รอยยิ้มของฤดูฝน
เสียงฝนแรกของปีโปรยปราย เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาออฟฟิศเล็กในซอยเงียบงัน ยายิ้มเดินเข้าประตู อ้อมกอดเสื้อคลุมบาง ๆ แนบอกเพื่อป้องกันละอองฝนที่หลุดลอดมา เธอขยับกรอบแว่น นั่งลงที่โต๊ะโดยพยายามไม่ถูกสังเกต ทว่าเสียงพูดคุยกันแว่วดังจากห้องผู้จัดการทำให้เธอเหลือบมองอย่างไม่ตั้งใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมื่อไหร่จะถึงตายายก็นะ?” เพื่อนร่วมงานสบตายิ้มในกระจก เธอยิ้มจาง ๆ ไม่ตอบ ยายิ้มระวังตัวกับแผนกใหม่มาตลอด เธอยังลืมอดีตที่ถูกหักหลังไม่ลง
ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เสียงฝีเท้าและกลิ่นหอมแปลก ๆ ทำให้ห้องเงียบ ทุกสายตามองหา “สวัสดีครับ ผมชื่อศรันย์ เป็นหัวหน้าใหม่ของฝ่ายนี้” เขากวาดตามองลูกทีม ดูท่าทางมั่นใจแต่ไม่โอ้อวด สายตาผ่านมาหยุดที่ยายิ้มแวบหนึ่ง เธอสะดุ้ง ถอนหายใจเบา ๆ
เขาแนะนำตัวอย่างกระชับ พยายามทบทวนชื่อแต่หลุดพูดผิดสองสามชื่อ ทุกคนหัวเราะ ศรันย์ขบขันกับความผิดพลาดของตัวเอง เฉพาะยายิ้มที่ยังนิ่งเฉย เธอติดตามทุกการเคลื่อนไหวอย่างระแวดระวัง ไม่ใช่เพราะเขาน่ากลัว แต่เธอกลัวความใกล้ชิดจะพาไปเจอความเจ็บที่อาจซ่อนอยู่ในอนาคตซ้ำอีก
เคลื่อนไหววันแรกผ่านไป ศรันย์ประชุมกับทีม เฉียบขาดและเป็นกันเอง เสียงฝนยังตกต่อเนื่อง ยายิ้มแอบดูศรันย์สั่งงานกับบางคนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เธอรู้สึกได้ถึงความใส่ใจ แม้จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ใต้รอยยิ้มของเขา
ช่วงพักเที่ยง ศรันย์เดินเข้ามาใกล้ยายิ้ม เขาเลิกคิ้ว “ทานข้าวยังครับ?” เธอส่ายหน้าเล็ก ๆ “ยังค่ะ”
“ถ้าสะดวก ลงมากินด้วยกันไหมครับ? ผมยังใหม่อยากรู้จักทุกคน” เสียงเขาอ่อนโยน แต่ยายิ้มลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง “เชิญค่ะ…ถ้าไม่เป็นภาระ”
พวกเขานั่งห่างกัน ตักข้าวกินในความเงียบ ศรันย์ถามเรื่องงานบ้าง เล่าเรื่องบ้านเกิดตัวเองบ้าง ถ้อยคำของเขาไม่ใช่การชวนสนทนาอย่างจงใจ แตะหัวข้อเบา ๆ ที่ไม่บุกรุกจนเกินไป ยายิ้มตอบกลับอย่างสุภาพและสั้น ชายหนุ่มรับรู้แต่ไม่ละความพยายาม เขายิ้มตลอด เหมือนเข้าใจความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในดวงตาเธอ
วันที่สอง ศรันย์เรียกประชุมทีมอีกครั้ง ยายิ้มถูกถามความคิดเห็นในโปรเจกต์ทันที เธองง “เอ่อ…ดิฉัน…ขอเวลาคิดนิดนึงได้ไหมคะ?” เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากเพื่อนร่วมงาน ศรันย์กลับก้มหน้าส่งยิ้ม “แน่นอนครับ ไม่มีใครคิดเร็วกว่าฝนที่ตกหรอก”
เย็นวันนั้น ยายิ้มยืนรอฝนซาลงที่ป้ายรถเมล์ หัวหน้าคนใหม่เดินมาข้าง ๆ วางกระเป๋าเป้ลงข้างเท้า มองสายฝนด้วยสายตาเหม่อลอย “ฝนทำให้ผมนึกถึงบ้านครับ” เขาเนิบ ๆ ยายิ้มหยิบร่มส่งให้ “เอาไปก่อนก็ได้ค่ะ ดิฉันใกล้บ้าน” เขาไม่ตอบรับในทันที เพียงจ้องมองร่มเหมือนคิดอะไร “ขอบคุณครับ”
