ฤดูร้อนของเรา
เสียงเปียโนในห้องซ้อมเดิมของชมรมดนตรีเงียบกริบ เพลินจ้องคีย์โน้ตที่ค้างอยู่ปลายนิ้ว หมวกแก๊ปบนหัวโยกตามแรงถอนหายใจ ก่อนหมุนตัวเดินไปทิ้งตัวบนโซฟาตัวเก่า ท่ามกลางแดดฤดูร้อนที่กระแทกผ่านกระจกบานใหญ่จนวัสดุผิวด้านอุ่นจัด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์ดังแผ่ว เพลินเหลือบดูเป็นสายจากบาส เพื่อนสนิทที่เบื่อจะถามซ้ำ ๆ ว่า “แกโอเคไหม?” เธอสไลด์วางสายแล้วยืดขายาว ๆ ออก เงียบ… แต่ในใจกลับมีบางอย่างโถมซ้ำ
แชทชมรมขึ้นแจ้งเตือนหัวข้อ ‘หาคนช่วยติว ธันวา’ เพลินหัวเราะในลำคอ บาสพิมพ์ ‘ช่วยหน่อย เดี๋ยวไม่จบกันทั้งคู่’ เพลินส่งอีโมติคอนกลอกตาไป เธอไม่รู้มากนักเกี่ยวกับธันวา นอกจากว่าเขานิ่ง ๆ ไม่สุงสิงกับใคร วิชานี้เป็นวิชาสุดท้ายก่อนจบ
เสียงตึกตักตกลงบนพื้นคอนกรีตขณะเดินเข้าตึกเรียน เพลินสะพายกระเป๋าครึ่งหลวมครึ่งแน่น หลบพวกปีหนึ่งที่มุงกดมือถือหน้าโถง เธอเจอธันวายืนรอ คิ้วขมวดนิด ๆ เมื่อเห็นเธอ
“เพลินใช่ไหม” ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ
“ใช่ เรามาติวกันเลยไหม?” เพลินเสพห้องว่างไกลคน เงาที่ธันวาสะท้อนบนกระจกเหมือนเขาลบตัวเองจากโลก
บทสนทนาสั้น ๆ คลุมเครือ เพียงหน้ากระดาษกับสมุดจด เงียบจนได้ยินเสียงจิ้มปากกา เพลินชำเลือง บางครั้งธันวาเงยขึ้นมอง แต่ไม่พูด เธอแซว “ถ้าหลับจะไม่ปลุกนะ”
“ไม่ได้หลับ…แค่คิด” ธันวาตอบสั้น ๆ เว้นจังหวะไว้ ก่อนก้มลงต่อ
ตลอดชั่วโมงแรก ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีคำชม มีแต่ความเงียบ กับอากาศร้อน ๆ ที่ไม่มีใครเปิดแอร์
หลังติว เพลินหยิบขวดน้ำแล้วเอ่ย “เหนื่อยไหมวันนี้”
ธันวาเว้นวรรค เงยหน้าช้า ๆ “ไม่นะ…แต่ตอนนี้เหมือนต้องหายใจลึก ๆ ตลอด” เขาเหม่อมองกระจก
วันถัดมา ธันวากินกาแฟเย็น ไม่ใส่น้ำตาล เพลินงง “กินขม ๆ ทำไม”
“จะได้ตื่น” ธันวาไม่สบตา บางทีดูเหมือนเขามีอะไรกักอยู่ในใจ
หลายวันผ่านไป เพลินตั้งใจอธิบาย ท่าทีจริงจังน้อยลง หัวเราะเหนื่อย ๆ กับโจทย์ที่ซ้ำเดิม เธอหยิบชีทยื่นให้ธันวา นิ้วเขาแตะชีทช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบ มีเพียงเสียงพัดลมไร้เรี่ยวแรง
