แสงแรกที่ปลายทาง
เสียงฝนที่ตกทั้งคืนทำให้อากาศเช้ามหาวิทยาลัยเย็นเฉียบ ฟีมรีบดึงฮู้ดเสื้อขึ้น เคลียผมหยักๆ ที่เปียกด้านหน้า แล้วเร่งเดินเข้าอาคารศิลปกรรม กลิ่นสีอะคริลิก เปเปอร์มาช่า และไม้เก่าผสมกันคล้ายกลิ่นฝันที่ล่องลอยท่ามกลางความกังวลใจในอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อฟีมก้าวขึ้นไป แต่จู่ๆ เสียงปังหนึ่งก็ดังขึ้นประตูห้องเวิร์คช็อป ฟีมสะดุ้งกลัว เงาใครบางคนวูบผ่านกระจกพร่าหมอก—หญิงสาวผมตรึงไว้ด้วยเปียยาว คนในชุดเสื้อเชิ้ตชายทับกางเกงยีนส์มีรอยเปื้อนสีน้ำเงินสด เสียงใสแต่แข็งเอ่ยเอะอะ
“สีฉันไปอยู่บนฝาผนังได้ยังไง!” เธอจ้องมายังฟีมที่ยังงุนงง
“ฉันไม่ได้ทำนะ…” ฟีมตอบเสียงเบา ไม่กล้าสบตา
หญิงสาวเดินอ้อมเข้ามาใกล้ กลิ่นทินเนอร์อ่อน ๆ ติดปลายผม
“แล้วใคร? นายอยู่ที่นี่คนเดียวตั้งแต่เช้าเลยเหรอ”
ฟีมมองลง ไหล่ห่อ ราวกับต้องการหายไปในอากาศ
“เปล่า…ผมแค่ชอบอยู่ที่นี่ตอนเช้า” เขาพึมพำ
หญิงสาวนิ่ง “ชื่ออะไร”
“ฟีม… นายชื่ออะไร”
“เนป” เธอยักคิ้ว “แต่ระวังหน่อยนะ ฉันไม่ชอบให้ใครแตะของโดยไม่ขอ”
ฟีมเงียบก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ความอายแทรกแซงทุกอณู
ห้องเวิร์คช็อปกลายเป็นโลกของสองคน ฟีมหลบสายตาเนปเสมอ ส่วนเนปก็ยังหงุดหงิดปนสนใจเด็กหนุ่มเงียบขรึมคนนี้โดยไม่เข้าใจตัวเอง
วันถัดมา ฟีมนั่งวาดเส้นคนเดียวใต้ต้นก้ามปู ร่มไม้ปกป้องสายตาจากแสงยามสาย เสียงรองเท้าผ้าใบเดินมาหยุดข้าง ๆ และเนปก็นั่งลงโดยไม่พูดอะไร นานสองนาน ก่อนเธอจะเปรย
“นายทำไมชอบอยู่คนเดียวจัง”
“สบายดี… เวลาสงบ” ฟีมไม่กล้ามองหน้า
“ฉันไม่ชอบเงียบ เงียบเหมือนตอนอยู่บ้าน…มันอึดอัด” เนปหยิบก้อนกรวดโยนเล่นเบา ๆ
ทั้งสองนิ่งไปครู่หนึ่ง ฟีมจับห้วงเวลานี้ไว้ในใจ ชีวิตขอบเขตเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจว่าแท้จริงนั้นว่างเปล่าขนาดไหน
วันต่อมา ฝ่ายกิจกรรมกำหนดให้ศิลปกรรมกับสถาปัตย์ร่วมจัดนิทรรศการ “ข้ามขอบศิลป์” ฟีมกับเนปถูกมอบหมายให้ออกแบบผลงานร่วม จังหวะชีวิตเริ่มบีบให้หัวใจทั้งสองต้องมาใกล้ชิดในแบบที่ต่างคนไม่ทันตั้งตัว
ห้องสมุดร้างในช่วงเย็น ฟีมนั่งร่างไอเดียไว้ในสมุดเล่มเก่า เนปเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม ปากยังงอ ๆ หลังประชุมกับอาจารย์เสร็จ