ฝนพรำอยู่ทุกเช้าเย็นในสัปดาห์แรก ยายิ้มกับศรันย์เริ่มคุยกันบ้างในประเด็นงาน จนมากขึ้นเรื่อย ๆ มีรอยยิ้มหยอกล้อเล็ก ๆ ซ่อนในความเงียบ ยังไม่มีใครกล้าเปิดเผยความรู้สึก แต่ระยะห่างค่อย ๆ พร่องลงอย่างช้า ๆ
วันหนึ่งมีข่าวลือเรื่องการปรับโครงสร้างแผนก ศรันย์ดูเครียดกว่าปกติ สั่งงานแบบมีอาการกระวนกระวาย ยายิ้มถามเบา ๆ ว่าเขาโอเคไหม เขาหัวเราะกลบเกลื่อน “ผมแค่กลัวว่า ถ้ามีอะไรเปลี่ยนไป เพื่อนร่วมงานจะลำบาก”
ยายิ้มพยักหน้ารับคำ เธอเข้าใจการเปลี่ยนแปลงดีเกินกว่าใคร เพราะทุกครั้งที่อะไรเปลี่ยน คนที่เหลืออยู่ก็ต้องหาวิธีรับมือ เหมือนเมื่อสามปีก่อนที่เธอถูกลดตำแหน่งโดยไม่มีใครถาม เธอยังไม่ลืมวันนั้นสักที
ผ่านไปสองเดือน ความใกล้ชิดระหว่างยายิ้มกับศรันย์เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งคู่เริ่มแชร์เรื่องส่วนตัวเล็ก ๆ เช่นเมนูโปรด หนังสือที่ชอบ หรือเรื่องตลกในวัยเด็ก บางคืนคุยกันในไลน์แบบไม่ได้ตั้งใจ หัวข้อบทสนทนาง่าย ๆ แต่กลับทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกเหมือนบ้าน
ในงานเลี้ยงบริษัทมีเกมจับคู่ ศรันย์ถูกจัดให้อยู่ทีมเดียวกับยายิ้ม ทั้งสองหัวเราะกันเวลาแพ้ ในช่วงเวลานี้เอง ยายิ้มมองเห็นศรันย์ในแง่มุมที่อ่อนแอได้เป็นครั้งแรก ตอนพลาดรางวัลใหญ่ไป เขาคอตกและกระซิบเบา ๆ ว่า “ผมกลัวทำให้ทีมผิดหวัง”
ยายิ้มหัวเราะกลับ “บางทีการแพ้ก็ไม่ได้เลวร้ายค่ะ อย่างน้อยตอนนี้คุณหัวเราะได้” เขาสบตาเธอ นานกว่าปกติ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
หลังวันงานเลี้ยง ยายิ้มพยายามตัดใจไม่คิดอะไรไปไกลกับความสัมพันธ์นี้ เธอยังกลัว กำแพงข้างในยังสูง และอดีตยังตามหลอกหลอน เธอเคยคิดว่าความไว้ใจวันหนึ่งจะกลับมาทำร้ายอีก
อยู่ ๆ เพื่อนร่วมงานเริ่มซุบซิบเรื่องศรันย์กับยายิ้ม ว่าดูสนิทกันมากเกินไป มีคนหนึ่งพูดเสียหายในห้องน้ำ เธอได้ยินเต็มสองหู เจ็บแต่ไม่แสดงอาการ เพียงจับเสื้อคลุมแน่นขึ้นกว่าเดิม
วันหนึ่งศรันย์ถูกเรียกตัวไปหาผู้จัดการ ออฟฟิศเงียบลงอย่างชัดเจนหลังเขากลับมา ศรันย์ถอนหายใจ เงียบ ยายิ้มเดินเข้าไปใกล้กว่าทุกที “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” เขามองตาเธอ “ผมอาจไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก” เสียงเขาสั่นน้อย ๆ
ยายิ้มเงียบ กลั้นใจ “ทำไมคะ?”
“ผม…มีเรื่องในอดีตที่ตามมา ความผิดพลาด งานก่อนหน้านี้…ผมทำให้บริษัทเสียหาย”
ยายิ้มนั่งลงข้าง ๆ ไม่พูดอะไรสักพัก เสียงฝนข้างนอกดังขึ้นอีกครั้ง เธอเอื้อมมือเล็กน้อยแต่หยุดไว้กลางอากาศ “คนเรามีสิทธิ์เริ่มใหม่…ใช่ไหมคะ?”
