ฟ้าสีเทา เหงาใจที่ปลายฝัน
เสียงเครื่องถ่ายเอกสารดังอยู่เหนือศีรษะในเช้าวันจันทร์ที่ออฟฟิศชั้น 14 อิงฟ้ายืนนิ่งอยู่หน้าเครื่องนั้น มือขยุ้มกระดาษรายงานที่ติดกัน เป็นวันแรกของโปรเจกต์ใหม่ที่เธอลุ้นหนัก เพื่อโอกาสเป็นหัวหน้าทีม เธอหันไปเห็นชายหนุ่มท่าทางเคร่งขรึมในเสื้อเชิ้ตแขนยาว เนคไทสีหม่นกำลังกรอกกาแฟใส่แก้วกระดาษพลางลอบมองมาทางเธอ แต่ก็เมินสายตาทันทีเมื่อตาสบกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษค่ะ…เครื่องถ่ายเสียอีกแล้วเหรอ?” ธันวาถามเสียงต่ำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ตาเขามองเลี่ยงออกข้าง ไม่กล้าจ้องนาน
“ใช่ค่ะ ตั้งแต่เดือนที่แล้วก็เป็นแบบนี้ ใครก็ไม่ซ่อมเสียที” อิงฟ้าวางแก้วน้ำพลาสติกลงบนโต๊ะข้างเครื่อง มือเรียวลูบผมหลังใบหู แล้วมองหน้าจอเครื่องถ่ายอย่างหมดแรง
“ถ้ารอไม่ไหว ส่งไฟล์มาให้ผมสิ เดี๋ยวผมจัดการที่ฝ่ายเทคนิคให้”
อิงฟ้าเงียบชั่วครู่ เธอไม่ค่อยกล้าขอร้องใคร เพื่อนร่วมงานต่างรู้ดีว่าเธอเป็นคนเงียบขรึม เธอส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะ เดี๋ยวรอไหว ฉันชินกับการรอแล้ว” เธอยิ้มบาง ๆ พลางหลบตา
ธันวาลังเล เขากำลังเดินจากไปอยู่แล้ว แต่กลับหยุดชั่วขณะหนึ่ง “บางที…คุณควรเปลี่ยนชินเป็นอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง” เขาพูดติดตลก แม้รอยยิ้มจะไม่ชัดเจนบนริมฝีปาก
วันนั้นอิงฟ้ามองตามหลังของธันวา เธอไม่ได้คิดมากอะไร แต่พอกลับไปที่โต๊ะก็หยิบเรื่องที่เขาพูดมานั่งคิดทั้งวัน
โปรเจกต์ใหม่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นงานที่ทั้งอิงฟ้าและธันวาต้องเป็นหัวหน้าร่วมของทีมต่างแผนก สายตาระหว่างสองคนจึงประสานบ่อยขึ้น ทุกครั้งที่ประชุมความขัดแย้งเล็ก ๆ ก็มักแฝงมากับไอเดียใหม่ ๆ
“ผมคิดว่าควรใช้แนวทางดิจิทัลมากกว่านะครับ ส่วนลูกค้าต้องการโซลูชั่นเฉพาะทาง ถ้าเรายึดหลักสูตรเดิมของบริษัท จะไม่โดดเด่น” ธันวามองจอพรีเซนต์ มือวางปากกาแน่น
“แต่บริษัทให้ความสำคัญกับแบบแผนมาตลอด การฉีกนอกกรอบแบบนั้น จะเสี่ยงไหมคะ?” อิงฟ้านั่งหลังตรง ความตึงเครียดระหว่างคิ้วเธอก่อรูป
เจ้านายสาววัยกลางคนมองการแลกเปลี่ยนอย่างพอใจ “ฉันคิดว่าแนวคิดผสมผสานของคุณทั้งสองคือสิ่งที่เราต้องการ ลองเอาไอเดียมารวมกันนะ”
สิ้นเสียงประชุม อิงฟ้าออกเดินจากห้องเร็ว ๆ ธันวาเดินตามแต่ไม่กล้าทัก เธอแวะซื้อกาแฟสดที่ร้านในตึก แล้วนั่งลงที่โต๊ะริมกระจก ธันวาเดินเข้ามาเงียบ ๆ วางแฟ้มลง เบาเสียง “ขอบคุณสำหรับดีเบตเมื่อกี้—คุณยืนยันในสิ่งที่คิด ผมชอบแบบนั้นนะ”
อิงฟ้าทำหน้าแปลกใจ ปกติเขาชอบค้านเธอ หรือบางทีก็ประชด “แต่คุณเองก็แน่วแน่เหมือนกัน ไม่น่าจะต้องชมฉันหรอกค่ะ”
ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนที่จะเงียบลง ต่างคนต่างพยายามมองทิวทัศน์ข้างนอก หลบสายตากันเอง พวกเขาคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวจนวางใจเรื่องสนทนาไม่เก่ง