“นายคิดว่าความสัมพันธ์ของศิลปะกับชีวิตคืออะไร” เนปถาม ทั้งประโยคและแววตาเหมือนจะท้าทาย
ฟีมคิดนาน “มันก็เหมือนเรา…พยายามหาทางอยู่ร่วมกัน บางทีก็ขัดแย้ง แต่ก็ช่วยกันอยู่ดี ไม่งั้นจะอยู่ตัวคนเดียว…”
เนปหัวเราะน้อย ๆ “คำตอบแปลกดี”
เสียงหัวเราะนั้นหวานแต่น่าขัน ฟีมใจสั่นค่อย ๆ เผยรอยยิ้มบาง ๆ ชนิดที่ไม่ได้มอบให้ใครมานาน
หลายวันผ่านไป ทั้งสองเริ่มใช้เวลาทำงานด้วยกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีรอยร้าวซ่อนอยู่ ฟีมมักรับฟังมากกว่าพูด ขณะที่เนปพูดบอกความคิดและอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา
ในคืนฝนตก เนปยืนหลบฝนกับฟีมใต้กันสาด ขณะรอฝนซาลง เนปถอนใจยาว
“นายเคยกลัวอะไรไหม” เสียงเธอสั่นนิด ๆ
ฟีมไม่ตอบในทันที มือปัดผมเปียกออกฟากใบหน้า ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ “กลัวว่าทุกอย่างที่เราสร้าง…จะไม่มีใครเห็นค่า”
เนปยิ้มเศร้า ๆ แววตาสั่นไหว “ฉันกลัวจะถูกทิ้ง… ตั้งแต่เด็กแล้ว”
ทั้งสองนิ่ง เงียบ ฝนโปรยเม็ดหนักเป็นฉากหลังที่ปล่อยบาดแผลค่อย ๆ ถูกเผยออกมาช้า ๆ
วันต่อมา ฟีมใกล้จะส่งงานแต่มือยังไม้ หมดแรงและกำลังใจ ระหว่างนั่งค้างหน้ากระดานวาด เนปเดินเข้ามา เธอวางขนมปังลงข้าง ๆ โยนกล่องนมมาเบา ๆ
“กินก่อน กำลังจะเป็นผีแล้วมั้ง ฟีม”
ฟีมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น พลันเห็นรอยยิ้มไม่ตั้งใจ สายตานั้นอบอุ่นกว่าที่เขาเคยพบมา เนปนั่งลงข้าง ๆ ใกล้เกินไปจนฟีมชะงัก
“ขอบใจ… ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงเทงานนี้ไปแล้ว” ฟีมยิ้มอ่อน ดวงตาเปียกน้อย ๆ
เนปตาเบิกกว้าง “เหรอ ไม่คิดว่านายจะพูดออกมาได้นะเนี่ย”
ความเงียบหมุนวนระหว่างทั้งสอง อยากพูดอะไรอีกแต่ไม่มีเสียงใดออกมา เนปรวบมือฟีมไว้เงียบ ๆ สักครู่
นิทรรศการวันแรก งานของฟีมกับเนปโดดเด่น ผู้คนรุมชม แต่เสียงตำหนิจากอาจารย์ก็วิจารณ์ว่า “ไอเดียแปลก ไร้กรอบเกินไป” ฟีมยืนอึ้ง น้ำเสียงกดดันให้นึกถึงอดีตวัยเด็กที่พ่อแม่ไม่เคยยอมรับศักยภาพเขา
หลังเวที เนประเบิดใส่ “ทำไมไม่เถียง ไม่ปกป้องงานตัวเองเลย นายยอมตลอด!”