ศรันย์ยิ้มเศร้า “ก็อยากหวังแบบนั้น”
ความเปลี่ยนแปลงเข้ามาเร็วขึ้น วันหนึ่งศรันย์หายไปโดยไม่บอกใคร ยายิ้มพยายามโทรหาแต่ไม่มีใครรับสาย ในออฟฟิศมีแต่ข่าวลือถึงการถูกสอบสวน เธอนอนไม่หลับ อึดอัดในอกเหมือนขาดบางอย่างที่คุ้นเคยไป
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ศรันย์ส่งข้อความมาว่า “คุณทานข้าวยัง” ยายิ้มอ่านวนไปวนมา ก่อนตอบ “คุณโอเคไหม”
“ไม่ค่อยครับ แต่อยากฟังเสียงหัวเราะของคุณ”
ยายิ้มถือโทรศัพท์แน่น ไม่ตอบ เธอกำลังลังเลว่าควรลุกไปหาเขาหรือเลือกอยู่กับความสบายใจในโลกเดิม ๆ
เย็นวันศุกร์ เธอเดินฝ่าสายฝนไปที่คาเฟ่เล็ก ๆ เจอศรันย์นั่งเหม่ออยู่ข้างหน้าต่าง เขาหันมาเห็นเธอ เหมือนหัวใจที่ปิดล็อกไว้คลายตัวลงทีละน้อย
“ขอโทษนะค่ะ…ที่มาช้า”
เขายิ้มบาง “ผมดีใจที่ได้เห็นคุณนะ”
ยายิ้มลังเล จะพูดบางอย่างแต่หยุด เธอมองฝนที่ตกหนักข้างนอก ก่อนจะพูดช้า ๆ “ดิฉัน…กลัวว่าการเริ่มใหม่ จะเจ็บอีก”
ศรันย์เงียบไปนาน “ผมก็กลัวเหมือนกันครับ กลัวทำให้เสียใจ แต่ผมไม่อยากหนีต่อไป” เขาดึงกระดาษเช็ดปากในมือ พยายามไม่สบตา
“คุณไม่ต้องให้อภัยผมหรอก แค่…ถ้าวันหนึ่งคุณอยากให้โอกาส ผมก็จะรอ” เขาวางใจยิ้มไว้ตรงนั้น เหมือนยืนอยู่บนทางแยกกลางสายฝน
ยายิ้มก้มหน้าอย่างลังเล น้ำเสียงเบาราวกับเสียงฝน “ไม่รู้ว่าจะกล้าเมื่อไหร่…แต่ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกันไป”
เวลาผ่านไปหลายเดือน ยายิ้มเริ่มเปิดใจ ศรันย์หางานใหม่อยู่ต่างเมือง เขาโทรหายายิ้มบ้าง ส่งรูปท้องฟ้าตอนกลางคืน ประโยคสั้น ๆ เช่น “คืนนี้ฝนตกที่นี่เหมือนกัน”
ครั้งหนึ่ง ยายิ้มส่งข้อความหา “คิดถึงรอยยิ้มของคุณเวลาฝนตก”
ศรันย์ตอบทันที “ผมจะยิ้มเสมอ…ถ้าคุณยังอยู่ปลายสาย”
วันหนึ่งที่ฝนตกหนักมากกว่าทุกปี ยายิ้มนั่งเหม่อคิดถึงศรันย์อยู่ในร้านกาแฟ แล้วเขากลับมายืนอยู่เบื้องหน้าแบบไม่คาดฝัน เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงส่งร่มที่เธอเคยให้กลับคืนพร้อมรอยยิ้มเดิม ๆ
ทั้งสองคนสบตากันนาน ไม่มีคำพูดใดที่มากเกินไป ศรันย์เอ่ยเบา ๆ “คุณพร้อมจะเริ่มใหม่ด้วยกันไหม”
ยายิ้มเงียบ น้ำตาเอ่อเบ้า เธอพยักหน้าน้อย ๆ เบียดหัวไหล่เข้ากับเขา ท่ามกลางเสียงฝนที่เริ่มแผ่วลง นี่คือวันที่ใจสองดวงกล้าเปิดรับฤดูใหม่ และรอยยิ้มของฤดูฝนจะอยู่กับพวกเขาตลอดไป