บางทีเพลินก็อยากถามอะไร แต่กลับกลัวความจริงที่อาจจะเปลี่ยนความสัมพันธ์นี้ไปตลอดกาล
บาสแอบมาโผล่หลังคาเฟ่ที่เพลินใช้ติว “บรรยากาศอย่างนี้ไม่สนิทได้ไงวะ” เพลินค้อนกลับ “เค้าเงียบจะตาย แกจะรู้ได้ไง”
“แต่แกชอบเวลานั่งเงียบกับใครสักคนไม่ใช่เหรอ” บาสว่าก่อนเดินจากไป
คืนนั้น เพลินเล่นเปียโนที่ชั้นล่างบ้าน ได้ยินเสียงประตูเปิดพ่อเดินเข้ามา ตบไหล่เธอเบา ๆ “ใกล้จบแล้วสินะ”
เพลินนิ่งไป ก่อนยิ้มแหย ๆ “หนูยังไม่แน่ใจเลยพ่อ ว่าชีวิตต่อไปจะเป็นยังไง”
“ไม่ต้องรู้ทุกอย่างตอนนี้ก็ได้นี่” เสียงพ่อแผ่ว เพียงแต่ในใจเพลินไม่ง่ายแบบนั้น เธออยากไปเรียนต่อ อยากหาสิ่งใหม่ แต่ก็กลัวการทิ้งสิ่งเดิม
เช้าวันหนึ่ง ระหว่างเดินผ่านสนามฟุตบอล เพลินเจอธันวากำลังถ่ายรูปอยู่
“ไม่เคยรู้ว่านายถ่ายรูปเป็นเหมือนกัน” เพลินแซว ธันวาหัวเราะเบา ๆ ในรอบหลายวัน “แค่ปีสุดท้ายน่ะ…อยากเก็บความทรงจำไว้บ้าง”
“นายไม่เคยเล่าว่าอยากไปไหนต่อ” เพลินเก็บมือไพล่หลัง รอคำตอบ
ธันวาเงียบ ทิ้งกล้องไว้ในมือ “ยังไม่รู้เหมือนกัน…บ้านเราอยากให้กลับไปช่วยงาน แต่มันไม่ใช่ฝันเราเท่าไหร่”
อากาศเย็นช่วงเย็น พวกเขานั่งข้างกันบนขอบทางเท้า พูดน้อยลง ความใกล้กันถี่ขึ้น วังวนของนิสัยและความรู้สึกสับสนเริ่มไขว้กันเงียบ ๆ
เพลินสอนโจทย์ อยากขำกับคำตอบผิด ๆ แต่เธอกลับรู้สึกเอ็นดูมากกว่ากวนใจ
“จะว่าไป นายเคยทำอะไรบ้า ๆ บ้างไหม” เธอถามอยู่ดี ๆ ระหว่างอารมณ์เบาสบาย
ธันวายิ้มจาง ๆ “น่าจะเวลานี้แหละ…เข้าชมรมติวกับคนที่ไม่เคยรู้จักดี”
คำพูดเหมือนเล่นแต่แฝงความเอาใจใส่ เพลินใจเต้นแปลก ๆ หัวเราะกลบเกลื่อน “สนุกมั้ยล่ะ”
“แล้วแต่วัน” ธันวาพูดเสียงเบา เหลือบตามองเพลินครู่หนึ่ง ก่อนเบือนสายตา
วันหนึ่งเพลินได้รับเมสเสจจากธันวา “ช่วยอยู่เป็นเพื่อนในวันสอบได้ไหม?” เธอตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว เธออยากเป็นที่พึ่งให้เขามากขึ้นเรื่อย ๆ
หลังสอบเสร็จ ธันวาหายหน้าไปหลายวัน เพลินรู้สึกว่างเปล่าแต่ไม่กล้ายอมรับ เธออ่านแชทเดิมซ้ำ ๆ ทำทีว่าไม่ใส่ใจ
จนบาสโทรมา “แกเครียดเรื่องเขารึเปล่า?”