ฟีมนิ่ง เขาหลบตา เหมือนรอให้ความผิดหวังกลืนกิน
“นายเป็นแบบนี้เพราะใครบ้างนะ? พ่อแม่?” เนปน้ำเสียงอ่อนลงทันที รู้ตัวว่ารุนแรงเกินไป
“ขอโทษ… ฉันแค่ ห่วง มากกว่าทุกคนที่ผ่านมา”
ฟีมพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ “ฉันอยากเชื่อมั่นตัวเอง…แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี”
เนปจับมือฟีมไว้แน่น “งั้นฉันจะอยู่…ตรงนี้ ถ้านายยังอยากลองอีกครั้ง”
แต่คำว่า “อยู่ตรงนี้” ถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อข่าวลือว่าเนปจะไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศแพร่ในหมู่เพื่อน วันหนึ่ง ฟีมนั่งเงียบในห้องวาด รู้สึกหนาวผิดปกติในหัวใจ
เนปเดินเข้ามา วางจดหมายแลกเปลี่ยนลงตรงหน้า
“นายคิดยังไง ถ้าฉันไปหกเดือน” เธอถามตรง ๆ เสียงนิ่งผิดปกติ
ฟีมเบือนหน้าออกทางหน้าต่าง ลมหายใจขาดช่วง “ฉันดีใจที่เธอมีโอกาสนะ… แต่กลัวจะไม่เหมือนเดิม”
เนปกระแอม ตอบเสียงแผ่ว “ฉันก็กลัว”
ต่างฝ่ายต่างเซ ตัวถ่วงระหว่างความฝันกับความสัมพันธ์รั้งให้ใจปวดร้าว ฟีมรู้ว่าหากยื้อไว้จะเป็นภาระ แต่การปล่อยไปก็คือความว่างเปล่า
คืนต่อมา เนปโทรหา
“ถ้านายไม่พูดเลยว่าจะรู้สึกอะไร ฉันก็ไม่กล้าอะไรเหมือนกัน” เสียงเธอสั่นเทา
ฟีมนิ่งก่อนจะหลุดปาก “ฉันกลัวเสียเธอ…แต่ไม่อยากขังเธอด้วยคำพูดตัวเอง”
เนปเงียบไปนาน “งั้นขอฉันลองเลือกฝันตัวเอง…ได้ไหม”
เสียงสะอื้นไหลผ่านสาย ฟีมใจแตกสลาย ร้องไห้เงียบ ๆ กับตัวเอง
ช่วงเวลาห่างกัน ฟีมเดินทางกับกลุ่มศิลป์ ออกวาดงานกลางแจ้ง ได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ เนปส่งภาพถ่ายมาให้ เธอเล่าว่าคิดถึงฟีม ทุกครั้งที่เห็นแสงแรกยามเช้าในเมืองใหม่
เดือนที่หก ฟีมหยิบพู่กันวาดภาพแสงแรกในใจ กล้าถามตัวเองครั้งแรกว่า “อยากได้อะไรจริง ๆ”
เนปกลับมา อากาศเย็นแต่หัวใจทั้งสองร้อนระอุด้วยความกลัวว่าจะกลับไปเหมือนเดิมได้หรือไม่
ในห้องเวิร์คช็อปเดิม ฟีมมองหน้าเนป อ้าปากเหมือนจะพูดแต่ลังเล
“กลับมาแล้ว…เห็นแสงแรกที่นี่อีกแล้ว” เธอกระซิบ
ฟีมยิ้มบาง “ฉันยังกลัว…ว่าเราจะไปคนละทาง”
เนปส่ายหน้า น้ำตาคลอ “แต่เราเลือกเดินไปหากันได้…ใช่มั้ย?”
ฟีมสั่นหัวเบา ๆ “ฉันอยาก…ลองดูอีกครั้ง ถ้าเธออนุญาต”
มือทั้งสองค่อย ๆ กุมกันไว้ ใบหน้าสองคนเต็มไปด้วยน้ำตาและรอยยิ้ม โลกของพวกเขาไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกันครั้งใหม่—ท่ามกลางแสงแรกที่ปลายทาง