ในเย็นวันนั้น อิงฟ้านั่งมองรายงานโปรเจกต์จนดึก โทรศัพท์ของเธอสั่นขึ้น เป็นไลน์จากธันวา “ถ้าเจอปัญหาอะไร ยินดีรับฟังทุกเรื่องนะครับ” อิงฟ้านิ่ง มองจออยู่นาน ลังเลว่าจะตอบหรือไม่ ก่อนจะพิมพ์สั้น ๆ “ขอบคุณค่ะ คืนนี้ขอเวลาคิดคนเดียวก่อนนะ”
วันต่อมา งานในออฟฟิศเริ่มเพิ่มขึ้น ธันวาตั้งใจทำงาน แต่บ่อยครั้งก็หันมามองอิงฟ้าที่กำลังจดจ่อหน้าคอมพิวเตอร์ ในบางจังหวะ เขาอยากเข้าไปช่วย แต่กังวลว่าเธอจะเกรงใจหรือคิดมาก
ช่วงหนึ่งขณะที่ทั้งสองอยู่ลิฟต์กันสองคน เสียงเงียบปกคลุม “คุณ…เคยอยากทำอะไรแต่กลัวจนไม่กล้าลงมือมั้ยครับ?” ธันวาถาม เบือนตาออกจากดวงตาของเธอ
“ทุกวันค่ะ” อิงฟ้าตอบเสียงเบา เธอยิ้มจาง ๆ ก่อนจะสูดลมหายใจ “ฉันกลัวเรื่องที่บ้านไม่ยอมรับ ไม่ว่าจะฝันอะไรก็ต้องปิดบังไว้เสมอ”
ธันวามองเธอด้วยความเข้าใจ “ผมก็เหมือนกัน พ่อผมอยากให้ผมรับช่วงอู่ซ่อมรถ เพื่อน ๆ ก็คิดว่าผมอยู่แค่เบื้องหลังบริษัทใหญ่โต ผมหนีความคาดหวังมาตลอด” เงียบไปครู่หนึ่ง “แต่บางที…มันอาจไม่แย่ที่จะกล้าทำอะไรสักอย่าง”
คืนหนึ่งหลังเลิกงาน อิงฟ้าเดินออกจากตึกโดยมีธันวาเดินออกมาด้วย แสงไฟถนนทอดเงายาว ธันวาถาม “คุณเคยนั่งฟังเพลงเงียบ ๆ ริมน้ำไหมครับ?”
“เคยค่ะ…แต่ตอนนั้นนั่งคนเดียว” น้ำเสียงฟังดูเหงา
“อยากลองกับใครสักคนมั้ย?” เขาพูดเบา ๆ เหมือนชวนในเชิงเพื่อนมากกว่าชู้รัก อิงฟ้ามองหน้าเขา พยักหน้าเฉย ๆ แล้วทั้งคู่เดินไปฝั่งแม่น้ำใกล้บริษัท นั่งข้างกันโดยไม่พูดอะไร นอกจากเสียงเพลงลอยจากมือถือของเขา
อาทิตย์ผ่านไป ความสนิทค่อย ๆ ขยาย พวกเขามักช่วยเหลือกันในงาน แลกเปลี่ยนความคิดแบบไม่ต้องกลัวถูกตัดสิน นาน ๆ ทีทั้งสองก็จะหลุดหัวเราะหรือแซวกันบ้าง ทั้งที่ต่างคนต่างมีเปลือกหนา
คืนหนึ่งที่ฝนตกหนัก อิงฟ้ารอฝนซาอยู่หน้าตึก ธันวากางร่มยื่นให้ “ไปด้วยกันไหม? เดี๋ยวผมเดินไปส่งที่รถ” เธอรับร่มอย่างลังเล แต่ในที่สุดกลับเดินช้า ๆ ตามเขา พวกเขาเดินด้วยกันเป็นระยะทางสั้น ๆ พูดคุยกันเรื่องอาหารจานโปรดและวันหยุดในฝัน
ระหว่างเดิน ธันวาลังเลจะจับมือ แต่ก็ทำเพียงกุมร่มแน่น อิงฟ้ามองมือเขาสั้น ๆ เหมือนรับรู้ แต่ไม่มีใครพูดอะไรจนถึงรถของเธอ
คืนหนึ่ง อิงฟ้านั่งจิบชาร้อนอยู่ในคาเฟ่ โทรศัพท์มีสายเข้าจากแม่ “ลูกอยากเป็นหัวหน้าทีมหรือฝันจะเป็นศิลปิน? แม่อยากให้คิดดี ๆ นะ การมีครอบครัวมั่นคงสำคัญกว่า” เสียงแม่กดดันแผ่วเบาทำให้เธอเงียบไป ไม่กล้าพูดความในใจ
วันถัดมา ในประชุมทีม มีความขัดแย้งเรื่องการเลือกวิธีนำเสนอผลงาน ธันวาต้องการนำเสนอแบบเปิดเผยความคิดใหม่ ส่วนอิงฟ้ากังวลกับรูปแบบเดิมที่ปลอดภัย “ถ้าเราทำผิด คุณไม่กลัวเหรอ?” เธอถามเขาในห้องประชุม
“กลัวครับ แต่ถ้าไม่ลอง เราอาจไม่ได้อะไรมากกว่านี้” ธันวาตอบเสียงหนักแน่น ทั้งห้องเงียบ ต่อจากนั้นทั้งคู่จึงตกลงใจนำความคิดของทั้งสองมาผสมกัน