“เปล่าสักหน่อย!” เพลินสวนทันควัน
“คนที่คิดถึงมักพูดว่าไม่ได้คิดถึงน่ะ” บาสแซว ก่อนวางสาย
เย็นวันหนึ่งธันวาโผล่มาหน้าชมรมดนตรี เขายืนเงียบอยู่นาน เพลินเปิดประตู เอ่ยน้ำเสียงสั่น ๆ “มีอะไรเหรอ…”
ธันวายืนก้มหน้า ถือกระดาษตอบรับงานที่บ้าน มือสั่นเล็กน้อย
“เรา…คิดว่าจะไปลองทำงานที่บ้านดู” เสียงเขาแผ่วลง “แต่ก็ไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่อยากทำจริง ๆ”
เพลินรู้สึกเหมือนใจหวิว ไม่รู้จะพูดปลอบหรือลากัน เธอนิ่ง “นายไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้”
“แต่เวลามันไม่รอเรานี่สิ” ธันวายิ้มเศร้า
คืนนั้นเพลินร้องไห้เล็ก ๆ เธอเริ่มยอมรับว่ากลัวการสูญเสียและกลัวความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคยคิด
วันประกาศผลสอบ ธันวาผ่าน เพลินแอบกระโดดกอดเขาอย่างลืมตัว ก่อนกลับมายืนห่างขันนิ้ว
ทั้งคู่หัวเราะกลบความเขิน จังหวะเงียบยาวอยู่พักใหญ่ เธอกล้าสบตาเขาครั้งแรก “นาย…จะกลับบ้านแล้วใช่ไหม”
ธันวาพยักหน้า “ใช่…แต่ไม่รู้ว่าต้องกลับไปนานแค่ไหน”
เพลินจำใจส่งยิ้มกล้าแกร่ง “ถ้าคิดถึง…กลับมาหาเราก็ได้นะ” เธอพูดเหมือนไม่มีอะไรแต่อีกใจหนึ่งสั่นระริก
“ถ้ามีคนรออยู่ จะพยายามกลับมา” ธันวาว่า
ฤดูร้อนที่ร่มไม้เรียงรายริมถนนแคบ ๆ พวกเขาเดินเคียงกันช้า ๆ เพลินกล้าคุยเรื่องอนาคตที่กลัว ธันวายิ้มบาง ๆ ให้กำลังใจเธอเช่นกัน
ก่อนจะแยกกันในวันที่ร้อนที่สุด ธันวาถามเบา ๆ “เพลิน…นายกลัวอะไรที่สุด”
“กลัวการไม่ได้เจอนายอีก” เพลินกลั้นน้ำตาได้แค่ครึ่ง
ธันวาเงียบไปนาน ใบหน้าสั่นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเสียงเบา “จริง ๆ ก็เหมือนกัน”
ทั้งคู่ต่างยอมรับความกลัว เสียงหัวเราะระหว่างน้ำตาของเพลินกลั่นออกมาเบา ๆ
หลังจากนั้นสองปีระยะทางและเวลาทดสอบความอดทน ส่งข้อความกันประปราย มีบางวันแต่มุมมืดของความคิดถึง ทุกครั้งที่เพลินเล่นเปียโนใจลอยนึกถึงเขา
วันหนึ่งในฤดูร้อน เพลินกลับมาเล่นเปียโนที่ชมรมเดิม เงามีคนแปลกหน้ายืนหน้าประตู—แต่ไม่ใช่คนแปลกหน้า ธันวายืนอยู่ พร้อมกล้องถ่ายรูปเก่าใบหน้าเจื่อน ๆ
“กลับมาแล้วเหรอ” เพลินถามเสียงสั่น
ธันวายิ้มกว้าง “บอกแล้วถ้ามีคนรอ จะกลับมา”
ฤดูร้อนครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางเปียโน เสียงหัวเราะ และความผูกพันที่ต่างเติบโตขึ้นจากการกล้าที่จะเผชิญกับความกลัวและความฝันของตัวเอง