช่!” วรุตม์ตอบติดขัด ศุภชัยหัวเราะแห้ง “ไอ้นี่มันพูดยาก เธอไปนอนเถอะ เดี๋ยวเรื่องนี้เดี๋ยวก็ผ่าน…”
ทั้งสามยืนนิ่งในความประหลาดใจ ก่อนจะเดินออกหอไปพร้อมกัน เสียงสนทนาเบา ๆ ของนักศึกษาห้องข้าง ๆ ดังลอดออกมา “เมื่อกี้เหมือนกลิ่นไส้กรอกไหม้ลอยมา หรือเราคิดไปเอง”
วรุตม์หน้าเสีย ยิ่งกลัวความซวยจะมาเยือน ช่อฟ้าแย้มยิ้มขำ ๆ “ขอให้โชคดี เจอพี่วินคราวหน้าก็อย่าตอบมั่วล่ะ เดี๋ยวจะยิ่งซวยนะ!”
ทั้งสามหันหลังกลับเข้าหอ ศุภชัยกระซิบเบา ๆ “ฉันว่าตอนนี้เราซวยเพราะคิดมากไปเองว่ะ”
วรุตม์ถอนหายใจ นึกในใจ “แต่ฟองน้ำกับไส้กรอกนั่นมันผิดจริงนี่หว่า”
คืนนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการเดินวน ซ่อนของ เคาะประตูผิดห้อง และเจอเพื่อนหน้าใหม่จากบ่อย่างฝุ่นที่ถูกลากหัวไปด้วย
วันรุ่งขึ้น บรรยากาศหอพักยังเต็มไปด้วยความเครียด วรุตม์ยังไม่วางใจ คอยสังเกตสายตาเนตร ด้วยกลัวความผิดจะถูกเปิดเผย ศุภชัยเอามือเท้าคาง ลากเสียง “ใจเย็น ฉันว่าพี่วินกับช่อฟ้าแค่หาเรื่องคุยเองแหละ แกคิดไปเอง”
แต่จู่ ๆ พี่วินเดินเข้าห้องโถงด้วยน้ำเสียงจริงจัง เล็งสายตาไปหาทั้งสาม “เมื่อคืนใครแอบเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งคืน เห็นแสงลอดประตูฝั่งพวกนายเนี่ยล่ะ ระวังนะพลังงานแพง!”
ศุภชัยเถียงกลับติดตลก “ไม่ใช่ซุปนะครับ! พวกเราประหยัดกันจะตาย ไฟปิดหมด!”
วรุตม์หน้าเหวอ นึกได้ว่าตัวเองลืมปิดไฟเมื่อคืนนี้ ช่อฟ้าตบหลังเสียงดัง จนวรุตม์สะดุ้ง “เรียบร้อยละ ซวยต่อเนื่อง คนระแวงนี่มักพลาดเพราะระแวงเอง”
ขณะที่ทุกคนพากันหัวเราะ ทันใดนั้นมีเสียงหม้อหุงข้าวระเบิดจากห้องถัดไป กลิ่นไหม้คลุ้ง ศุภชัยตะโกน “อย่าบอกนะ! ไส้กรอกของแก!”
วรุตม์หน้าซีดรีบวิ่งไปเปิดหม้อ เจอกล่องครีมไหม้ข้างใน เสียงหัวเราะของเพื่อนดังขึ้นพร้อม ๆ กัน
หลังเหตุการณ์วันซวย วรุตม์เริ่มมองความวุ่นวายด้วยสายตาใหม่ ช่อฟ้าวางมือลงบนไหล่ “จะแก้ปัญหาอะไรก็ค่อย ๆ ไปนะ พลาดกับพังมันใกล้กันนิดเดียว” ศุภชัยยิ้มขำ “ครั้งหน้าซ่อนไส้กรอกในบ้านฉันดีกว่า อย่างเก่งก็โดนแม่ฉันดุ ไม่ไหม้หม้อคนอื่นแน่ ๆ”
วรุตม์ยิ้ม แม้จะเหนื่อยแต่รู้สึกโล่งใจ “ซวยหรือไม่ซวย มันอยู่ที่เราคิดเองครึ่งหนึ่งวะ ที่เหลือให้เพื่อนช่วยขำ”
เมื่อพระอาทิตย์ตก วรุตม์ ศุภชัยและช่อฟ้านั่งดูซีรี่ส์(ลิขสิทธิ์ถูก) บนโซฟาเก่า ๆ ร่วมกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เบาสมอง วรุตม์หยิบฟองน้ำก้อนใหม่ออกมา ทุกคนร้องพร้อมกัน “อย่าเอาเข้าตู้เย็นนะ!”
เสียงหัวเราะลั่นหอพักซอยแปดในวันซวยกลายเป็นเรื่องเล่าขำ ๆ ที่ไม่มีวันลืม