คืนก่อนวันนำเสนองานใหญ่ ธันวานั่งกับอิงฟ้าบนดาดฟ้าตึก เงียบอยู่นานจนอิงฟ้าเผลอถอนหายใจ “ยังกลัวอยู่ใช่ไหม?” ธันวาถามเบา ๆ
“ค่ะ…กลัวเสียทุกอย่างที่สร้างมา” เธอมองดาวบนฟ้า “ทั้งความฝันและความรัก ฉัน…ไม่แน่ใจอะไรเลย” เธอกลั้นใจพูดประโยคนั้น ธันวาเงียบ เขาไม่กล้าแตะมือเธอแต่ก้มหน้ากับเข่า ลมหอบอารมณ์ตอนนั้นลอยในอากาศ
วันนำเสนอมาถึง โปรเจกต์ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย แต่วันนั้นเอง ครอบครัวอิงฟ้ามาหาเธอที่บริษัท เงียบขรึมด้วยความผิดหวังเมื่อรู้ว่าเธอไม่ได้เลือกความมั่นคงอย่างสายงานที่บ้านอยากให้ “แม่ผิดหวังในตัวลูกมากนะ”
อิงฟ้าฝืนยิ้ม น้ำตาคลอเบ้า ธันวายืนอยู่ไกล ๆ ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง ความสัมพันธ์ทั้งคู่นิ่งงันต่อหน้าแรงกดดันของครอบครัวเธอ
หลายวันผ่าน อิงฟ้าทำงานแบบไม่พูดกับธันวา เธอเริ่มสร้างกำแพงขึ้นมาใหม่ ธันวาเองก็กลายเป็นคนเก็บตัว เงียบผิดปกติ วันหนึ่ง ธันวาทิ้งโน้ตไว้ที่โต๊ะเธอ “เก่งมากแล้วนะ ต่อให้ไม่ใช่ในสายตาใคร”
อิงฟ้าอ่านจบน้ำตาไหลเอง เธอโทรหาเขา ต่างฝ่ายต่างเงียบระหว่างสาย
“เราควรห่างกันสักพักนะคะ” อิงฟ้าพูดเสียงเบา “ไม่ใช่เพราะคุณ…แต่เพราะฉันต้องจัดการหัวใจตัวเองก่อน”
ธันวาไม่ว่าอะไร เขาทำได้แค่รับฟัง และพูดแค่ “ดูแลตัวเองด้วยนะครับ”
เวลาผ่านไปเป็นเดือน สองคนต่างโฟกัสกับงาน เผชิญหน้าความฝันของตัวเอง อิงฟ้าทำโปรเจกต์ศิลปะที่เป็นความฝันอันแท้จริงของเธอ ส่วนธันวาเริ่มพยายามคุยกับที่บ้านเรื่องการเดินตามเส้นทางของตัวเอง การห่างกันเหมือนเจ็บช้ำ แต่ก็ผลักให้ทั้งสองเติบโตขึ้นทีละน้อย
เย็นวันหนึ่ง อิงฟ้าได้รับจดหมายเชิญเข้าร่วมแสดงงานศิลป์ครั้งแรกของเธอ เธอเดินเล่นริมแม่น้ำคืนนั้น สายลมพัดกลิ่นฝน ธันวาโผล่มาแบบไม่ตั้งใจ ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนธันวาจะเอ่ยขึ้น
“ดีใจด้วยนะครับ” เขามองไปไกล ๆ เว้นช่วง แล้วค่อย ๆ หันมาสบตา “คุณกล้าเดินตามฝันแล้ว”
อิงฟ้าพยักหน้าช้า ๆ เธอสูดลมหายใจ “ฉันไม่รู้ว่าต่อไปจะเจออะไรบ้าง แต่…ขอบคุณที่คอยอยู่ข้าง ๆ แม้ในวันที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้”
ธันวายิ้มจาง ๆ มือเขากุมแน่นที่ขอบเสื้อกันฝน
อิงฟ้ามองไปที่สายน้ำ สายตาเปี่ยมความกล้าใหม่ “เรายังเป็นเพื่อนกันได้นะ” เธอพูดติดขำ แต่ในตากลับมีความหวังเร้นลึก
อีกครู่หนึ่ง ธันวายื่นมือไปหาเธอ เธอส่งมือให้แบบลังเล แต่ก็ปิดมือเขาไว้เบา ๆ ทั้งคู่ยืนข้างกันโดยไม่ต้องพูดอะไร ลมเย็นจริงจังพัดผ่าน
ค่ำคืนนั้น ไม่มีสารภาพรักหวือหวา ไม่มีจูบ ไม่มีคำสัญญาใด ๆ มีแต่เสียงหัวใจเต้นเบาบาง ความเหงาและความหวังที่ยังมีในใจทั้งคู่ พวกเขาเติบโตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้นด้วยกันในความเงียบ กับรักที่ไม่ต้องพูดทุกอย่างก็เข้าใจ